ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 288 ถูกโจรปล้น
บทที่ 288 ถูกโจรปล้น
ชายหนุ่มเรียกสวีจิ้งตานว่าพี่ตาน คาดว่าน่าจะเป็นคนที่สวีจิ้งตานจ้างมา ลี่หรงเหลือบมองไปทางสวีจิ้งตาน เธอเพียงพยักหน้า มองไม่เห็นท่าทีใด ๆ
ชายหนุ่มยิ้มให้ลี่หรงอีกครั้ง จากนั้นจึงรีบยกกระเป๋าเดินทางของพวกเธอขึ้นรถ
สวีจิ้งตานเปิดประตูรถและหันกลับมามองลี่หรง “ขึ้นรถเถอะ”
รถขับออกจากสนามบิน บริเวณรอบ ๆ มีบ้านคนอยู่ประปราย ทันใดนั้น เสียงดังสนั่นก็ขัดจังหวะลี่หรงที่กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง
เธอเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง มองเห็นเครื่องบินลำหนึ่งกำลังทะยานขึ้นฟ้า
เมื่อรถแล่นออกไปไกลแล้ว เสียงในรถก็เงียบลง ลี่หรงจึงถามว่า “พวกเราจะไปที่ไหนกันเหรอคะ?”
“ไปบ้านฉัน”
ลี่หรงเห็นสีหน้าที่เหนื่อยล้าของสวีจิ้งตาน จึงไม่ได้พูดอะไรอีก ทำเพียงมองดูวิวข้างนอกหน้าต่างอย่างเงียบ ๆ
เมื่อรถหยุดกะทันหัน ลี่หรงรีบหันกลับมามองไปทางด้านหน้า “เกิดอะไรขึ้นน่ะ?”
สวีจิ้งตานเบิกตากว้าง สีหน้าไม่สู้ดีนัก “หยุดไปแค่ไม่กี่วัน ขับรถไม่เป็นแล้วเหรอ?”
“เปล่านะครับ” ชายหนุ่มหันกลับมาด้วยความตกใจ “ข้างหน้ามีคนดักปล้นเราครับ”
ลี่หรงมองออกไป เห็นผู้ชายหลายคนถือจอบและไม้ยืนรออยู่ด้วยท่าทางดุร้าย
“กลับรถเร็ว!” สวีจิ้งตานตะโกน
“ไม่ทันแล้ว” ด้านหลังรถยังมีคนอยู่ด้วย
ตอนนี้บนถนนมีแค่รถของพวกเธอคันเดียว
“ขับรถไป!” ลี่หรงตะโกน “ขืนอยู่ที่นี่เราโดนเชือดแน่ ๆ!”
ลี่หรงพูดถูก ชายหนุ่มกัดฟันสตาร์ตรถ
“เหยียบคันเร่ง! ไม่ต้องไปกลัว! พวกนั้นต้องกลัวตายกว่าคุณแน่นอน!” ลี่หรงกำเบาะรถ พยายามควบคุมสติของตัวเองไว้
เธอเพิ่งถูกโจรปล้นกลางถนนแบบนี้เป็นครั้งแรก โจรที่เคยเห็นในโทรทัศน์ตอนนี้ปรากฏตัวต่อหน้าเธอแล้ว
ชายหนุ่มกำพวงมาลัยแน่น มือที่เปลี่ยนเกียร์สั่นไปหมด
สวีจิ้งตานตบเบาะหน้า “เย่เหล่ย ฟังเสี่ยวหรง ขับรถต่อไป อย่ากลัว!”
เย่เหล่ยเม้มปากแน่น
คนข้างหน้ายังคงขวางอยู่ เมื่อเห็นว่าพวกเขาสตาร์ทรถอีกครั้ง จึงยกสิ่งของในมือขึ้นราวกับเป็นการขู่ “จอดรถ! จอดรถ!”
ปัง!
คนข้างหลังใช้จอบฟาดท้ายรถทันที
คนพวกนี้ล้วนเป็นอันธพาล ยิ่งจอดรถไม่ได้!
“จะทำยังไงดี! พวกนั้นไม่ยอมหลบไป!” มือเย่เหล่ยสั่น ไม่รู้จะหยุดรถดีไหม? ถ้าไม่หยุดเขาต้องชนคนแน่!
ลี่หรงรู้สึกว่าหัวใจตัวเองเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมา
เธอสูดหายใจลึก ๆ สังเกตเห็นว่าเย่เหล่ยกำลังจะปล่อยคันเร่ง จึงตะโกนเสียงดัง “ห้ามจอด! ขับต่อไป!”
เย่เหล่ยเชื่อฟังลี่หรง ปล่อยเท้าที่กำลังจะยกขึ้น แล้วเหยียบคันเร่งลงไปจนสุด
เครื่องยนต์เร่งขึ้นมาทันที พร้อมเสียงดังสนั่น
คนร้ายด้านนอกเบิกตากว้างราวกับคาดไม่ถึงว่ารถคันนี้จะไม่หยุด
เมื่อเห็นว่ากำลังจะชนแล้ว เย่เหล่ยก็ไม่กล้าปล่อยคันเร่ง แล้วหรี่ตาลงโดยสัญชาตญาณ
กลุ่มคนเหล่านั้นกลัวตายเสียยิ่งกว่า เมื่อเห็นว่ารถกำลังจะชนพวกเขาก็พุ่งหลบไปด้านข้าง
ปัง!
ไม้กระบองอันใหญ่ทุบลงบนตัวรถทันที ลี่หรงได้ยินคนด้านหลังด่าว่า “บ้าเอ๊ย! รนหาที่ตายชัด ๆ!”
ลี่หรงหายใจหอบหันหลังกลับไปมอง ดีที่เย่เหล่ยขับรถเร็ว คนร้ายเลยไม่ไล่ตาม เธอกำหมัดแน่นในใจเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมา
สวีจิ้งตานกุมมือลี่หรง แม้จะรู้สึกตกใจเช่นกัน แต่บนใบหน้าก็ไม่ได้มีความหวาดกลัวมากนัก อาจจะเป็นเพราะเคยเจอมาก่อน หรือเป็นเพราะอายุมากกว่าจึงแสร้งทำเป็นใจเย็นเพื่อปลอบลี่หรง
เย่เหล่ยหันไปมองที่กระจกหลังรถไม่หยุด จนแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครไล่ตามมา จึงถอนหายใจออกมายาว ๆ “คนพวกนี้มีมือมีเท้าแท้ ๆ แต่กลับมาทำเรื่องเลวทราม! เงินของชาวบ้านไม่ใช่เงินรึไง?”
ลี่หรงเหลือบมองสวีจิ้งตาน โดยไม่ได้พูดอะไร เรื่องแบบนี้เธอเคยได้ยินมาก่อน ข่าวการปล้นในช่วงนี้มีเยอะมาก หลังจากเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น สามัญสำนึกของคนกลับค่อย ๆ ถดถอยลงไป
ลี่หรงมาเมืองหยางเพื่อสร้างโรงงานทำธุรกิจเสื้อผ้าหาเงิน แต่ไม่คิดว่าเพิ่งมาเหยียบเมืองหยางก็ต้องเจอเรื่องแบบนี้ ไม่รู้จะพูดอะไรจริง ๆ
สวีจิ้งตานเห็นลี่หรงไม่พูดอะไร ดวงตาไม่สั่นไหว เธอจับมือลี่หรงแล้วบีบเบา ๆ “เป็นอะไรไป? เธอกลัวเหรอ?”
ลี่หรงส่ายหน้า
“ฉันเคยเจอเรื่องแบบนี้เมื่อปีที่แล้วค่ะ ตอนนั้นพวกเราไปกันหลายคน ยังมีเสื้อผ้าเต็มรถด้วย โดนปล้นจนไม่เหลืออะไร เพื่อนฉันมีญาติอยู่ในกรมตำรวจ แต่ติดต่อไปก็ไม่เป็นผล เพราะหาตัวคนร้ายไม่เจอ…”
ถ้าไม่มีกล้องวงจรปิด การจะตามหาคนเหล่านี้ก็ยากอยู่แล้ว
สวีจิ้งตานเล่าจบจึงหันไปมองลี่หรงอย่างประหลาดใจ “ถ้าเธอไม่ได้ช่วยเตือน ฉันคงต้องเจอแบบนั้นอีกครั้งแน่ ๆ เธอกล้าหาญมากเลยนะ”
เย่เหล่ยเห็นด้วย “ใช่แล้ว! ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นคงกรี๊ดลั่นไปแล้วล่ะ”
ลี่หรงยิ้มน้อย ๆ ที่จริงแล้วเธอก็กลัวเหมือนกัน
รถแล่นไปจอดหน้าบ้านของสวีจิ้งตาน ซึ่งเป็นตึกแถวสองชั้น
เย่เหล่ยจอดรถไว้ในบ้าน แล้วไปที่มุมกำแพงเพื่อเข็นจักรยานคันหนึ่งออกมา พร้อมกับยิ้มให้สวีจิ้งตานและลี่หรง “พี่ตาน ผมขอตัวกลับบ้านก่อนนะครับ”
เมื่อเข้ามาในบ้านแล้ว ลี่หรงมองดูการตกแต่งภายใน ทั้งโซฟาหนัง นาฬิกาติดผนังสีทองแดง ตู้ไม้สีเข้ม… เรียกได้ว่าบ้านสไตล์วินเทจ
ก่อนขึ้นเครื่องบินพวกเธอยังใส่เสื้อโค้ตอยู่ เมื่อมาถึงเมืองหยางจึงถอดออกไปแล้ว
สวีจิ้งตานแขวนหมวกที่ราวแขวนเสื้อผ้าหน้าประตู วางเสื้อโค้ตไว้บนโซฟา แล้วเดินไปเปิดหน้าต่าง “ไม่ได้กลับมาบ้านเป็นครึ่งเดือนแล้ว ในบ้านอับไปหมด ฉันจะเปิดหน้าต่างก่อน เธออยากนั่งตรงไหนก็นั่งเลยนะ”
บ้านหลังนี้ดูแล้วน่าจะราคาสูงไม่น้อย ลี่หรงไม่รู้ว่าเธอจะอาศัยอยู่ที่นี่ไปตลอดหรือไม่ แต่คืนนี้เธอคงพักที่นี่แน่ ๆ
เธอแตะโซฟาแล้วฝุ่นติดมือขึ้นมา เธอจึงไม่ได้นั่ง
สวีจิ้งตานเปิดหน้าต่างเสร็จก็เดินกลับมา ลี่หรงรีบพูดขึ้น พร้อมกับรอยยิ้ม “น้าตานคะ บ้านหลังนี้คือ…”
ลี่หรงเห็นบ้านหลังนี้แล้วอยากได้บ้าง เธอยังไม่รู้ว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหน แต่ว่าบ้านหลังนี้อยู่ในเมืองหยาง เมื่อราคาที่ดินในเมืองหยางขึ้น ตึกสไตล์ฝรั่งหลังนี้คงมีราคาเริ่มต้นที่แปดหลัก
“ฉันซื้อเองน่ะ” สวีจิ้งตานไปนั่งลงข้าง ๆ “เมื่อก่อนอยู่ห้องเช่าเล็กนิดเดียว ต้องใช้ห้องน้ำห้องร่วมกับคนอื่น แปรงฟันล้างหน้าก็ต้องแย่งกันใช้ ดังนั้นฉันเลยตัดสินใจเก็บเงินก้อนหนึ่งแล้วซื้อบ้าน”
ลี่หรงรู้สึกประหลาดใจ “ไม่คิดเลยว่า…”
สวีจิ้งตานยิ้ม “ไม่คิดอะไร ไม่คิดว่าฉันจะไปเช่าตึกแถวอยู่เหรอ?”
ถูกต้องแล้ว! ตระกูสวีร่ำรวยขนาดนี้ไม่น่าจะต้องลำบากขนาดนั้นเลย
“ตอนที่ฉันมาเมืองหยางในตอนแรก ครอบครัวฉันไม่เห็นด้วย แต่ฉันดื้อจะหนีออกมา พอมาถึงเมืองหยาง ฉันก็กลายเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักใครเลย พออยู่บนรถไฟ เงินที่ฉันมีติดตัวก็ถูกล้วงไปหมดแล้ว พี่สาวและน้องสาวของฉันอยู่ต่างประเทศหมด เหลือแค่พี่ชายที่อยู่ในประเทศ แต่ฉันหนีออกมาโดยไม่บอกใคร พี่ชายฉันโกรธมาก ฉันเลยไม่กล้าโทรกลับไปหาเขา”
“แล้วหลังจากนั้นล่ะคะ?”
“ของมีค่าชิ้นเดียวที่ฉันมีติดตัวมาคือเรือนนาฬิกา ซื้อมาสองสามร้อย ฉันต้องรีบใช้เงิน เลยขายไปได้แค่ร้อยกว่าหยวน”
ดังนั้น เงินร้อยกว่าหยวนนั้นจึงเป็นเงินทุนตั้งต้นของสวีจิ้งตาน