ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 289 ลงทะเบียน
บทที่ 289 ลงทะเบียน
ชีวิตคนเราย่อมมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ
ลี่หรงไม่รู้เลยว่าสวีจิ้งตานผู้หญิงตัวคนเดียวในเมืองที่เธอไม่คุ้นเคย ใช้เงินเพียงร้อยกว่าหยวน เป็นต้นทุนในการหาเงินได้มากมายขนาดนี้ได้อย่างไร และต้องผ่านความยากลำบากอะไรมาบ้าง?
“ตามมา ฉันจะพาเธอขึ้นไปดูข้างบน”
“ข้างบนมีสามห้อง ห้องนี้ห้องฉัน ส่วนเธอพักห้องนี้ อีกห้องเป็นเพื่อนฉันที่เคยทำธุรกิจขายส่งเสื้อผ้าด้วยกันพักอยู่”
“เขาจะกลับมาเมื่อไหร่เหรอคะ?”
“ไม่น่าจะกลับมาแล้ว เขาขนออกไปหมด แต่ฉันยังไม่ได้ให้แม่บ้านทำความสะอาดห้อง ไม่งั้นเธอจะได้นอนห้องนี้ได้”
“อ้อ… ค่ะ” ไม่กลับมาแล้วคือยังไง?
สวีจิ้งตานเห็นว่าลี่หรงยังสงสัย “เธอเป็นคนเสฉวน เป็นผู้หญิงที่เก่งมาก แต่กลับบ้านไปแต่งงานแล้ว คงไม่กลับมาที่นี่อีกแล้วล่ะ”
ปกติสวีจิ้งตานไม่ทำกับข้าว ส่วนแม่บ้านคนใหม่ก็ยังหาไม่ได้ เธอจึงพูดกับลี่หรงว่า “เธอเพิ่งมาเมืองหยางครั้งแรก เดี๋ยวฉันเลี้ยงเธอเอง”
แต่ลี่หรงมาอยู่บ้านของเธอแล้วจะให้เธอเลี้ยงได้ยังไงกัน? “เดี๋ยวให้ฉันเลี้ยงคุณดีกว่าค่ะ”
“ได้ยังไงกัน? ฉันเป็นผู้ใหญ่กว่าเธอ แถมยังอยู่ที่นี่มาก่อน ถือว่าฉันต้อนรับเธอในฐานะเจ้าของบ้านแล้วกันนะ”
ลี่หรงจึงยอมแพ้ “งั้นก็ได้ค่ะ”
ลี่หรงรู้จักอาหารในเมืองหยางดี แต่ไม่รู้ว่าอาหารสมัยนี้เหมือนกับยุคสมัยของเธอไหม?
สวีจิ้งตานพาลี่หรงไปร้านอาหารเล็ก ๆ เจ้าของร้านดูเหมือนจะรู้จักกับสวีจิ้งตานอยู่แล้ว เมื่อเห็นเธอเข้าร้านมา เจ้าของร้านก็เรียกว่าเธอว่าเสี่ยวสวี
สวีจิ้งตานพาลี่หรงหาที่นั่ง คนในร้านมีมากพอสมควร
“นานแค่ไหนแล้วนะที่เราไม่ได้เจอกัน กินอะไรดี?”
สวีจิ้งตานเหลือบมองลี่หรง
ลี่หรงอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ จึงอดไม่ได้ที่จะสั่งอาหารเป็นภาษากวางตุ้งว่า “ขอก๋วยเตี๋ยวหลอดหมูสับ โจ๊กเครื่องในหมู แล้วก็ไก่ตุ๋นโสมค่ะ”
เธอเหลือบไปเห็นรายการอาหารที่ติดอยู่บนผนังแล้วว่ามีอาหารเหล่านี้
หลังจากได้ฟังลี่หรงสั่งอาหาร เจ้าของร้านก็มองเธอด้วยความประหลาดใจและถามพร้อมรอยยิ้มว่า “สาวน้อยคนนี้เป็นคนท้องถิ่นเหรอ?”
ลี่หรงยิ้มและไม่พูดอะไร เธอใจร้อนจนลืมไปว่าในยุคสมัยนี้เธอเป็นชาวเหนือ
แต่เดิมทีเธอก็ไม่ใช่คนเมืองหยาง แต่เพียงแค่ภาษาบ้านเกิดของเธอกับภาษากวางตุ้งคล้ายกันเท่านั้น
สวีจิ้งตานสั่งอาหารของตัวเองเสร็จก็ยังคงตกใจกับคำพูดเมื่อครู่ของลี่หรงอยู่ “เธอพูดได้เหมือนเจ้าของภาษาเลยนะ ถ้าไม่รู้ว่าเธอเป็นคนเมืองหลวง ฉันคงนึกว่าเธอเป็นคนเมืองหยางแล้ว”
นาน ๆ ทีจะได้กินก๋วยเตี๋ยวหลอดแบบนี้ น้ำแกงตุ๋นสูตรโบราณรสชาติต้นตำรับ ลี่หรงกินจนน้ำตาแทบไหล
หลังจากอิ่มแล้วสวีจิ้งตานบอกว่าจะพาลี่หรงไปเดินเล่นที่ตลาดกลางคืน
ตลาดกลางคืนที่นี่ค่อนข้างมีชื่อเสียง
ลี่หรงจึงตอบตกลงด้วยความยินดี
ตลาดกลางคืนคึกคักกว่าที่ลี่หรงจินตนาการไว้
แผงลอยตั้งเรียงติดกันเป็นแถว มีหลอดไฟสีสลัวแขวนอยู่บนไม้ไผ่ บางแผงก็ตั้งอยู่บนโครง บางแผงก็ปูผ้าใบหยาบ ๆ ไว้บนพื้น แล้วนำสินค้ามาวางขาย
เจ้าของร้านจะตะโกนเรียกลูกค้า และยังมีคนถือปิ่นโตมากินอาหารอีกด้วย
เมื่อเจ้าของแผงเห็นคนผ่านไปมา ก็จะเรียกถามว่าซื้อของไหม?
ยังมีคนตะโกนอีกว่า
“น้ำจับเลี้ยงดับกระหาย แก้วละสองเหมาจ้า!”
“กางเกงขายาว เสื้อผ้าสวย ๆ มาดูกันได้จ้า…”
ตลาดกลางคืนอาศัยเสียงเหล่านี้ รวมถึงเสียงต่อราคาของลูกค้า ทำให้ดูคึกคักมาก
ลี่หรงกับสวีจิ้งตานพูดคุยกัน แล้วว่าจะไปดูแผงเสื้อผ้า
แผงเสื้อผ้าที่นี่ มีไม่กี่เจ้าที่ขายส่ง ส่วนใหญ่จึงเป็นการขายปลีก
แต่ก็รับมาจากแหล่งขายส่งทั้งนั้น
ตลาดค้าปลีกนั้น ทำให้ทราบข้อมูลได้อย่างรวดเร็วว่าลูกค้าในตลาดชอบเสื้อผ้าแบบไหน
เสื้อผ้าแต่ละแบบที่วางขาย อาจจะไม่ใช่แบบที่คนส่วนใหญ่ชอบ แต่ว่าถ้าแบบไหนขายดี ทุกแผงก็จะมีผ้าแบบเดียวกัน
การที่จะทำเสื้อผ้าขายดีเป็นที่นิยมจนลูกค้าแย่งกันซื้อ หรือรอให้คนอื่นขายของดีก่อนแล้วค่อยตามกระแสซื้อมาขายต่อเพื่อทำกำไรนั้น ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก
ถ้าลี่หรงจะตั้งโรงงานเสื้อผ้า เธอต้องเลือกแบบแรกแน่นอน
ทำเสื้อผ้าขายให้ขายดี พ่อค้าคนกลางก็จะมาซื้อกับเธอ โรงงานถึงจะทำเงินได้
ทั้งคู่เดินวนไปมาสักพัก ดูแผงขายเสื้อผ้าจนทั่วแล้ว แบบเสื้อผ้าที่นี่มีให้เลือกมากกว่าที่ลี่หรงคิดไว้เสียอีก
ก่อนจะเดินออกไป ลี่หรงก็หยุดอยู่ที่เสียงร้องตะโกนขายของสุดฤทธิ์ของเจ้าของร้านขายน้ำจับเลี้ยง เธอจึงเดินไปซื้อน้ำรากหญ้าคาแก้วละสองเหมา
“หลังจากไปเดินตลาดกลางคืนมาแล้ว เธอมีความคิดเห็นยังไงบ้าง?” เมื่อกลับถึงบ้านสวีจิ้งตานจึงเอ่ยถามลี่หรง
ลี่หรงคิดว่าเธอจะได้เห็นเสื้อผ้าต่าง ๆ มากมาย
แต่ผลลัพธ์นั้นเกินกว่าที่เธอคาดไว้มาก “ดีกว่าที่ฉันคิดไว้มากเลยค่ะ เสื้อผ้ามีหลายแบบหลายสีสัน สมกับเป็นเมืองหยางเลยค่ะ”
สวีจิ้งตานกล่าวว่า “ที่เมืองหยางมีแรงงานจำนวนมาก มีโรงงานผลิตเสื้อผ้าผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ บางโรงงานลงทุนซื้ออุปกรณ์ดี ๆ ทำให้กิจการใหญ่โต ที่จริงฉันสนใจเธอเพราะอีกเหตุผลหนึ่งด้วย”
เธอจ้องมองลี่หรง “เสื้อผ้าสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ แต่จะทำแบบไหน ออกแบบยังไงถึงจะถูกใจตลาด ฉันคิดว่าด้วยความสามารถในการมองการณ์ไกลของเธอ เราจะต้องทำสินค้าที่ขายดีได้แน่นอน เป้าหมายของการทำโรงงานของเราคือการเป็นผู้นำวงการเสื้อผ้า คนที่รับไปขายส่งยังสามารถทำกำไรตามกระแสได้ แต่ถ้าโรงงานเสื้อผ้าของเราทำตามคนอื่นคงอยู่ได้ไม่นาน”
ลี่หรงพยักหน้ายอมรับว่าสิ่งที่สวีจิ้งตานพูดนั้นมีเหตุผล แต่ลี่หรงรู้สึกกดดันเล็กน้อย และรู้สึกว่าอีกฝ่ายคาดหวังในตัวเธอมากเกินไป “ค่อยเป็นค่อยไปเถอะค่ะ นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันทำแบบนี้ คุณน้าพูดแบบนี้ ฉันรู้สึกกดดันมากเลยนะคะ”
เมื่อมาถึงเมืองหยาง ลี่หรงพบว่าคำพูดของสวีจิ้งตานนั้นเป็นความจริง มีเพียงที่ดินเท่านั้น สิ่งอื่น ๆ นอกเหนือจากนั้นยังไม่ได้ดำเนินการอะไรเลย
หลังจากที่ทั้งสองได้ปรึกษากันแล้ว ตัดสินใจตั้งชื่อโรงงานเสื้อผ้าว่า ‘บลูโอเชียนแฟชั่น’
เมื่อได้ชื่อแล้ว ทั้งสองจึงไปจดทะเบียนและกรอกเอกสาร ก่อนจะกลับบ้านเพื่อรอผล
แน่นอนว่าทั้งสองไม่ได้กลับบ้านรอเฉย ๆ สวีจิ้งตานยังขับรถพาลี่หรงไปยังที่ดินที่เธอซื้อไว้ที่ตงผูด้วย
ที่ดินรกร้างเต็มไปด้วยเศษไม้ผุและวัชพืชรกไปทั่ว
ลี่หรงพูดว่า “คงต้องหาผู้รับเหมามาก่อสร้างโรงงานก่อน”
สวีจิ้งตานพยักหน้า “คืนนี้ฉันนัดเพื่อนกินข้าว เธอมาด้วยนะ”
สวีจิ้งตานมีเพื่อนอยู่สามคน เป็นชายสองหญิงหนึ่ง
สวีจิ้งตานแนะนำลี่หรงว่า “ท่านนี้คือรองหัวหน้าซ่งจากกรมพาณิชย์ เถ้าแก่เสิ่นผู้รับเหมาสร้างตึก และพี่โจว พี่สาวที่เคยร่วมทำธุรกิจค้าส่งด้วยกัน”
ลี่หรงทักทายอย่างสุภาพ
“กลับบ้านคราวนี้ได้สาวสวยกลับมาด้วยเหรอ?” เถ้าแก่เสิ่นน่าจะอายุราวสามสิบปีเศษ ๆ เขาจ้องลี่หรงอยู่พักหนึ่ง ทั้งยังกล้าถามต่อหน้าคนอื่น ๆ ว่า ลี่หรงแต่งงานหรือยัง?
เมื่อตัดสินใจทำธุรกิจ ลี่หรงเตรียมใจไว้แล้วว่าจะถูกคนอื่นล้อเลียน หรืออาจสร้างปัญหาให้เพราะรูปร่างหน้าตาของเธอ จึงไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ บางครั้งความสวยก็เป็นปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกธุรกิจ
โชคดีที่เถ้าแก่เสิ่นเป็นเพื่อนเก่าที่รู้จักกับสวีจิ้งตานมานาน แม้ว่าเขาจะเอาแต่มองลี่หรง แต่ในสายตากลับไม่มีแววเจ้าชู้ ลี่หรงจึงตอบกลับไปอย่างตรงไปตรงมาพร้อมกับรอยยิ้มว่า “ฉันแต่งงานแล้ว และมีลูกชายคนหนึ่งค่ะ”
“น่าเสียดายจริง ๆ”
“พอได้แล้ว ถ้าขืนยังพูดอีกฉันจะไปฟ้องเมียคุณ” สวีจิ้งตานจ้องเถ้าแก่เสิ่น
เถ้าแก่เสิ่นหัวเราะยกมือขึ้นมาประกบกันแล้วส่ายไปมา “ไว้ชีวิตผมด้วยเถอะ”
“ผมดูเอกสารธุรกิจของคุณแล้ว ผมสั่งให้คนของผมดำเนินการให้คุณอย่างรวดเร็ว เพื่อช่วยให้คุณได้รับใบอนุญาตโดยเร็วที่สุด” ผู้พูดคือรองผู้อำนวยการซ่ง ซึ่งดูเหมือนจะมีอายุประมาณสามสิบปี
ไม่รู้ว่าแต่งงานหรือยัง แต่แววตาที่เขามองสวีจิ้งตานนั้นไม่บริสุทธิ์นัก และตอนพูดก็จ้องสวีจิ้งตานตลอด
คนทั้งสองที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่ได้รู้สึกแปลกใจ แต่ลี่หรงกลับทำสีหน้าราวกับได้ดูเรื่องสนุก ดูเหมือนว่าจะเป็นผู้ชายที่ตามจีบสวีจิ้งตานสินะ!