ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 284 นำเข้าผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
บทที่ 284 นำเข้าผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
สวีจิ้งตานค่อนข้างประหลาดใจเล็กน้อย “ตอนแรกฉันคิดว่าคุณจะเกลี้ยกล่อมให้ฉันแต่งงานมีลูกด้วยซ้ำ พี่ ๆ ฉันชอบพูดเรื่องนี้มาก พวกเขาเอาแต่พูดว่าฉันหาเงินได้เยอะแยะ แต่ไม่แต่งงานมีลูก แล้วจะเก็บไว้ให้ใครใช้ล่ะ?”
จู่ ๆ เธอก็หัวเราะขึ้นมา “พูดตรง ๆ นะ เงินที่หามาได้ฉันใช้เองยังไม่พอเลยด้วยซ้ำ”
ลี่หรงส่ายหัว “ฉันไม่เกลี้ยกล่อมคุณน้าหรอกค่ะ ส่วนเรื่องที่คุณลุงคุณป้า ท่านแค่อยากให้คุณแต่งงาน มีครอบครัว อยากให้มีคนอยู่เคียงข้างในอนาคต คนที่ได้พบกับความสุขก็อยากให้คนอื่นมีความสุขเหมือนกัน”
สวีจิ้งตานชะงักไปครู่หนึ่ง เธอก้มหน้าลงและไม่พูดอะไรมาก “เราพูดนอกเรื่องไปไกลแล้ว กลับมาคุยเรื่องสร้างโรงงานกันเถอะ ตอนนี้ฉันมีแค่ที่ดินเปล่า ๆ กับเงินอีกจำนวนหนึ่ง สำหรับขั้นตอนต่อไป เธอมีความคิดเห็นว่ายังไงบ้าง?”
เพียงมีที่ดินก็แก้ปัญหาไปได้เยอะแล้ว! ลี่หรงร้องตะโกนอยู่ในใจ
“น้าตาน คุณใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะได้ที่ดินมา นี่ถือเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลของคุณ ถึงเวลาสร้างโรงงาน คุณจะเอาที่ดินมารวมทุนหรือจะถือเป็นทรัพย์สินส่วนตัว ถ้าเป็นส่วนตัว เราต้องจ่ายค่าเช่าให้คุณหรือเปล่าคะ?”
จากคำพูดของลี่หรง สวีจิ้งตานก็รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนเห็นแก่ได้ ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะหาทางได้เปรียบเรื่องที่ดินหรืออาจจะหลอกเอาไปบางส่วนแล้ว
ลี่หรงพูดอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ส่วนตัวมาทำให้ขอบเขตของการเป็นหุ้นส่วนไม่ชัดเจน แม้แต่พี่น้องกันยังต้องคิดเงินให้ชัดเจน ลี่หรงแค่อยากจะลดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เธอจึงไม่จำเป็นต้องไปเอาเปรียบใคร
“แล้วเธอคิดว่ายังไงล่ะ?” สวีจิ้งตานโยนคำถามกลับให้ลี่หรง
“ฉันไม่กล้าพูดหรอกค่ะ นี่เป็นทรัพย์สินของคุณ” ลี่หรงยิ้มไม่ได้ตอบอะไร
ถึงแม้สวีจิ้งตานจะยอมเอาที่ดินมาร่วมทุนด้วย แม้ลี่หรงจะรู้สึกตื่นเต้นมาก แต่เธอก็อาจจะไม่มีเงินเหลือเลย
“ตอนฉันอยู่ที่เมืองหยาง ฉันได้ยินเพื่อนพูดว่า พอเมืองหยางพัฒนาขึ้น ราคาที่ดินก็จะพุ่งสูงขึ้นเช่นกัน”
ลี่หรงพยักหน้าเป็นการใหญ่ ใช่เลย!
“เอาอย่างนี้แล้วกัน คิดค่าเช่าที่ดินเป็นระยะเวลาสิบปี แล้วรวมเข้าไปในต้นทุนการผลิตของโรงงานด้วย”
ทั้งสองคุยกันอยู่พักใหญ่ ในที่สุดสวีจิ้งตานก็ถามลี่หรงว่า “เธอจะไปเมืองหยางได้เมื่อไหร่? ฉันรู้ว่าเธอมีครอบครัวและงานที่เมืองหลวง แต่ตอนนี้โรงงานของเรายังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ฉันยังอยากให้เธอมาด้วย เพราะไม่ว่าฉันจะพูดอะไร มันคงสู้ให้เธอไปเห็นด้วยตาตัวเองไม่ได้”
ในยุค 80 อุตสาหกรรมที่ทำเงินได้มากที่สุดคืออุตสาหกรรมเสื้อผ้า
ลี่หรงเข้าใจดี แต่ยังไม่เคยสัมผัสด้วยตัวเอง
สำหรับเธอแล้ว แม้ก่อนหน้านี้เธอจะเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าที่มีชื่อเสียงทั้งในและต่างประเทศ แต่สำหรับสิ่งที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ เธอได้เรียนรู้ผ่านทางเอกสารเท่านั้น ถ้าตอนนี้มีโอกาสได้สัมผัส ลี่หรงก็ตั้งใจที่จะประกอบอาชีพนี้ เพราะไม่อยากให้ตอนสุดท้ายจบที่ตัวเธอเองต้องเสียใจ
เมื่อนึกถึงว่าตัวเองกำลังจะเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาทางประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมเสื้อผ้า เลือดในกายของลี่หรงพลันพลุ่งพล่าน
“น้าจะเดินทางเมื่อไหร่คะ?”
“หลังจากวันที่สิบห้า” สวีจิ้งตานตอบ “อีกไม่กี่วันแล้ว ฉันอยากให้เธอตอบตกลงฉันโดยเร็วที่สุด ฉันต้องรีบหาคนเขียนจดหมายแนะนำตัว ก่อนที่เราจะขึ้นเครื่องบินไป”
ลี่หรงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเข้าใจความกระตือรือร้นของสวีจิ้งตาน
เครื่องบินในยุค 80 เงื่อนไขในการโดยสารมีความผ่อนปรนมากกว่าในยุค 70 แต่ถ้าจะโดยสารเครื่องบิน ก็ยังต้องใช้จดหมายแนะนำตัวหรือหนังสือรับรองการทำงาน
ลี่หรงตอบตกลงกับสวีจิ้งตานทันที สวีจิ้งตานมองลี่หรง พลางถามว่า “ไม่ต้องปรึกษากับครอบครัวก่อนเหรอ?”
“ไม่ต้องค่ะ”
สวีจิ้งตานยกแก้วชาในมือขึ้น ลี่หรงเข้าใจได้ในทันที จึงรีบยกแก้วของตัวเองขึ้นชนกับแก้วของอีกฝ่าย
สวีจิ้งตานขับรถมา เธอตั้งใจจะไปส่งลี่หรงกลับบ้าน แต่ที่ไหนได้ลี่หรงกลับขี่จักรยานมา เธอจึงต้องละความตั้งใจนั้นทิ้งไป
เมื่อกลับถึงบ้านฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
จ้าวชิงซงออกมาช่วยลี่หรงยกจักรยาน “คุยกันดึกขนาดนี้เลยเหรอ? ในครัวมีอาหารเหลืออยู่ เดี๋ยวผมไปอุ่นให้คุณนะครับ”
“ไม่ต้องแล้วล่ะค่ะ ฉันกินข้างนอกมาแล้ว”
“งั้นเดี๋ยวผมไปต้มน้ำร้อน ให้คุณไปอาบน้ำแล้วกันครับ”
…
“หลังจากวันที่สิบห้าเหรอ? ทำไมเร็วขนาดนั้นล่ะครับ?”
หลังจากฟังลี่หรงพูดจบ จ้าวชิงซงพลันรู้สึกประหลาดใจ แม้ว่าเขาจะต้องกลับหมู่บ้านในอีกสองวัน ลี่หรงก็ยังไปช้ากว่าเขา แต่ในใจของจ้าวชิงซงยังรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก
บางทีเมืองหยางอาจจะไกลเกินไปล่ะมั้ง?
จากหมู่บ้านต้าเจียงไปยังเมืองหลวง รวมเวลาที่ใช้เดินทางทุกอย่างแล้วเพียงแค่สองวัน แต่จากเมืองหลวงไปยังเมืองหยางนั้น แค่โดยสารรถไฟก็ต้องใช้เวลามากกว่าสองวันแล้ว
เมื่อคิดดูแล้ว ระยะทางระหว่างพวกเขาทั้งสองคนนั้นไม่ไกลไปหน่อยเหรอ?
“ไม่รีบได้ยังไงล่ะคะ? คนอื่นเขาทำงานกันไปกี่วันแล้ว ดูอย่างพี่เจิ้งสิ หยุดปีใหม่หกวันก็มาทำงานแล้ว” ลี่หรงบีบแก้มของจ้าวชิงซง พลางจุ๊บที่ริมฝีปากของเขาอย่างมีความสุข พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงเกลี้ยกล่อมว่า “คุณเองก็ต้องกลับหมู่บ้านไม่ใช่เหรอคะ? คุณกลับไปทำหน้าที่ของคุณ ฉันไปเมืองหยางสร้างโรงงานของฉัน พวกเราสองคนต่างก้าวไปข้างหน้าบนเส้นทางเดียวกันไง พวกเราสองคนแค่ต้องทำงานหนักอีกไม่กี่ปี พอถึงตอนนั้นแล้วยังจะกลัวว่าไม่มีเวลาอยู่ด้วยกันอีกเหรอคะ?”
“อันอันได้อยู่กับพ่อแม่ เขาต้องดีใจมากแน่ ๆ เด็กคนนี้ตั้งแต่เกิดจนโตเคยห่างจากคุณได้ที่ไหนกัน? แล้วอีกอย่างเวลาแค่ไม่กี่วันคุณจะจัดการเรื่องที่ร้านของคุณได้หรือเปล่า?”
ลี่หรงกลั้นหัวเราะ “ตอนที่ตัดสินใจจะสร้างโรงงานเมื่อก่อนสิ้นปี ฉันก็เริ่มจัดการเรื่องร้านแล้ว คุณวางใจได้เลย ฉันจัดการทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้วล่ะค่ะ”
เขารู้ว่าลี่หรงเป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเอง เมื่อเห็นว่าเธอจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จ้าวชิงซงก็ไม่มีอะไรจะพูดอีก
เขาอดถอนหายใจไม่ได้ “ขอแค่คุณมีความสุขแล้วกันครับ ถึงยังไงผมก็ไม่ได้อยู่เมืองหลวงอยู่แล้ว แต่เรื่องของอันอันจะเป็นปัญหาหรือเปล่า? แล้วก็เงินที่ผมให้ไว้พอใช้ไหมครับ?”
เรื่องอันอันถือเป็นปัญหาจริง ๆ
ลี่หรงยังไม่ได้คุยกับอันอันเลย เธอไม่รู้ว่าเจ้าตัวเล็กจะยอมฟังเหตุผลหรือไม่? ช่างน่าปวดหัวจริง ๆ
เมื่อพูดถึงเรื่องเงินที่จ้าวชิงซงนำมาฝาก ลี่หรงเคยดูในสมุดบัญชีแล้ว มีอยู่เกือบเก้าหมื่น หากเทียบกับที่จ้าวชิงซงบอกไว้ตอนแรกว่ามีเจ็ดหมื่น ตอนนี้ก็มีเพิ่มมาเกือบสองหมื่นแล้ว
เธอถามจ้าวชิงซง เขาบอกว่าเป็นรายได้จากการนำเข้าผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ร่วมทำกับเพื่อนจากฮ่องกงเมื่อปีที่แล้ว
ทั้งปีง่วนอยู่กับมัน จนได้มาแค่สี่ห้าหมื่น เมื่อหารกันสามคน จ้าวชิงซงจึงได้มาหมื่นกว่า
ในสายตาติงลี่เหริน ธุรกิจนี้ไม่ได้สร้างผลกำไร เมื่อพูดคุยกับจ้าวชิงซงแล้ว เขาก็บอกว่าไม่อยากทำต่อ เพราะมันยุ่งยากแถมได้เงินน้อยด้วย
จ้าวชิงซงให้เขาคิดทบทวนดูอีกที โดยไม่ได้พูดอะไรมาก เขาลงแรงน้อยกว่าแต่ได้มาหมื่นกว่าหยวน สำหรับเขาแล้วมันเหมือนกับเลี้ยงหมูที่นอนกินไปวัน ๆ จ้างชิงซงจึงไม่อยากสูญเสียเงินก้อนนี้ไปแน่
แต่สิทธิ์ขาดยังอยู่ในมือของติงลี่เหรินและเพื่อนจากฮ่องกงอยู่ดี เพราะพวกเขาเป็นคนลงแรง หาช่องทางจำหน่าย
ลี่หรงก็เสียดายเงินหมื่นนั่นเหมือนจ้าวชิงซง แต่รายได้ติงลี่เหรินได้จากธุรกิจขายส่งผลไม้นั้นเยอะกว่า เขาได้เงินจากการทำธุรกิจนี้มากกว่าแสนหยวนต่อปี ดังนั้น อย่าดูถูกติงลี่เหริน เดิมทีตอนที่เมืองหลวงยังไม่เปิดเสรี เขาก็กล้าที่จะทำธุรกิจขายส่งผลไม้แล้วด้วยซ้ำ!
หลังจากที่เปิดเสรีแล้ว ติงลี่เหรินเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ตอบรับนโยบาย เริ่มต้นธุรกิจด้วยตัวเอง ช่องทางที่เคยอยู่ในเงามืดก็ถูกนำออกมาสู่ที่แจ้ง เมื่อตอนที่เพิ่งเปิดเสรี จำนวนพ่อค้าส่งยังน้อย ผลไม้ส่วนใหญ่ในเมืองหลวงนั้นล้วนมาจากเขาแทบทั้งสิ้น