ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 287 ตั๋วเครื่องบิน
บทที่ 287 ตั๋วเครื่องบิน
ลี่หรงดูอ่อนโยน และอ่อนแอ สำหรับคนที่ไม่สนิทคงคิดว่าเธอเป็นแค่หญิงสาวหน้าสวยธรรมดา แต่หยวนฮุยเหวินรู้จักเธอมานาน ทั้งยังเห็นการตัดสินใจและการกระทำของลี่หรงมาโดยตลอด เขาจึงรู้ว่าลี่หรงเป็นคนจริงจัง รักอิสระ และมีความคิดเป็นของตัวเอง
เขาบอกว่าลูกศิษย์ของเขาอยู่ที่เมืองหยางแบบนั้น เพราะหวังว่าสักวันจะช่วยเหลือลี่หรงได้ พูดให้ชัดก็คือ เขาถือว่าลี่หรงเป็นญาติ และเต็มใจแบ่งปันเส้นสายให้เธอใช้
ตอนที่พูดออกไปเขายังกลัวว่าลี่หรงจะปฏิเสธ
คณะกรรมการประจำเมืองหยาง!?
นั่นมันเจ้าหน้าที่ระดับไหนกัน!
ใหญ่กว่านายกเทศมนตรีอีกนะ!
อย่าคิดว่าลี่หรงมีพี่ชายเป็นผู้บัญชาการกองพล แล้วจะดูถูกคนอื่นได้
ถ้าลี่หรงไปที่เมืองหยางจริง ๆ แล้วเกิดมีเรื่องอะไรขึ้น ลี่ข่ายจือก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะอยู่กันคนละที่
แต่ถ้ามีผู้หลักผู้ใหญ่ในพื้นที่อุปถัมภ์ เธอน่าจะอุ่นใจขึ้นมาก
ลี่หรงยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ฉันจำไว้แล้วค่ะ แต่ถ้าไม่ถึงที่สุดจริง ๆ ฉันจะไม่ขอรบกวนใช้อิทธิพลของเขาโดยไม่จำเป็นค่ะ”
อยากรู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ก็จริง แต่เธอยังอยากลองทำเองด้วย
หยวนฮุยเหวินเข้าใจดี เขาหยิบปากกาและสมุดมาเขียนจดหมาย แล้วยื่นให้ลี่หรงพร้อมกับพูดว่า “เธอมีเงินพอไหม? ฉันมีอยู่…”
“พอค่ะ!” ลี่หรงรีบห้ามเขา “ฉันจะรบกวนเงินของอาจารย์ได้ยังไงล่ะคะ?” ลี่หรงรู้ว่าหยวนฮุยเหวินอยู่คนเดียว เธอจึงถือว่าเขาเป็นญาติ เธอจะไม่ขอเงินจากหยวนฮุยเหวิน เหมือนที่เธอไม่ขอเงินจากพ่อลี่
“ไม่ใช่ว่าฉันจะให้เปล่าสักหน่อย ถือว่าให้ยืมแล้วกัน” การทำโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าไม่เหมือนกับการทำธุรกิจเล็ก ๆ ไหนจะซื้อเครื่องจักร ไหนจะหาแรงงาน…
ล้วนต้องใช้เงินทั้งนั้น
“ไม่เป็นไรจริง ๆ ค่ะ” ลี่หรงยิ้ม “ฉันมีเงินพออยู่ค่ะ”
เมื่อถึงวันที่ต้องจากกัน อันอันหน้าแดง น้ำตาคลอ เม้มปากแน่นไม่พูดอะไร
น่าสงสารจริง ๆ
ลี่หรงพลันรู้สึกไม่ดีขึ้นมา เธอโน้มตัวลงมากอดอันอัน และจูบเด็กน้อยอยู่หลายครั้ง ลี่หรงดวงตาแดงก่ำ พลางลูบใบหน้าของอันอัน “รอแม่กลับมานะจ๊ะ”
อันอันสูดจมูก ไม่พูดอะไร
ช่างเป็นเด็กดีจริง ๆ
หากเขาร้องไห้งอแง ลี่หรงคงไม่รู้จะทำอย่างไรกับความรู้สึกเจ็บปวดนี้ดี?
เด็กน้อยฉลาดเกินไป ทำให้ลี่หรงรู้สึกผิดต่อลูกชายแท้ ๆ ของเธอมากขึ้นกว่าเดิม
สวีจิ้งตานยืนอยู่หน้าประตูตะโกนเรียกลี่หรง
เดิมทีลี่หรงคิดจะไปเจอเธอที่สนามบิน แต่สนามบินนั้นไกลมาก สวีจิ้งตานจึงบอกว่าจะมารับเธอแล้วไปพร้อมกัน น่าจะประหยัดเวลาไปได้บ้าง
สวีจิ้งตานขับรถยนต์มารับลี่หรง ตอนแรกหญิงสาวคิดว่าเป็นคนในตระกูลของสวีจิ้งตานเอง แต่เมื่อขึ้นรถไปแล้วจึงพบว่าเป็นเสิ่นหมิงโจว
ช่างบังเอิญจริง ๆ
ลี่หรงกับเสิ่นหมิงโจวไม่ได้เจอกันมานาน ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายนั้นเลิกคิดถึงเธอแล้วหรือยัง? ขณะนี้เธอเองก็ไม่สามารถทำเป็นมองไม่เห็น เมื่อเสิ่นหมิงโจวมองมา ลี่หรงจึงพยักหน้าอย่างสุภาพ
สวีจิ้งตานไม่ได้สังเกตถึงบรรยากาศแปลก ๆ ระหว่างทั้งสอง เธอพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่าลูกชายของลี่หรงเป็นเด็กดี เมื่อสวีจิ้งตานออกจากบ้าน หลานชายตัวน้อยของเธอยังต้องให้คนในบ้านจับตัวไว้จึงจะไม่ตามมาด้วย…
รถยนต์วิ่งไปประมาณชั่วโมงครึ่ง จึงจะถึงสนามบิน
“คุณป้ารอง เดินทางปลอดภัยนะครับ” เสิ่นหมิงโจวหันไปทางลี่หรง “เดินทางปลอดภัย ดูแลตัวเองด้วยนะ”
หลังจากเสิ่นหมิงโจวกลับไป สวีจิ้งตานถึงคิดอะไรได้ เธอจึงถามลี่หรงว่า “พวกเธอรู้จักกันเหรอ? ทำไมรู้สึกว่าหลานชายฉันปฏิบัติกับเธอแปลก ๆ นะ”
ลี่หรงตอบกลั้วหัวเราะ “อาจเพราะฉันเป็นเพื่อนร่วมชั้นกับน้องสาวเขา เลยทำให้เขามองฉันเหมือนน้องสาวก็ได้มั้งคะ”
เหตุผลนี้ฟังดูมีน้ำหนัก สวีจิ้งตานจึงไม่ได้ซักไซ้ต่อ แล้วหยิบตั๋วเครื่องบินออกมา
ตั๋วเครื่องบินต้องใช้ใบแนะนำตัว ลี่หรงไม่รู้ว่าสวีจิ้งตานไปหามาจากไหน แต่เธอก็จัดการตั๋วเครื่องบินไปยังเมืองหยางได้สองใบ
พอได้ตั๋วเครื่องบินมาอยู่ในมือ ลี่หรงก็อดไม่ไหวที่จะหยิบขึ้นมาดูซ้ำไปซ้ำมา
ตั๋วเครื่องบินไม่เหมือนกับที่เธอเห็นในยุคหลัง ข้างบนมีแต่ข้อมูลที่เขียนด้วยลายมือ ทั้งชื่อ กระเป๋าเดินทาง และหมายเลขเที่ยวบิน
เท่าที่เห็นนั้นเป็นลายมือทั้งหมด
ดูแปลกใหม่ดี
สนามบินดูเรียบง่าย คนไม่เยอะ แต่ทุกคนดูเป็นคนรวยกันทั้งนั้น
ลี่หรงถอนหายใจ ในเวลานี้คนที่สามารถโดยสารเครื่องบินได้มีน้อยมาก การได้โดยสารเครื่องบินนั้นจึงถือว่ามีหน้ามีตา
กลิ่นที่สนามบินดีกว่าที่สถานีรถไฟอยู่มาก ไม่มีกลิ่นเหงื่อหรือกลิ่นผักดอง!
เมื่อทั้งสองเดินเข้าไป ยังมีคนเดินเข้ามาทักทายพร้อมรอยยิ้ม ช่วยถือกระเป๋า และพาพวกเธอไปที่ห้องพักผู้โดยสารขาออก
ในห้องพักมีเจ้าหน้าที่ยิ้มแย้มหลายคนเข้ามาถามพวกเธอว่าอยากทานอะไรหรือไม่?
ลี่หรงเพิ่งทานอาหารมาจึงปฏิเสธอย่างสุภาพ แต่อีกฝ่ายยังคงรินน้ำมาให้เธอทั้งสองคน
“เพิ่งเคยขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งแรกหรือเปล่า?” สวีจิ้งตานถามด้วยรอยยิ้ม
“ค่ะ” ลี่หรงรู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่งกับฉากที่ไม่เคยพบเคยเห็นแบบนี้
เธอมองซ้ายแลขวา ในสายตาของคนอื่นลี่หรงเหมือนกับคนบ้านนอกเข้ากรุง ไม่เคยพบเห็นอะไรที่ยิ่งใหญ่อลังการแบบนี้
แต่ลี่หรงกลับมีเพียงความอยากรู้อยากเห็นบนใบหน้า โดยที่ไม่ทำให้คนดูถูกเหยียดหยามได้
เก้าอี้ของทั้งคู่ยังไม่ทันจะอุ่นก็มีคนเดินเข้ามาเพื่อพูดคุยแล้ว
สวีจิ้งตานอายุสามสิบกว่า แต่ดูแลตัวเองเป็นอย่างดี บวกกับที่ต่อสู้ดิ้นรนมาหลายปี บุคลิกที่ปรากฏนั้นจึงเป็นเสน่ห์ของหญิงสาวที่ผ่านการเจียระไนมาแล้วควรมี
ลี่หรงอายุแค่ยี่สิบกว่า ๆ นั้นสวยอยู่แล้ว กระโปรงที่สวมใส่ก็สะดุดตา
หญิงสาวสวยทั้งสองนั่งอยู่ตรงนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีคนเข้ามาพูดคุย
แต่ความสัมพันธ์ของชายหญิงในเวลานั้นยังไม่ค่อยเปิดเผย คนผู้นั้นจึงไม่กล้าตื๊อมากนัก เพียงถามไปไม่กี่คำก็ไม่ได้ข้อมูลการติดต่อ จึงเดินจากไปด้วยความเสียดาย
ไม่ใช่คนนั้นแค่คนเดียว ยังมีคนทยอยกันเข้ามาอีกหลาย ๆ คน บางคนซักถามลี่หรง บางคนก็ถามถึงสวีจิ้งตาน
ในที่สุด จึงได้เวลาขึ้นเครื่อง ลี่หรงถอนหายใจโล่งอก เธอมองสวีจิ้งตานด้วยความเสียดาย
พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเป็นมิตรมาก!
แทบอยากจะบริการรัดเข็มขัดให้ลี่หรงถึงที่เลยด้วยซ้ำ!
ลี่หรงปฏิเสธด้วยรอยยิ้ม จัดการรัดเข็มขัดด้วยตนเองให้เรียบร้อย
หลังจากเครื่องบินบินขึ้นได้ระดับที่พอเหมาะแล้ว ลี่หรงอยากจะงีบหลับสักหน่อย แต่เผอิญว่าเป็นเวลาอาหารพอดี ทุกคนจะได้รับบริการอาหารที่หลากหลาย มีทั้งกับข้าว อาหารเจ ข้าวและน้ำซุป
ลี่หรงถูกกินอาหารยั่วให้อยากกิน เธอจึงนั่งกินอย่างเงียบ ๆ
เธอจำได้ว่าเคยอ่านเจอว่า ก่อนปลายปี 1980 สายการบินจะมีเหล้าเหมาไถให้บริการ!
ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่ระบุแยกไว้ต่างหาก!
น่าเสียดายที่ลี่หรงรอจนลงจากเครื่องบินแล้วก็ยังไม่เห็นเหล้าเหมาไถ
ถึงแม้เธอจะไม่ชอบดื่มเหล้า แต่ในใจยังอดเสียดายไม่ได้
เมื่อลงจากเครื่องบินแล้ว ก็มีคนมาช่วยขนกระเป๋าไปที่ประตู บริการของสนามบินนี่ดีจริง ๆ
ครั้นออกจากสนามบิน ลี่หรงถามสวีจิ้งตานและคนอื่น ๆ ว่าจะเข้าที่พักก่อนหรือไม่?
สวีจิ้งตานส่ายหน้า “ฉันมีบ้านอยู่แถวนี้ เดี๋ยวจะมีคนมารับ เรารออยู่ที่นี่ก็ได้”
หลังจากรอประมาณครึ่งชั่วโมง มีรถยนต์คันเล็กมาจอดอยู่ตรงหน้าพวกเธอ
ในรถมีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินลงมา พร้อมกับเหงื่อเต็มหัว “พี่ตาน ขอโทษด้วยครับที่มาช้า พอดีถนนมีการซ่อมแซมเลยต้องอ้อมไปอีกทาง”