ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 285 ปัญหา
บทที่ 285 ปัญหา
กล่าวได้ว่าครั้งหนึ่งเคยมีการผูกขาดในช่วงเวลาสั้น ๆ
ต่อมามีคนเข้ามาอย่างต่อเนื่องเพื่อรับส่วนแบ่ง จนความรุ่งเรืองของติงลี่เหรินค่อย ๆ ลดลงไป
ลี่รุ่ยจือตามติงลี่เหรินไป หลังจากผ่านช่วงตรุษจีนเพียงไม่นาน ก็เอาเงินที่เคยยืมมาซื้อบ้านจากลี่ข่ายจือมาใช้หนี้จนหมด
ที่จริงแล้วติงลี่เหรินจะมีรายได้มากแค่ไหน?
ปีละแสนยังถือว่าน้อยเกินไป
ติงลี่เหรินมีเงินมากพอที่จะไม่สนใจเครื่องสำอางที่หาได้ไม่ถึงสองหมื่นในหนึ่งปีไปขาย
เครื่องสำอางนำเข้าต้องขายในราคาที่ค่อนข้างแพงกว่า เนื่องจากกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อนั้นมีน้อยเกินไป
มีเพียงผู้หญิงที่มีเงินและรู้จักเครื่องสำอางนำเข้าเท่านั้นที่จะยินดีซื้อ ส่วนคนทั่วไปถ้ามีเงินก็มักจะซื้อของในประเทศ
ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไม่พัฒนา ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไม่ใช่ครีมโสม ครีมหอยทากหรอกเหรอ?
ในช่วงสิบปีก่อน ช่วงทศวรรษที่ 1960 และ 1970 แม้แต่ครีมโสมและครีมหอยทากก็ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนยินดีจะจ่ายเงินซื้อ
ปัจจุบันในปีที่ 1980 หลังจากที่มีการแบ่งที่ดินให้กับครัวเรือนและนโยบายเปิดกว้าง ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลผิว แล้วใครจะไม่คิดถึงการมีครีมโสมสักกล่อง?
ในเวลานี้ อวี้เหม่ยจิ้ง*[1] เปิดตัวขึ้นแล้ว
สินค้าภายในประเทศมีให้เลือกมากมาย คนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยยอมควักเงินก้อนโตไปซื้อสินค้านำเข้า
เครื่องสำอางนำเข้าราคาแพงในประเทศนั้นมีกลุ่มเป้าหมายค่อนข้างน้อย
ต้องรออีกประมาณยี่สิบปี จนถึงหลังปี 2010 เครื่องสำอางนำเข้าจึงจะได้รับความนิยม และการซื้อสินค้าจากต่างประเทศก็เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นเช่นกัน
ธุรกิจรับหิ้วของเริ่มมีขึ้นในปี 2008 เนื่องจากมีเหตุการณ์เกี่ยวกับนมผงยี่ห้อหนึ่ง ทำให้ความน่าเชื่อถือของนมผงจากจีนลดลง ธุรกิจรับหิ้วของในช่วงแรกจึงเป็นการซื้อนมผงจากต่างประเทศ
และถึงแม้ความต้องการของผู้บริโภคจะเปลี่ยนไป แต่สินค้าที่รับหิ้วมาขายก็ไม่ได้มีเพียงแค่นมผงเท่านั้น ยังรวมไปถึงเครื่องสำอาง สินค้าอุปโภคบริโภค และแม้กระทั่งเสื้อผ้าอีกด้วย
หลังจากปี 2010 สินค้าที่รับหิ้วมาขายที่ขายดีที่สุดก็คือเครื่องสำอาง
ส่วนแบ่งตรงนี้ ในสายตาของติงลี่เหรินนั้นมองว่าไม่มากพอ แต่ลี่หรงและจ้าวชิงซงมีความคิดตรงกัน พวกเขาคุยกันทางโทรศัพท์เป็นครั้งคราว ไม่ต้องวิ่งวุ่นไปไหน นอนอยู่เฉย ๆ ก็ได้เงินมาเป็นหมื่น ถ้าหากติงลี่เหรินและคนอื่น ๆ ตัดสินใจที่จะไม่ทำธุรกิจนี้แล้ว ลี่หรงคงรู้สึกเสียดายแย่
เสียดายที่ขาดรายได้เป็นหมื่น
เสียดายที่ต้องเสียเส้นทางการขายตรงนี้ไป
ลองคิดดูสิ
ในยุคที่ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่นำเข้ามาขายยังมีผู้ใช้ไม่มากนัก ติงลี่เหริน และคนอื่น ๆ ยังสามารถทำเงินได้ขนาดนี้ แสดงว่าความสามารถในการขายของพวกเขานั้นสุดยอดมาก พอถึงเวลาที่ธุรกิจรับหิ้วของได้รับความนิยม พวกเขาจะต้องยิ่งทำเงินได้มากกว่าเดิม
ถ้าทิ้งไปเฉย ๆ มันจะไม่น่าเสียดายเหรอ?
ถึงยังไง ถ้าลองคิดให้ดี หากติงลี่เหรินเลิกทำธุรกิจนี้ไปจริง ๆ ก็คงไม่แปลก
กว่าที่ธุรกิจรับหิ้วของจะได้รับความนิยมนั้นต้องใช้เวลามากกว่ายี่สิบปี ในช่วงเวลานี้หากไปทำอย่างอื่นแทน อาจจะทำเงินได้มากกว่า
“ลืมเรื่องนี้ไปเถอะค่ะ ตั้งใจดูแลสวนลูกแพร์ของคุณให้ดีก็พอ ฉันเองจะทุ่มสุดตัวกับการสร้างโรงงานเสื้อผ้าเหมือนกันค่ะ”
พอพูดถึงเรื่องการสร้างโรงงาน แววตาของลี่หรงพลันเป็นประกายขึ้นมา
ในชาติที่แล้ว เธอเป็นนักออกแบบมาตลอด ถึงแม้ว่าจะโด่งดังพอสมควรในแวดวงนี้ แต่ก็ไม่ได้เปิดร้านเป็นของตัวเอง ในศตวรรษที่ 21 ที่อินเทอร์เน็ตเฟื่องฟู เธอไม่ได้คิดที่จะสร้างโรงงานเสื้อผ้า หรือเปิดร้านเสื้อผ้าออนไลน์ด้วยซ้ำ
ลี่หรงชอบอิสระ ไม่ชอบถูกจำกัด การสร้างโรงงานและการเริ่มต้นธุรกิจเป็นเรื่องยุ่งยาก เธอเลยไม่เคยทำ เพียงแค่ใช้ความฉลาดและความชอบในอาหารของตัวเองก็ได้รับคำชื่นชมจากคนแปลกหน้ามากมายเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญเพียงครั้งเดียว
เธอเป็นคนชอบแบ่งปันอาหารเสมอ และในยุคหลังเธอก็ได้เป็นบล็อกเกอร์สายอาหารที่มีผู้ติดตามนับล้าน นับเป็นความสำเร็จที่ได้มาโดยบังเอิญ และยังทำให้เธอได้เงินมากมายอีกด้วย
แต่ในยุคสมัยนี้ ลี่หรงเปิดโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า ประการแรกก็เพื่อเติมเต็มความฝันเล็ก ๆ ของตัวเองที่ครั้งหนึ่งเคยเกรงใจคนอื่นจนไม่ได้ทำ ประการที่สองเธอตั้งใจจะหาเงินจริง ๆ เพราะการตั้งโรงงานเท่านั้นที่จะทำเงินก้อนใหญ่ได้
ตอนนี้เธออยู่ในจุดสูงสุดของอุตสาหกรรมเสื้อผ้า แม้แต่หมูยังบินได้เลย เธอไม่มีทางล้มเหลวอย่างแน่นอน
โดยสรุปก็คือ เมื่อลี่หรงหลุดเข้ามาอยู่ในยุคนี้ เธอจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยแรงผลักดัน และไม่กลัวปัญหาใด
“เมื่อไปถึงเมืองหยางแล้ว คุณต้องดูแลตัวเองให้ดี อย่ามัวแต่ยุ่งจนลืมกินข้าว อาหารที่นั่นค่อนข้างจืด ถึงจะไม่ถูกปากก็ต้องกินนะครับ”จ้าวชิงซงบ่น
ลี่หรงฟังเงียบ ๆ ไม่ได้โต้แย้ง แต่ในใจนั้นอดขำไม่ได้ ก่อนจะข้ามเวลามา เธอเป็นคนทางใต้แท้ ๆ อีกทั้งยังชอบอาหารที่นั่นมาก จะบอกว่าไม่อร่อยได้ยังไง?
ตอนกลับหมู่บ้านสมุดบัญชีเงินฝากของจ้าวชิงซงเหลืออยู่เพียงสองหมื่น ส่วนที่เหลือลี่หรงโอนเข้าบัญชีของเธอเรียบร้อยแล้ว
เดิมคิดว่าทุกอย่างจะราบรื่น ก่อนที่ลี่หรงจะไปเมืองหยาง ร้านฝูหรงก็เกิดเรื่องยุ่งยากที่ลี่หรงไม่เคยเจอมาก่อน
คุณนายท่านหนึ่งที่เป็นลูกค้าสั่งตัดเสื้อผ้าหลายครั้ง ปฏิเสธที่จะจ่ายเงินส่วนที่เหลือเพื่อรับเสื้อผ้า
เสื้อผ้าที่อีกฝ่ายสั่งตัดเป็นชุดกี่เพ้าชุดเดียวแต่สั่งตัดพิเศษ ลี่หรงจึงใช้ผ้าไหมเกรดดี ชุดกี่เพ้าเป็นชุดที่ลี่หรงออกแบบเองไม่ใช่เฉาเหลียงอวี้ ส่วนงานปักก็ใช้เวลาไม่น้อย
เงินส่วนที่เหลืออยู่ที่สี่ร้อยกว่าหยวน
อีกฝ่ายบอกว่าไม่เอา ทั้ง ๆ ที่เสื้อผ้าที่ตัดเสร็จแล้ว ไม่มีปัญหาเรื่องคุณภาพด้วยซ้ำ แต่อีกฝ่ายก็ไม่รับโดยไม่มีเหตุผล นับว่าเป็นการเอาเปรียบจริง ๆ
ลี่หรงโทรศัพท์ไปสองครั้ง ตอนแรกอีกฝ่ายยังอ้างโน่นอ้างนี่ ลี่หรงก็พยายามแก้ไขข้อกังวลของอีกฝ่ายทีละอย่าง แต่พอโทรไปอีก อีกฝ่ายกลับไม่รับเลย
เมื่อไม่มีสัญญาหนังสือสั่งตัดเสื้อผ้า แม้จะแจ้งตำรวจแต่ตำรวจก็ไม่สามารถจัดการได้
อีกฝ่ายไม่ยอมรับชุดกี่เพ้าที่ตัดเสร็จแล้ว แม้แต่เงินมัดจำก็ไม่ต้องการ หากเอาเรื่องขึ้นมาจริง ๆ ถือเป็นเพียงปัญหาทางศีลธรรมเท่านั้น
กฎหมายบ้าบอนั่นบังคับใช้ไม่ได้เลย!
เรื่องนี้ทำให้ลี่หรงปวดหัวมาก
ชุดกี่เพ้าสั่งตัดพิเศษทุกอย่างเข้ากับความชอบและรูปร่างของคุณนายท่านนี้
ชุดที่ตัดเสร็จแล้วไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเจอลูกค้าที่เหมาะสม ถ้าหาไม่ได้ก็คงจะต้องขาดทุน
หากลี่หรงขาดทุนก็ไม่เดือดร้อนหรอก แต่เพียงรับไม่ได้ที่จะยอมแพ้แบบนี้
ทำไมอยู่ดี ๆ ถึงไม่อยากได้ชุดแล้วล่ะ?
ครอบครัวของอีกฝ่ายทำธุรกิจ ลี่หรงไปสืบมาแล้วก็ไม่ได้ยินข่าวว่าครอบครัวอีกฝ่ายจะล้มละลายหรือมีปัญหาเรื่องเงิน ดังนั้นจึงตัดเรื่องเงินออกไปได้
คนคนนั้นหนีไปแล้ว ลี่หรงโมโหมาก รู้สึกเหมือนโดนคนหลอก ถึงลี่หรงไม่ได้สนิทกับคุณนายคนนั้น แต่เธอเคยมาใช้บริการที่ร้านหลายครั้ง
ลี่หรงจึงรู้จักที่อยู่ของเธอ แต่ก็ไม่ได้ตามไปที่บ้านเพื่อบังคับให้จ่ายเงิน สุดท้ายจึงต้องยอมรับความพ่ายแพ้ ชุดกี่เพ้านั้นลี่หรงจึงตัดสินใจแขวนไว้ที่ร้าน
แต่กับลูกค้าคนนี้ ลี่หรงบอกเธอไปตรง ๆ ว่าการกระทำแบบนี้ทำให้ทางร้านเสียหายมาก ต่อไปนี้จะไม่รับงานสั่งตัดของเธอแล้ว
นี่คือการกระทำของลี่หรงที่ต้องการให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ว่าฝูหรงไม่ใช่ร้านเล็ก ๆ ที่ใครจะมาปั่นหัวได้
ลี่หรงคิดว่าเรื่องนี้จบลงแค่นี้แล้ว
แต่ไม่คิดว่าจะมีเรื่องตามมาอีก แต่ตอนนั้นลี่หรงไม่ได้อยู่ที่เมืองหลวงแล้ว
เธอนัดกับสวีจิ้งตานไว้ตอนวันที่สิบเจ็ด ซึ่งคืออีกสองวันหลังจากวันสารทจีน
ลี่หรงบอกพ่อจ้าวและแม่จ้าวเรื่องไปเมืองหยาง
พ่อจ้าวไม่ได้พูดอะไร เขาทำงานที่ร้านผลไม้เป็นปกติ บางทีก็ไปรับอันอันหลังเลิกเรียนกับแม่จ้าว ซึ่งอันอันไม่ได้มีปัญหาเรื่องที่ลี่หรงไปเมืองหยางเลย
แม่จ้าวไม่รู้ว่าลี่หรงไปเมืองหยางทำไม ส่วนเรื่องของอันอันเธอไปรับไปส่งให้ได้ แต่เมืองหยางไกลขนาดนั้น ลี่หรงต้องไปนานเท่าไหร่กัน?
แล้วอันอันจะทำยังไง?
ลี่หรงบอกว่าไปเมืองหยางเพื่อทำโรงงานกับเพื่อน
เรื่องนี้ฟังดูก็รู้ว่าเป็นเรื่องใหญ่
ทำให้คนแก่ทั้งสองงงเป็นไก่ตาแตก
แต่คนแก่ทั้งสองก็ชินกับการไม่ยุ่งเรื่องของลูกชายลูกสะใภ้แล้ว เมื่อได้ยินดังนั้นจึงไม่ได้พูดอะไรอีก
มีแค่เรื่องของอันอันเท่านั้นที่แม่จ้าวถามไถ่ลี่หรงอีกนิดหน่อย
*[1] อวี้เหม่ยจิ้ง เป็นชื่อแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสำหรับเด็กที่มีชื่อเสียงในประเทศจีน ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1983 และเป็นที่รู้จักในด้านผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนและมีคุณภาพสูง เหมาะสำหรับผิวบอบบางของเด็ก