ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 283 การพูดคุย
บทที่ 283 การพูดคุย
ลี่ข่ายจือพยักหน้า แม่ลี่เพียงตีเขาเบา ๆ “แค่ไปเจอญาติเท่านั้น ไม่ต้องเอาหน้าที่การงานมาขู่คนอื่นเลยนะ”
เจียงซิ่วอวี้ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หัวเราะ “เขาก็เป็นอย่างนี้แหละค่ะ ด้วยนิสัยของเขาแล้ว ถ้าไม่พูดแบบนั้นแล้วเขาจะพูดอะไรได้ล่ะคะ?”
แม่ลี่เดินเข้ามาเห็นเหอซิ่งก็รู้สึกชอบพี่สะใภ้ของลี่หรงคนนี้มากทีเดียว
ลี่หรงเคยเล่าเรื่องเหอซิ่งให้เธอฟังมาก่อน
แม่ลี่รู้สึกขอบคุณเหอซิ่งที่เคยดูแลลูกสาวเธอที่หมู่บ้านต้าเจียง ทั้งยังชื่นชมที่อีกฝ่ายยินดีเรียนรู้และขยันขันแข็ง
แม่ลี่จึงอดชมเหอซิ่งไม่ได้
คำชมนี้ทำให้เหอซิ่งเขินอายไม่น้อย ตอนที่ลี่หรงเพิ่งเข้ามาอยู่บ้านตระกูลจ้าวใหม่ ๆ เธอยังไม่ค่อยเข้าใจอะไร ลี่หรงไม่ทำงานบ้านและไม่ทำอาหาร
ถ้าจะพูดว่าเธอไม่ได้มีอคติกับลี่หรงเลยก็คงไม่จริง
น้องชายสามีของเธอแต่งงานกับผู้หญิงที่เป็นลูกคุณหนูชัด ๆ!
แต่เหอซิ่งเป็นคนซื่อสัตย์และรู้จักบุญคุณ เธอมีลูกชายสองคน จ้าวชิงซงเคยส่งของกลับมาบ้านเยอะมากตอนที่ยังอยู่ในกองทัพ และส่งเงินกลับมาให้แม่จ้าวด้วย ถึงแม้ว่าแม่จ้าวจะไม่ได้แบ่งเงินให้เหอซิ่งโดยตรง แต่ตอนที่สร้างบ้านใหม่ เธอก็ยกห้องใหญ่ให้เหอซิ่งและครอบครัว
ต่อมาจ้าวชิงซงได้ปลดประจำการเพราะได้รับบาดเจ็บ เขาอยู่บ้านมาสองสามปี แต่ก็ยังไม่ได้แต่งงาน
เหอซิ่งมีลูกชายสองคนแล้ว ความคิดของเธอเหมือนกับแม่จ้าวที่อยากให้จ้าวชิงซงมีภรรยาสักที
ดังนั้นแม้ว่าเขาจะได้ภรรยาที่เป็นลูกคุณหนูมา เหอซิ่งก็อดทนไม่พูดอะไร คอยช่วยเหลือเธอเท่าที่ทำได้
ความจริงแล้วเธอช่วยอยู่แค่เดือนเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นนิสัยของลี่หรงก็เปลี่ยนไป แถมยังทำให้เธอมีรายได้อีกด้วย รวมถึงร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งนี้ด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะลี่หรงชวนให้เธอทำงานและสอนงาน เธอคงเปิดร้านแบบทุกวันนี้ไม่ได้
เธอเป็นคนอ่อนไหวง่าย เมื่อถูกแม่ลี่ชม หญิงสาววัยสามสิบกว่าจึงอดเขินอายไม่ได้
หลังจากผ่านตรุษจีนไป จ้าวชิงหยางพาเหอซิ่งกลับหมู่บ้านต้าเจียงก่อน โดยที่จ้าวชิงซงยังคงอยู่ในเมืองหลวงต่ออีกสักพัก
ลี่หรงรู้ดีว่าเขาไม่มีอะไรจะทำ แต่เขาแค่ไม่อยากกลับบ้าน ซึ่งสวนลูกแพร์และฟาร์มสุกรก็ไม่มีอะไรต้องดูแลแล้ว เลยปล่อยเขาไปตามใจ แต่บางครั้งเธอยังนึกหัวเราะที่เขาช่างเอาแต่ใจเหลือเกิน
ช่วงก่อนตรุษจีน ลี่หรงได้ติดต่อสวีจิ้งตาน ซึ่งอีกฝ่ายได้เดินทางจากเมืองหยางกลับมาเมืองหลวง เพื่อมาฉลองตรุษจีน เธอจึงเล่าความคิดของตัวเองให้ฟังคร่าว ๆ
เมื่อสวีจิ้งตานรู้ว่าลี่หรงเปลี่ยนใจเธอก็รู้สึกยินดีมาก พร้อมบอกทันทีว่า เมื่อเธอกลับไปที่เมืองหลวงแล้วจะนัดคุยกับลี่หรงอย่างจริงจัง
แต่เธอกลับมาช้า เนื่องจากกว่าที่จะมาถึงเมืองหลวงก็ล่วงเลยมาจนถึงวันสุดท้ายก่อนตรุษจีนแล้ว
ตระกูลสวีมีธุระมากมาย เมื่อมีงานยุ่งอยู่แบบนี้ ทั้งสองจึงได้เจอกันในวันที่สิบ
“พูดตามตรง ฉันค่อนข้างประหลาดใจที่เธอเปลี่ยนใจได้รวดเร็วขนาดนี้” สวีจิ้งตานจิบชาและเลิกคิ้วมองไปที่ลี่หรง
“จริง ๆ แล้ว ฉันประเมินร้านของเธอไว้ว่าต้องสร้างรายได้ไม่น้อย ไม่อย่างนั้น เธอคงไม่ปฏิเสธเร็วขนาดนั้น ฉันอยากจะรู้จริง ๆ ว่าอะไรทำให้เธอเปลี่ยนใจกัน?”
ตอนนั้นลี่หรงปฏิเสธสวีจิ้งตาน อีกทั้งสวีจิ้งตานยังพยายามเกลี้ยกล่อมลี่หรงอยู่สองสามประโยคแต่ก็ไม่เป็นผล เธอจึงไม่ได้รบเร้าอะไรมากมาย แม้ว่าลี่หรงจะบอกว่าจะรออีกสองปี สวีจิ้งตานก็ไม่รู้ว่านั่นเป็นคำพูดเอาใจหรือไม่? แต่ถึงยังไง ครั้งต่อไปก็คงอีกนานแสนนาน
ถึงแม้ว่าจะชื่นชอบลี่หรงมากขนาดไหน แต่ทำได้เพียงเสียดายที่เธอไม่สามารถร่วมหุ้นด้วยกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องรอเธอ
ในช่วงเวลานี้สวีจิ้งตานยังคงทำธุรกิจค้าส่งเสื้อผ้าของตัวเองต่อไป พร้อมคอยติดตามการเปลี่ยนแปลงธุรกิจเสื้อผ้าร่วมกับเพื่อนอยู่เสมอ เรื่องการเปิดโรงงานก็หาพื้นที่ไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อผ่านช่วงตรุษจีน เธอจะดำเนินการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการ พอดีกับที่มีโทรศัพท์จากลี่หรง
เพื่อนที่คิดจะร่วมลงทุนทำธุรกิจกับสวีจิ้งตาน ไม่ต้องการที่จะร่วมเสี่ยงไปกับเธอ พวกเขามักจะคิดว่าการลงทุนในโรงงานนั้นใหญ่เกินไป ทำไมไม่เปิดร้านเสื้อผ้าหรือทำธุรกิจค้าส่งก็ได้
เดิมทีสวีจิ้งตานคิดว่าจะทำคนเดียว เมื่อมีเงินจ้างคนได้แล้วใครจะไปกลัว?
แต่เมื่อลี่หรงยินดีที่จะร่วมลงทุนสวีจิ้งตานจึงอดที่จะรู้สึกอยากรู้ไม่ได้
ลี่หรงเล่าถึงความตั้งใจที่เคยมีมาก่อนว่าอยากจะสร้างโรงงานผลิตเสื้อผ้า จากนั้นจึงอธิบายถึงเหตุผลที่ปฏิเสธในครั้งนั้น “บอกตามตรงว่าตอนนั้นฉันยังไม่มีเงิน และอีกอย่างหนึ่งคือร้านของฉันไม่ได้ทำเงินมากมายอย่างที่คุณคิดหรอกค่ะ”
สวีจิ้งตานได้ยินแบบนั้นก็ประหลาดใจ ลี่หรงอธิบายกับเธอว่า “ร้านฝูหรงเป็นร้านสั่งตัดชุดตามสัดส่วนของลูกค้า จะไม่ค่อยมีเสื้อผ้าแบบเดียวกัน และเป็นงานฝีมือล้วน ๆ ซึ่งทำให้ราคาของสินค้ามีราคาที่สูงพอสมควร ฐานลูกค้าจึงมีไม่มากนัก หากต้องการทำเงินก้อนโตต้องสร้างโรงงาน ลดราคาให้ต่ำกว่าตลาดนิดหน่อยถึงจะได้กำไรมากขึ้นค่ะ”
สวีจิ้งตานได้ยินคำว่าลดราคาลงมาให้ต่ำกว่าในตลาดเป็นครั้งแรก พอลี่หรงอธิบายให้ฟังเสร็จแล้ว เธอจึงพูดด้วยความแปลกใจว่า “ดูเหมือนว่าประสบการณ์ของฉันจะมีมากแค่ไหน ยังสู้หญิงสาวอย่างเธอไม่ได้เลย ฉันไม่เคยคิดอะไรได้ลึกซึ้งขนาดนี้ สมกับเป็นคนที่จบจากมหาวิทยาลัยชิงหัวจริง ๆ แล้วถ้าฉันจำไม่ผิด เธอเรียนการค้าระหว่างประเทศเหมือนหนิงหนิงด้วยใช่ไหม?”
“ใช่ค่ะ” เมื่อพูดถึงเสิ่นรั่วหนิง ลี่หรงก็ถามขึ้น “ก่อนหน้านี้ หนิงหนิงบอกว่าถ้าจะสร้างโรงงานผลิตเสื้อผ้า เธออยากจะร่วมหุ้นด้วย ฉันไม่รู้ว่าเธอได้คุยกับคุณน้าแล้วรึยังคะ?”
“เด็กคนนั้นน่ะเหรอ? เธอไม่ได้คุยกับฉันเลย” สวีจิ้งตานหัวเราะ “เดี๋ยวค่อยถามเธออีกที ถ้าเธออยากร่วมลงทุนจริง ๆ ก็ให้เธอจ่ายเงินแล้วแบ่งหุ้นให้เธอ ฉันเลี้ยงดูเธอมา ต้องเต็มใจช่วยเหลืออยู่แล้ว แต่กลัวว่าเธอจะไม่เต็มใจซะมากกว่า”
ลี่หรงยิ้มเล็กน้อย “อีกอย่าง เธอก็ยังเป็นพี่สะใภ้ของฉันด้วยค่ะ”
“การสร้างโรงงานมันยุ่งยาก แถมพวกเราต้องอยู่ที่เมืองหยาง แต่ญาติพี่น้องกลับอยู่ในเมืองหลวง ไม่งั้นฉันคงไม่ต้องเสียเวลามาหลายเดือนเพื่อหาที่ดินผืนนี้หรอก”
ก่อนที่จะติดต่อกับสวีจิ้งตาน ลี่หรงคาดการณ์ไว้ว่าเธออาจจะหาหุ้นส่วนคนใหม่แล้ว แต่ไม่คิดว่าสวีจิ้งตานจะใช้เงินก้อนโตซื้อที่ดินไปดื้อ ๆ เธอเลยแปลกใจมาก “คุณน้าซื้อที่ดินด้วยเหรอคะ?”
“ก็ใช่น่ะสิ ซื้อที่ดินเพื่อสร้างโรงงานเลยล่ะ”
ราคาที่ดินในเมืองหยางในอนาคตจะมีราคาสูงขึ้นอีก
ลี่หรงเป็นเคยอยู่ทางใต้มาก่อน ที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือเรื่องการรื้อถอนบ้านในเมืองหยาง ที่รื้อทั้งหมู่บ้านเลยทีเดียว
ที่ดินในเมืองหยางนั้นแพงมาก ทั้งปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว เมืองเสิน และเมืองหยางก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย
ลี่หรงซื้อบ้านล้อมลานในเมืองหลวง จึงไม่คิดว่าจะกลับมาที่เมืองหยางเพื่อลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอยากรู้อยากเห็นขึ้นมา “ต้องใช้เงินมากขนาดไหนคะเนี่ย?”
“ไม่แพงเท่าไหร่หรอก ฉันซื้อที่แถวชานเมืองเอาไว้น่ะ เดิมทีเป็นที่ของตำบลตงผู ใกล้ ๆ กันก็เป็นชนบทแล้ว”
ลี่หรงพึมพำถึงตำบลตงผูอยู่นานกว่าจะนึกออกได้ว่าหมู่บ้านเสียนที่อยู่ติดกับตำบลตงผู เป็นย่านที่มีชื่อเสียงเรื่องการเวนคืนที่ดิน!
หลังปี 2000 เมืองหยางได้ผ่านช่วงเวลาของการเวนคืนที่ดินเพื่อการพัฒนาเมือง ซึ่งนำไปสู่เรื่องเล่าเกี่ยวกับความร่ำรวยหลังจากการเวนคืนที่ดิน ที่ทำให้ผู้คนทั่วประเทศอิจฉา
หมู่บ้านเสียนเป็นหมู่บ้านที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ดังนั้นการซื้อที่ดินในตงผู อนาคตก็คงจะถูกรื้อถอนเช่นกัน
ลี่หรงอดใจไม่ไหวที่จะมองสวีจิ้งตานอย่างตื่นเต้น นี่แหละเศรษฐินีในอนาคต!
ถึงแม้ว่าปัจจุบันสวีจิ้งตานจะมีเงิน แต่ย่อมไม่เหมือนกัน ลี่หรงเหมือนมีโชคช่วยทำให้รู้จักการซื้อบ้านและที่ดินเพื่อลงทุนในเมืองหลวง
ส่วนสวีจิ้งตานนั้นเป็นเพราะสร้างโรงงานและได้ซื้อที่ดินบริเวณตงผูไปพอดี หากว่าช่วงเวลาสองถึงสามสิบปีนี้สามารถบังคับใจไม่ขายไปก่อนได้ เธอก็จะกลายเป็นเศรษฐินีใหญ่ที่มีรายได้จากการเวนคืนที่ดิน
ลี่หรงคิดแล้วก็รู้สึกว่าช่างน่าตื่นเต้นจริง ๆ
นี่มันเป็นโชคชะตาหรือเปล่านะ?
“เธอมองฉันทำไมเหรอ?” สวีจิ้งตานถูกลี่หรงจ้องจนรู้สึกขนลุก “มีอะไรเกิดขึ้นกับที่ดินหรือเปล่า?”
“ไม่มีปัญหาอะไรเลยค่ะ” ลี่หรงกลั้นความตื่นเต้นไว้
สวีจิ้งตานอายุสามสิบกว่าแล้วแต่ยังไม่แต่งงาน ลี่หรงไม่ได้สนใจเรื่องนี้ เป็นสวีจิ้งตานที่เอ่ยปากเล่าให้เธอฟังเอง
อีกฝ่ายพูดกับลี่หรงด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย “รู้ทั้งรู้ว่ากลับบ้านคงต้องเจอการจับคู่ดูตัว ช่วงนี้ได้เจอหลายคนแล้ว แม่ฉันน่ะเดี๋ยวนี้แม้กระทั่งผู้ชายหัวล้านอายุสี่ห้าสิบก็กล้าเอามาเสนอฉัน น่ารำคาญจริง ๆ เลย ลี่หรง เธอคิดว่าผู้หญิงควรแต่งงานและมีลูกจริง ๆ เหรอ?”
ไม่รอให้ลี่หรงตอบ สวีจิ้งตานก็พูดต่อ “เอาเถอะ เธอเองก็มีลูกแล้ว ฉันถามเธอไปคงไม่รู้จะตอบยังไงแน่ อาจจะต้องแนะนำให้ฉันแต่งงานแทนล่ะมั้ง?”
“ไม่หรอกค่ะ” ลี่หรงเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายดี ความจริงในชาติที่แล้วเธอก็ไม่ได้แต่งงาน แม้กระทั่งแฟนก็ยังไม่มี และผู้หญิงโสดอย่างสวีจิ้งตานนั้นมีออกเยอะแยะ
“เรื่องนี้ต้องแล้วแต่โชคชะตาค่ะ” ลี่หรงไม่ได้พูดอะไรที่ชัดเจนนัก อย่างเธอกับจ้าวชิงซงนั้นเป็นเรื่องของโชคชะตาเช่นกัน หากเธอไม่ได้หลุดเข้ามาในนิยายเรื่องนี้ ลี่หรงคงไม่รู้ว่าตัวเองจะได้แต่งงานหรือไม่?