ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 282 การพบกัน
บทที่ 282 การพบกัน
“ไม่สิ แล้วร้านที่คุณทำอยู่ตอนนี้คุณจะเลิกทำแล้วเหรอครับ?”
ลี่หรงกลอกตามองบน “ตอนที่คุณปลูกต้นลูกแพร์ ฟาร์มสุกรก็ไม่ได้ปิดไม่ใช่เหรอคะ?”
จ้าวชิงซงหัวเราะแหะ ๆ “นี่มันจะไม่หนักไปหน่อยเหรอครับ?”
“ไม่หรอกค่ะ อย่างน้อยก็ไม่หนักไปมากกว่าการรับมือกับคุณหรอก” ลี่หรงพูดจิกกัด
จ้าวชิงซงพูดน้ำเสียงเอาใจ “คืนนี้ขอครั้งเดียวนะ ตกลงไหมครับ?”
“รีบหน่อยแล้วกันค่ะ พรุ่งนี้ต้องเก็บห้องอีก”
ในช่วงเวลาที่อยู่ในเมืองหลวง จ้าวชิงซงต้องไปพบกับติงลี่เหริน เขาเห็นว่าจ้าวชิงหยางอยู่บ้านเฉย ๆ เลยชวนไปด้วย และถือโอกาสแนะนำทั้งสองคนให้รู้จักกัน
เมื่อจ้าวชิงหยางได้พบติงลี่เหรินพ่อค้าขายส่งผลไม้ เขาได้รู้ว่าอีกฝ่ายทำธุรกิจใหญ่ ไม่งั้นคงไม่ช่วยจ้าวชิงซงขายลูกแพร์ออกไปได้มากขนาดนั้น ถือว่าเป็นเจ้าของกิจการใหญ่คนหนึ่งทีเดียว
จ้าวชิงหยางกับเหอซิ่ง ช่วยกันดูแลร้านข้าวเล็ก ๆ พูดได้ว่าเป็นเจ้าของกิจการคนหนึ่ง ได้พบปะผู้คนมากมาย พอได้เจอติงลี่เหริน เขาไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่า และทักทายอย่างเป็นมิตรว่า “เถ้าแก่ติง”
ติงลี่เหรินยิ้ม “พี่ใหญ่จ้าวไม่ต้องเรียกผมแบบนี้ก็ได้ครับ เรียกผมว่าเหล่าติง เหมือนเหล่าจ้าวก็ได้ ผมเป็นแค่พ่อค้าส่งผลไม้เท่านั้นเอง”
จ้าวชิงหยางกับจ้าวชิงซงมองหน้ากัน หลังจากนั้นคนข้างหลังก็ต่อยติงลี่เหรินไปหนึ่งหมัด “เถ้าแก่ใจดำ นี่มันปีใหม่แล้วนะ! ยังไม่ปิดร้านอีก”
ติงลี่เหรินมองจ้าวชิงซง “นายคิดว่าทุกคนว่างงานเหมือนนายเหรอ? ธุรกิจผลไม้ช่วงปีใหม่ถือเป็นช่วงขายดี คนอื่นเพิ่งจะซื้อผลไม้ไปฝากญาติพี่น้อง แต่พ่อของนายปิดร้านรอรับปีใหม่แล้ว ทั้งครอบครัวช่างสบายใจจริง ๆ”
จ้าวชิงซงหัวเราะ แล้วไม่ได้พูดอะไรต่อ
จริง ๆ แล้ว พ่อจ้าวรู้ดีว่าช่วงนี้ธุรกิจผลไม้กำลังไปได้ดี แต่ปีนี้ปิดร้านเร็วกว่าปีที่แล้ว เพราะลูกชายคนโตพาครอบครัวมาเมืองหลวง เลยอยากจะมาพักผ่อนด้วยกัน
ติงลี่เหรินเชิญพี่น้องตระกูลจ้าวไปกินข้าวที่ร้านอาหารใกล้ ๆ
จ้าวชิงหยางนั่งฟังอยู่ข้าง ๆ จึงได้รู้ว่าจ้าวชิงซงได้ทำธุรกิจมากมายในเมืองหลวง จึงไม่แปลกใจที่เขาจะได้เงินมากมายขนาดนี้
จ้าวชิงหยางรู้เสมอว่าน้องชายคนนี้มีความคิด แต่เขาแทบไม่เคยซักถามเลย
ระหว่างทางกลับบ้านล้อมลาน จ้าวชิงซงถามจ้าวชิงหยางว่า “พี่ใหญ่มาเมืองหลวงหลายวันแล้วรู้สึกยังไงบ้างครับ?”
“ฉันเป็นคนบ้านนอกจะไปพูดอะไรได้ คงพูดได้คำเดียวว่าดีนั่นแหละ” จ้าวชิงหยางหันซ้ายหันขวาเห็นรถยนต์ รถไฟฟ้า จักรยาน… วิ่งผ่านไปมา
“เมืองหลวงคือเมืองหลวง บ้านเราเป็นแค่พื้นที่เล็ก ๆ นายคิดจะปลูกต้นลูกแพร์ เลี้ยงหมูอยู่ที่บ้านจริง ๆ เหรอ? เงินก็มีอยู่เยอะแล้ว แต่ถึงยังไง ฉันยังรู้สึกว่าในเมืองหลวงน่าจะหาเงินได้มากกว่า”
จ้าวชิงหยางอดไม่ได้ที่จะถามจ้าวชิงซงถึงแผนการในอนาคต ในใจพอจะเดาได้ว่าจ้าวชิงซงนั้นกำลังวางแผนที่จะลงหลักปักฐานในเมืองหลวง
บ้านล้อมลานเป็นบ้านที่จ้าวชิงซงซื้อไว้ ทั้งภรรยาและลูก ๆ ของจ้าวชิงซงก็อยู่ที่เมืองหลวงเพื่อเรียนหนังสือและทำงาน
ปกติพี่น้องสองคนแทบจะไม่ค่อยได้คุยเปิดใจกันแบบนี้ พอจ้าวชิงหยางถามขึ้นมา จ้าวชิงซงก็คิดครู่หนึ่ง “จริงอยู่ที่โอกาสในเมืองหลวงมีมากกว่า ผมคงจะไม่อยู่หมู่บ้านต้าเจียงตลอดไปหรอก พี่ใหญ่ ผมได้ซื้อบ้านที่เมืองหลวงไว้แล้ว คงจะต้องลงหลักปักฐานที่นี่สักวัน ดังนั้น ในช่วงหลายปีมานี้ ผมจึงช่วยสอนวิธีปลูกและดูแลต้นลูกแพร์มาตลอด”
จ้าวชิงหยางอึ้งไปครู่หนึ่ง เขาไม่คาดคิดว่าจ้าวชิงซงจะมีแผนการนี้
จ้าวชิงซงหันมองจ้าวชิงหยาง “พี่ใหญ่ พี่เคยคิดอยากมาอยู่ที่เมืองหลวงบ้างมั้ยครับ? ถ้าพี่อยากมาก็ต้องรีบเก็บเงิน เพราะบ้านในเมืองหลวงตอนนี้ราคาบ้านขึ้นเร็วมาก คาดว่าในอนาคตจะยิ่งแพงขึ้นไปอีก”
จ้าวชิงหยางส่ายหัว “ฉันกับเหอซิ่งคุยกันแล้ว และเคยถามน้องสะใภ้ด้วยว่าบ้านในเมืองหลวงราคาหลายหมื่นถึงแสนกว่า ฉันคงซื้อไม่ไหว บ้านที่หมู่บ้านต้าเจียง ฉันก็อยู่จนชินแล้ว ตอนแรกคิดจะสร้างบ้านหลังใหม่ แต่ดีนะที่ยังไม่ได้สร้าง”
เขาหัวเราะ “ตอนนี้พอมีเงินเก็บอยู่บ้าง ฉันกับเหอซิ่งตกลงกันว่าจะซื้อที่ดินในอำเภอเพื่อสร้างบ้าน ต้าหนิวกับเอ้อร์หนิวจะได้ไปเรียนสะดวกสบายด้วย ที่เมืองหลวงค่าใช้จ่ายสูงมาก ดูอย่างอันอันที่เข้าเรียนแค่ชั้นอนุบาลยังต้องใช้เงินเยอะขนาดนี้ และอีกอย่าง ถ้าเราอยู่ที่บ้าน พวกนายกลับมาบ้านเกิดเมื่อไหร่จะได้มีที่อยู่ด้วย”
จ้าวชิงหยางคิดว่าถึงแม้จ้าวชิงซงจะหาเงินได้มากมายแค่ไหน สักวันหนึ่งต้องกลับบ้านเกิดอยู่ดี เพราะคนจีนนั้นยึดหลักว่าใบไม้ร่วงต้องกลับราก
ต่อให้จ้าวชิงซงไม่กลับมา แต่พ่อแม่ของเขาก็ต้องกลับบ้านแน่นอน ไม่อย่างนั้นเมื่อเสียชีวิตไปแล้วจะเอาไปฝังที่ไหน?
เขาได้ยินมาว่าเมืองหลวงแห่งนี้สนับสนุนให้เผาศพ เผาจนเหลือแต่เถ้าแล้วใส่ไว้ในกล่อง
นั่นคงจะทำให้ลำบากมาก
แน่นอนว่าความคิดเหล่านี้ล้วนเป็นของจ้าวชิงหยางที่เก็บไว้ในใจเพียงลำพัง
ที่สำคัญที่สุดคือเขากับเหอซิ่งรู้สึกพอใจแล้วกับการเฝ้าดูแลร้านอาหารเล็ก ๆ และสวนลูกแพร์
สำหรับความคิดของจ้าวชิงหยางนั้น จ้าวชิงซงไม่ได้แสดงความคิดเห็นใด ๆ ในอำเภอไม่ได้มีการแข่งขันเท่ากับเมืองหลวง
ในเมืองหลวง บ้านราคาถูกที่สุดตกสามถึงสี่หมื่น แต่จ้าวชิงหยางมีเงินติดตัวไม่ถึงสองหมื่นเท่านั้น ถึงอยากจะมาที่เมืองหลวงก็ไม่รู้ว่าจะต้องอดทนรออีกนานแค่ไหน
ส่วนเรื่องค่าเล่าเรียนของอันอัน จ้าวชิงซงรู้แต่ไม่ใช่ลี่หรงที่บอกเขา ทุกครั้งที่ลี่หรงจ่ายค่าเล่าเรียนของอันอันไป แม่จ้าวยังนึกเสียดายเงินแทน จนต้องมาพูดให้จ้าวชิงซงฟังอยู่ตลอด
โรงเรียนอนุบาลนั้นจัดเป็นอันดับต้น ๆ ของเมืองหลวง ลี่หรงให้เงินอันอันใช้อย่างเต็มที่
ตอนจ่ายเงินเธอไม่เสียดายเลยสักนิด จนแม่จ้าวรู้สึกเสียดายแทน แม่ครัวที่มาทำกับข้าวที่บ้าน ทำทั้งปีก็ยังหาไม่ได้ถึงสองร้อยหยวน แม่จ้าวจึงรู้สึกว่าการจ่ายเงินแบบนี้เหมือนการเฉือนเนื้อตัวเอง
แต่สำหรับลี่หรงแล้ว เงินจำนวนนั้นเป็นสิ่งที่เธอหามาได้อย่างรวดเร็ว
โชคดีที่แม่จ้าวไม่ได้แสดงความเสียดายเงินเหล่านั้นต่อหน้าลี่หรง แต่จะพูดกับจ้าวชิงซงเท่านั้น
จ้าวชิงซงฟังแล้วได้แต่ยิ้ม เขาทำงานหนักเพื่อหาเงินไม่ใช่เพื่อภรรยาและลูก ๆ หรอกเหรอ?
ลี่หรงอยากจะใช้ก็ใช้ ถ้าไม่พอเขาก็จะพยายามหาเงินเพิ่ม
เพียงแต่ลี่หรงก็หาเงินได้เก่งมาก จ้าวชิงซงรู้สึกเป็นห่วงว่าถ้าวันหนึ่งเธอหาเงินได้มากกว่าเขา แล้วไม่ใช้เงินของเขาอีก นั่นต่างหากที่ทำให้เขากังวลมากกว่า
สองพี่น้องคุยกันได้ไม่นาน แค่วางแผนในอนาคตคร่าว ๆ เท่านั้น
แม่ลี่รู้ว่าครอบครัวของพี่ชายสามีลี่หรงมาที่เมืองหลวงแล้ว จึงให้ลี่ข่ายจือพาพวกเขาไปบ้านล้อมลานเพื่อไปหาลี่หรง
นาน ๆ ทีลี่ช่ายจือจะไปบ้านล้อมลาน ครั้งนี้จึงว่าจะไปกันยกครัวและพาลี่สวนจือไปด้วย
ตอนที่ยังอยู่ที่หมู่บ้านต้าเจียง ลี่หรงเคยทะเลาะกับหวงต้าหลานเรื่องไส้กรอก และเรื่องนี้ก็แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้าน
ทั้งครอบครัวล้วนเป็นข้าราชการที่มีความสามารถ และยังมีสมาชิกที่เป็นนายทหารระดับสูงในกองทัพอีกด้วย
จ้าวชิงหยางไม่ได้กลัวติงลี่เหริน แต่พอเจอลี่ข่ายจือและคนอื่น ๆ เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกระวนกระวายใจราวกับที่ชาวบ้านธรรมดาพบกับเจ้าหน้าที่ระดับสูง
ลี่ข่ายจืออายุมากกว่าจ้าวชิงหยางไม่กี่ปี เห็นจ้าวชิงหยางหน้าตาคล้ายกับจ้าวชิงซง หุ่นสูงใหญ่กำยำไม่แพ้กันจึงถามว่า “ทำไมคุณไม่ไปเป็นทหารล่ะ?”
จ้าวชิงหยาง ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายถามคำถามนี้เพื่ออะไร ทั้ง ๆ ที่ผ่านมาหลายปีแล้ว แต่เขาก็ยังตอบตามความจริงว่า “ไม่ทันแล้วครับ ถึงอยากไปตอนนี้ก็ไม่ได้ คนทั้งหมู่บ้านของผมเหลือกันไม่กี่คนแล้ว”