ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 290 ฉันไปเป็นก้างขวางคอคงไม่ดีเท่าไหร่
- Home
- ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70
- บทที่ 290 ฉันไปเป็นก้างขวางคอคงไม่ดีเท่าไหร่
บทที่ 290 ฉันไปเป็นก้างขวางคอคงไม่ดีเท่าไหร่
หลังทานอาหารเสร็จ ซ่งอี้เฉิงอาสาไปส่งสวีจิ้งตานกับลี่หรงกลับบ้าน แต่สวีจิ้งตานปฏิเสธอย่างสุภาพ “พวกเราขับรถมาเองน่ะ”
ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่เมื่อสวีจิ้งตานขับรถออกไปแล้ว เธอกลับพบว่ารถของซ่งอี้เฉิงนั้นขับตามหลังมาตลอด จนใกล้ถึงบ้านแล้ว เขาก็ไม่ได้จอดรถลงมาทักทาย แต่กลับเลี้ยวรถออกไปทันที
ชายหนุ่มคนนั้นดูสุขุมเยือกเย็นมาก ลี่หรงไม่รู้ว่าผู้ชายวัยนี้ที่จีบสาวจะเอาใจใส่ขนาดนี้เป็นปกติหรือเปล่า เธอมองรถคันนั้นจนลับสายตาไปแล้ว เธอจึงถามขึ้นว่า “ทำไมรู้สึกว่ารองผู้อำนวยการซ่งคนนั้นดูแปลก ๆ นะคะ?”
สวีจิ้งตานใช้ชีวิตในเมืองหยางมานานหลายปี ผ่านร้อนผ่านหนาว และเห็นคนมากหน้าหลายตา คงเดาได้ไม่ยากว่าลี่หรงอยากถามอะไร เธอจึงมองลี่หรงด้วยความเอ็นดูและพูดว่า “อย่าซุบซิบมากนัก มีเวลาว่างก็รีบไปฝึกขับรถซะ คราวหน้าจะได้ไม่ต้องให้ฉันขับรถคนเดียว”
ลี่หรงหัวเราะ “ฉันขับเป็นค่ะ แต่คิดว่าต้องหาเวลาไปสอบใบขับขี่ซะแล้วล่ะ”
พอได้ยินเธอพูดว่าขับรถเป็น สวีจิ้งตานไม่รู้สึกแปลกใจนัก เพราะบ้านของลี่หรงก็มีรถยนต์คันเล็กอยู่คันหนึ่ง
เรื่องใบขับขี่ ลี่หรงนั้นจัดการได้อย่างรวดเร็ว เธอใช้เงินประมาณหนึ่งพันหยวนก็ได้ใบขับขี่มาแล้ว
บ้านของสวีจิ้งตานไม่มีโทรศัพท์ เมื่อลี่หรงมาถึงเพิ่งจะให้คนมาติดตั้งโทรศัพท์
หลังจากติดตั้งโทรศัพท์เสร็จแล้ว ฟ้ายังสว่างอยู่ลี่หรงโทรกลับบ้านล้อมลานเป็นสายแรก
เมื่อแม่จ้าวรับสาย เธอจึงถามถึงชีวิตประจำวันของอันอันคร่าว ๆ
เมื่อได้ยินเสียงเรียกว่า ‘แม่’ ผ่านโทรศัพท์ น้ำตาของลี่หรงไหลพราก ทั้งสองคนคุยกันอยู่พักใหญ่กว่าจะวางสายด้วยความรู้สึกเสียดาย
หลังจากวางสายจากที่นี่แล้ว ลี่หรงก็โทรกลับไปที่ร้านขายของชำหมู่บ้านต้าเจียงเพื่อคุยกับจ้าวชิงซง
เมื่อจ้าวชิงซงรู้ว่าเป็นโทรศัพท์จากเธอ เขาก็เริ่มยิงคำถามทันที “แม่บอกว่าคุณไปเมืองหยางมาเกือบครึ่งเดือนแล้ว ทำไมเพิ่งโทรกลับมาล่ะครับ? ผมเป็นห่วงแทบแย่ จะติดต่อคุณก็ไม่ได้”
เรื่องนี้ถือว่าเป็นความผิดของลี่หรง เมื่อเธอมาถึงเมืองหยาง เธอหมกมุ่นอยู่กับการสำรวจตลาด และทำงานร่วมกับสวีจิ้งตาน ประกอบกับยังรู้แปลกแยกกับเมืองหยางแห่งนี้ ทำให้จิตใจของเธอสับสนวุ่นวาย
จนกระทั่งลืมโทรหาจ้าวชิงซงไปสนิท แต่เธอเคยโทรกลับบ้านล้อมลานที่ร้านขายของชำข้างนอก ตอนนั้นเธอมองว่าเป็นตอนกลางวัน จ้าวชิงซงอาจจะยุ่งอยู่ก็ได้ เพราะไม่ได้สะดวกเหมือนที่บ้านล้อมลานที่มีโทรศัพท์ จึงไม่ได้โทรไปหาเขา
“ฉันผิดเองค่ะ คราวหน้าฉันจะโทรศัพท์ไปบอกคุณเป็นคนแรกแน่นอนนะคะ” ลี่หรงปลอบโยนจ้าวซิงซง อย่าได้ดูถูกผู้ชายคนนี้ที่ตามใจเธอมานาน เพราะบางครั้งผู้ชายคนนี้ก็ดื้อรั้นมาก หากไม่ง้อคงไม่ได้
ลี่หรงวางใจมากขนาดนี้ เพราะในใจลึก ๆ ยังรู้ดีว่าแม่จ้าวจะต้องบอกเรื่องที่เธอไปเมืองหยางให้จ้าวซิงซงรู้ ในเมื่อติดต่อลี่หรงไม่ได้ จ้าวซิงซง ก็คงโทรไปที่บ้านล้อมลานเท่านั้น
เธอคิดไม่ผิด จ้าวชิงซงแค่ไม่พอใจเล็กน้อย เขารู้ว่าลี่หรงโทรกลับบ้านล้อมลานหลายครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนที่โทรหาเขาเลย
แต่ตอนนี้ เมื่อถูกคำพูดอ่อนหวานของลี่หรงหลอกล่อจนหายโกรธแล้ว จ้าวชิงซงที่อยู่อีกฝั่งพลันยิ้มมุมปาก “เมืองหยางช่วงนี้ไม่หนาวแล้วใช่ไหมครับ? แล้วยังมีเงินพอใช้ไหมครับ ก่อนหน้านี้บอกว่าไม่ต้องเก็บเงินให้ผม แต่คุณก็ยังเก็บไว้อีกตั้งสองหมื่น พรุ่งนี้ผมจะโอนไปให้คุณนะครับ ฐานะทางบ้านอาจไม่ดีนัก แต่เวลาอยู่ข้างนอกก็อย่าทำให้ตัวเองลำบากจนเกินไป ไม่งั้นเงินที่ผมหามาจะมีความหมายอะไรล่ะครับ?”
ลี่หรงฟังเขาบ่นจู้จี้จุกจิกไปเรื่อย ๆ พอพูดถึงเรื่องเงิน เธอถึงเอ่ยขึ้น “ตอนนี้ยังพออยู่ค่ะ ฉันใช้เงินเพื่อสร้างโรงงาน ส่วนก่อนหน้านี้ก็ซื้อเครื่องจักรไปแล้ว เงินยังมีอยู่…”
ก่อนวางสาย จ้าวชิงซงบอกให้ลี่หรงโทรหาเขาบ่อย ๆ “ไม่ได้อยู่ด้วยกันก็แย่อยู่แล้ว แถมยังไม่ได้ยินเสียงกันอีก ผมทรมานจะตายอยู่แล้วนะครับ”
ลี่หรงอดหัวเราะไม่ได้ “รู้แล้วค่ะ แต่ฉันเพิ่งติดตั้งโทรศัพท์เครื่องนี้ คุณจดเบอร์ไว้นะ…”
จ้าวชิงซงจดเบอร์โทรศัพท์เอาไว้ แต่เขารู้ดีว่าลี่หรงคงไม่ได้อยู่บ้านคอยรับโทรศัพท์ตลอดเวลา
เรื่องการสร้างโรงงานก็มอบหมายให้เถ้าแก่เสิ่นเป็นผู้รับผิดชอบ เพื่อเร่งเปิดโรงงานเสื้อผ้าโดยเร็วที่สุด ก่อสร้างโรงงานเสร็จแล้วก็มุงหลังคาด้วยแผ่นเหล็ก
ในเมื่อเครื่องจักรยังไม่มา ลี่หรงและสวีจิ้งตานจึงต้องหาแรงงานกันอย่างวุ่นวาย
ตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ของการปฏิรูป เขตปกครองเมืองหยางได้ใช้ประโยชน์จากตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่เหนือกว่า คว้าโอกาสความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างจีนกับตะวันตกเอาไว้
ในช่วงปี 78 หลังจากมีการพัฒนาแล้ว เมืองเสินและจูไห่จึงถูกนำไปใช้ในการรับเงินทุนจากต่างประเทศ ดึงดูดเทคโนโลยีและอุปกรณ์ และสร้างให้เป็นฐานสำหรับการนำเข้าและส่งออก
หลังจากนั้น เมื่อมีการปฏิรูปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี เขตเศรษฐกิจพิเศษได้ถือกำเนิดขึ้น ซึ่งก็คือเมืองเสิน
การก่อสร้างทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ได้เปิดฉากขึ้น พร้อมกับมีการเล่าขานถึงความเร็วของเมืองเสิน ซึ่งก็คือการสร้างตึกหนึ่งชั้นภายในสามวันไปทั่วโลก
เขตปกครองเมืองหยางไม่เพียงแต่มีเขตเศรษฐกิจพิเศษเท่านั้น ยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นด้วย บุคคลที่ฉลาดทั้งในและต่างประเทศต่างเดินทางมาที่นี่ทันทีเมื่อได้ยินข่าว
โรงงานในเมืองหยางผุดขึ้นมากมาย มีผู้คนจากหลายพื้นที่หลั่งไหลเข้ามา ทำให้มีแรงงานในพื้นที่เป็นจำนวนมาก
ดังนั้น ลี่หรงจึงสามารถหางานให้กับแรงงานเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่เป็นแรงงานหญิง แต่ก็มีแรงงานชายบ้างประปราย เนื่องจากไม่สะดวกให้ผู้หญิงขนถ่ายสินค้า
แม้แต่เด็กอายุสิบสามหรือสิบสี่ก็ยังหางานทำ
ลี่หรงรู้สึกเศร้าใจเล็กน้อย เธอไม่รู้ว่าเกณฑ์ของการใช้แรงงานเด็กในเวลานี้เป็นอย่างไร แต่เธอซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาในยุคหลัง ย่อมไม่ยอมรับเด็กเหล่านี้อย่างเด็ดขาด
หากอายุไม่ถึงสิบแปดปี เธอไม่ต้องการ
กลัวว่าวันหนึ่งอาจจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา
โรงงานเสื้อผ้าในเมืองหยางหลายแห่งเริ่มต้นจากการรับจ้างผลิต โดยมีผู้อื่นจัดหาเสื้อผ้าตัวอย่างและวัตถุดิบ โรงงานรับหน้าที่ผลิต จากนั้นจึงส่งออกไปอีกครั้ง
แต่ลี่หรงกับสวีจิ้งตานไม่เหมือนกัน พวกเธอเล็งเป้าหมายไปที่ตลาดเสื้อผ้าในประเทศก่อน
และลี่หรงก็มีความคิดว่าเธอจะออกแบบเสื้อผ้าเอง ไม่จำเป็นต้องรับจ้างผลิต และอีกเหตุผลหนึ่งคือพวกเธอเพิ่งเริ่มต้น จึงยังไม่มีใครรู้จักโรงงานบลูโอเชียนแฟชั่น
ดังนั้น เมื่อซื้อเครื่องจักรแล้ว ลี่หรงและสวีจิ้งตานจึงตัดสินใจว่า นอกจากจักรเย็บผ้า ยังจะลงทุนซื้อเครื่องจักรทอผ้าอัตโนมัติขนาดใหญ่ด้วย
เมื่อมีโรงงาน แรงงาน และเครื่องจักร ลี่หรงและสวีจิ้งตานจึงเริ่มคิดว่าจะผลิตเสื้อผ้าแบบไหน
ขณะนี้เมืองหยางอยู่ในช่วงปลายเดือนมีนาคม ใกล้จะเข้าสู่ฤดูร้อน
เมืองหยางในช่วงฤดูร้อนมีอุณหภูมิสูง ลี่หรงจึงคิดจะทำเสื้อแขนสั้นหรือเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี และสวมใส่สบาย
ในส่วนของการออกแบบเสื้อผ้า สวีจิ้งตานตั้งใจจะปล่อยให้ลี่หรงเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด เธอมีความสามารถในการซื้อขายเสื้อผ้า แต่ในส่วนของการออกแบบ สวีจิ้งตานไม่รู้เรื่องจริง ๆ
สวีจิ้งตานมองลี่หรงขีดเขียนบนกระดาษด้วยดินสอ และเสนอแนะว่า “เราไปเดินตลาดกันไหม? อาจจะได้แรงบันดาลใจก็ได้”
ลี่หรงใช้ยางลบถูส่วนที่เพิ่งวาดใหม่ เมื่อได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองสวีจิ้งตาน เธอกำลังจะพูด แต่เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นเสียก่อน
สวีจิ้งตานไปรับโทรศัพท์ ซึ่งเป็นสายของซ่งอี้เฉิง
ลี่หรงเห็นได้ชัดว่าสวีจิ้งตานลังเลเล็กน้อย แล้วหันมามองลี่หรง หญิงสาวไม่รู้ว่าปลายสายพูดอะไร แต่สวีจิ้งตานพูดว่า “รอก่อนนะคะ เดี๋ยวฉันจะกลับมาตอบคุณค่ะ”
สวีจิ้งตานมองลี่หรง “รองผู้อำนวยการซ่งถามว่าเราจะไปดูหนังไหม?”
“เรา?” ลี่หรงยกคิ้ว “เขาคงอยากชวนคุณป้าคนเดียวมั้งคะ? ถ้ามีฉันไปเป็นก้างขวางคอคงไม่ดีเท่าไหร่”