ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 291 เงินหมดแล้ว
บทที่ 291 เงินหมดแล้ว
สวีจิ้งตานกะพริบตา “เธอจะไปหรือไม่ไป? มาอยู่ตั้งนานแล้ว ยังไม่ได้พักเลย ออกไปผ่อนคลายกันหน่อยดีไหม?”
สุดท้ายลี่หรงก็ถูกสวีจิ้งตานลากไป
การไปดูหนังกับชายหญิงอายุสามสิบกว่าด้วยกัน ลี่หรงรู้สึกเหมือนเป็นก้างขวางคอ เธอไม่อยากอยู่ตรงนั้นแล้วทำให้พวกเขารำคาญ
หนังที่ดูคือเรื่อง Romance on Lushan Mountain
ถือเป็นหนังดังในตอนนี้ที่วัยรุ่นหนุ่มสาวชื่นชอบมาก
เมื่อหนังเริ่มฉาย ลี่หรงก็รีบลนลานเข้าไป จนลืมเรื่องที่เธอเป็นก้างขวางคอไปเสียสนิท
พอหนังจบ ลี่หรงนึกขึ้นได้ทันทีว่าตอนเธอยังเรียนอยู่ อาจารย์เคยเล่าถึงหนังเรื่องนี้ให้ฟัง
ยุค 70 – 80 เสื้อผ้าที่คนทั่วไปใส่กันมากที่สุดคือเสื้อผ้าสีคราม กางเกงขายาวสีดำ และกระเป๋าคาดสีเขียว
แต่พอหนังเรื่อง Romance on Lushan Mountain ออกฉาย เสื้อผ้าใหม่ ๆ ของนางเอกในหนังกลับมีมากถึงสี่สิบชุด!
หนังไม่เพียงแต่เปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับความรักของวัยรุ่นในตอนนั้น แต่ยังทำให้วัยรุ่นเริ่มพูดถึงเสื้อผ้าแบบใหม่ด้วย
ลี่หรงนึกถึงเสื้อผ้าของตัวละครเอกในหนัง แล้วลงมือวาดทันที
ชุดกระโปรงสายเดี่ยวสีขาว
ชุดกระโปรงลายดอกสีเหลือง
เสื้อแขนตุ๊กตาสีม่วงอ่อน
กางเกงขาบานสีแดงกุหลาบ
ลี่หรงร่างภาพไว้คร่าว ๆ ในภาพยนตร์นางเอกสวมกางเกงขาม้าสีชมพูบานเย็น แต่ลี่หรงได้เพิ่มกางเกงขาม้าผ้าเดนิม*[1] เข้าไปเอง
เมื่อสวีจิ้งตานเห็นก็รู้สึกประหลาดใจมาก “สวยจริง ๆ! แต่เสื้อผ้าแบบนี้ดูแปลกใหม่และมีเอกลักษณ์มาก จะมีคนซื้อไหมนะ?”
“ต้องซื้ออยู่แล้วค่ะ” ลี่หรงพูดอย่างมั่นใจ เธอถามสวีจิ้งตานว่า “คุณยังจำหนังที่ดูเมื่อวานได้ไหมคะ?”
สวีจิ้งตานอ้าปากค้าง เธอไม่ได้ตั้งใจดูหนังเมื่อวานสักเท่าไหร่ จะรู้ได้ยังไงว่าหนังพูดถึงอะไร
ลี่หรงเห็นปฏิกิริยาของเธอก็พอจะเข้าใจแล้ว เลยเอ่ยแซวไปประโยคหนึ่ง
“อ้อ! ฉันลืมไปค่ะ น้าตานจะสนใจหนังได้ยังไงกัน เพราะเมื่อวานมัวแต่สนใจรองผู้อำนวยการซ่งอยู่ต่างหาก”
“เธอนี่มันน่าตีจริง ๆ” สวีจิ้งตานทำทียกมือจะตีลี่หรง
ลี่หรงหลบแล้วหยอกล้อกับสวีจิ้งตานอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าสวีจิ้งตานเริ่มใจเย็นลงหลังจากที่เขินจนหน้าแดงแล้ว เธอจึงยกมือขึ้นทำท่ายอมแพ้ “ฉันไม่แกล้งแล้วค่ะ ฉันบอกคุณน้าเองก็ได้ นี่คือชุดในหนังที่พวกเราไปดูกันยังไงล่ะค่ะ!”
“คุณอาจไม่รู้ว่าหนังเรื่องนี้ดังแค่ไหน แต่เมื่อวานฉันสังเกตเห็นว่ามีคนหนุ่มสาวจำนวนมากไปดูหนังเรื่องนี้ ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ รอให้ทำเสร็จแล้วคุณจะได้เห็นเอง”
ความกังวลของสวีจิ้งตานมีเพียงชั่วครู่ หากเธอเป็นเพียงคนที่ชื่นชอบเสื้อผ้า เธอคงไม่สามารถขายเสื้อผ้าส่งจนรวยได้แล้ว
เสื้อผ้าที่ลี่หรงวาดนั้นสวยมาก เธอวางความกังวลในใจลงอย่างรวดเร็ว เมื่อให้ลี่หรงออกแบบแล้ว สวีจิ้งตานก็พร้อมที่จะทำ
หลังจากตัดสินใจได้ว่าจะทำอะไร ทั้งสองจึงมีงานที่ต้องทำแล้ว
พวกเธอสั่งซื้อวัตถุดิบ และเร่งให้คนงานผลิตเสื้อผ้า
ค่าแรงของคนงานที่โรงงานก็ไม่ได้แตกต่างจากโรงงานอื่น ๆ
ถ้าให้ต่ำกว่าโรงงานอื่นจะหาคนงานยาก ถ้าสูงเกินไปก็จะวุ่นวาย อีกอย่างลี่หรงเพิ่งจะเริ่มต้นธุรกิจ ทุกอย่างล้วนต้องใช้เงิน ไม่มีเหตุผลที่จะต้องสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ แม้กระทั่งในอนาคตที่ได้กำไรมาแล้ว ค่าแรงคนงานก็ควรจะลดให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ตอนที่ยังเป็นลูกจ้างจะชอบบ่นว่าเจ้านายงก แต่พอได้มาเป็นเจ้านายเองถึงได้รู้ว่ามันเป็นเรื่องที่ยากลำบากขนาดไหน
ผ้าสำหรับผลิตกางเกงนั้นหาซื้อได้ไว แต่เสื้อผ้าลายดอกกับเสื้อเชิ้ต หาซื้อยากมาก
ลี่หรงกับสวีจิ้งตานไม่รู้จักคนในแวดวงนี้เลย หากจะไปหาผู้ผลิตที่เคยจัดหาผ้าสำหรับทำกางเกงให้ก็ไม่สามารถช่วยเหลือได้ เพราะผู้ผลิตเหล่านั้นไม่ได้ไม่ผลิตผ้าประเภทนี้ และผ้าที่กำลังผลิตอยู่ก็ถูกที่อื่นจองไปหมดแล้ว
โดยเฉพาะผ้าลายดอกกับผ้าสำหรับเสื้อเชิ้ต ถูกพ่อค้าต่างชาติซื้อไปให้โรงงานในประเทศของตนเองหมดแล้ว จึงเหลืออยู่ในมือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีเหลือพอสำหรับลี่หรงและสวีจิ้งตาน
“ทำยังไงดีล่ะ?” สวีจิ้งตานหนักใจ พวกเธอเพิ่งเริ่มต้นหลาย ๆ อย่าง และไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า เช่น เสื้อผ้าที่จะผลิตในฤดูใบไม้ผลิ ควรจะสั่งผ้าจากโรงงานผลิตไว้หนึ่งเดือน ตอนนี้ไม่มีผ้าก็เป็นไปตามสุภาษิตที่ว่า แม่ครัวที่เก่งกาจทำอาหารไม่ได้ ถ้าไม่มีข้าวสาร
เมื่อไม่มีวัตถุดิบหลาย ๆ อย่างย่อมทำไม่ได้ สวีจิ้งตานพูดว่า “หรือว่าเราจะเปลี่ยนไปทำแบบอื่น?”
ลี่หรงส่ายหัว “ต่อให้เปลี่ยนไปทำแบบอื่น ก็ยังคงต้องใช้ผ้าที่คล้าย ๆ กัน ไม่เช่นนั้นจะทำเสื้อผ้าที่ดึงดูดผู้คนไม่ได้ค่ะ”
“แล้วจะทำยังไงดีล่ะ?”
“ให้ฉันคิดก่อน”
ลี่หรงวิ่งไปที่โรงงาน ไปดูคนงานเหยียบจักรเย็บผ้า
ก่อนหน้านี้เมื่อผ้ากางเกงมาถึง ลี่หรงตัดเย็บเป็นตัวอย่างออกมา จากนั้นก็ลงมือผลิตในเวลาอันรวดเร็ว
คนงานทุกคนเรียกลี่หรงว่าผู้บริหารลี่ ทันทีที่เธอมาถึงโรงงาน คนที่เห็นเธอก็จะเอ่ยทักทาย
ลี่หรงพูดว่า “ฉันแค่มาดูเฉย ๆ พวกคุณทำงานไปเถอะ ไม่ต้องสนใจฉัน”
เธอเดินไปที่แผนกตัดเย็บ หยิบกรรไกร แล้วตัดผ้าไปพร้อมกับคนงานตัดเย็บ
เมื่อมองไปที่ผ้าที่ตัดแล้ว ซึ่งถูกส่งไปยังแผนกเย็บผ้า ลี่หรงเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ เธอจึงหันหลังเดินออกไปอย่างรวดเร็ว
ลี่หรงเดินกลับไปที่สำนักงานซึ่งกั้นไว้เป็นพิเศษ ด้านสวีจิ้งตานเพิ่งจะดื่มน้ำหมด เมื่อเห็นลี่หรง เธอก็วางแก้วเคลือบลงโดยไม่ได้ตั้งใจ “ฉันเพิ่งจะเดินไปหาเธอ นี่เธอจะไปไหนถึงได้รีบขนาดนี้?”
“ฉันรู้แล้วว่าต้องทำยังไง!” เมื่อลี่หรงพูดประโยคนี้ ดวงตาของเธอพลันเปล่งประกาย ก่อนที่สวีจิ้งตานจะถาม ลี่หรงก็ตอบเองว่า “เราสามารถซื้อเครื่องจักรและทำผ้าเองได้ค่ะ!”
นี่เป็นความคิดที่ดีจริง ๆ
สวีจิ้งตานเพิ่งจะรู้สึกโล่งใจไม่นาน จากนั้นก็ลังเลและพูดว่า “เราไม่มีเงินเหลือแล้ว ซื้อเครื่องจักรใหม่ไม่ได้”
เงินทุนเริ่มแรก ลี่หรงและสวีจิ้งตานต่างจ่ายคนละแปดหมื่น ส่วนเสิ่นรั่วหนิงจ่ายหกหมื่น
เพราะลี่หรงกับสวีจิ้งตานยังรับผิดชอบไปควบคุมหน้างานที่เมืองหยาง พวกเธอจึงถือหุ้นคนละสี่สิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนเสิ่นรั่วหนิงถือหุ้นเพียงยี่สิบเปอร์เซ็นต์
ตอนนี้เพราะการเตรียมการในช่วงแรก เงินที่พวกเธอนำออกมาใช้ไปจนเกือบจะหมดแล้ว
“กู้ยืม!” ลี่หรงคิดในใจ เธอจำได้ว่าเมื่อก่อนโรงงานของพี่ชายคนรองของเธอก็มีการกู้ยืมเงิน เธอไม่คิดว่าตอนนี้เธอจะต้องกู้ยืมเงินเช่นกัน
“กู้ยืมเหรอ?” สวีจิ้งตานอึ้งไป
“ใช่แล้วค่ะ กู้ยืม ไม่ใช่ว่ามีนโยบายอยู่เหรอคะ?” ลี่หรงหันหลังเดินออกไป “ตอนนี้ฉันจะไปธนาคาร คุณน้าจะไปด้วยไหมคะ?”
“ไปสิ” สวีจิ้งตานลุกขึ้นยืน เดินตามลี่หรงไป
ลี่หรงเป็นคนขับรถ
จริง ๆ แล้วตอนที่ลี่หรงขับรถเป็นครั้งแรก ในใจเธอกังวลอยู่บ้าง เธอทะลุมิติมาที่นี่หลังจากเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ดังนั้นเธอมักจะมีปมในใจ แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ขับรถไปตลอดชีวิต
ขณะนั้นหาคนฝึกขับรถ เริ่มแรกที่ขับ เพราะเหตุผลทางจิตใจจึงค่อนข้างกระวนกระวาย ขับรถไม่ค่อยคล่องตัว โชคดีที่คนอื่นคิดว่าเธอขับเป็นครั้งแรก จึงไม่ได้คิดมาก
ลี่หรงเอาชนะความกลัวในใจของเธอเองได้ ตอนนี้ขับรถเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้ว
ทั้งสองไปถึงธนาคารอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ในท้องถิ่น
พนักงานธนาคารมองลี่หรงอย่างผิวเผิน แม้ว่าทั้งสองจะแต่งตัวดีและมีบุคลิกสง่างาม แต่ไม่ได้ส่งผลต่อความรู้สึกของพนักงานที่นั่งอยู่ข้างใน พนักงานพูดด้วยน้ำเสียงไม่ยินดียินร้ายว่า “จะถอนเงินหรือฝากเงินก็ต้องต่อคิว”
*[1] ผ้าเดนิม คือ ผ้าที่ทำจากฝ้ายชนิดหนึ่ง แต่ไม่ได้มีลักษณะอ่อนนุ่มเหมือนผ้าฝ้ายทั่วไป ภายหลังคนจึงนิยมนำมาทำเป็นยีนส์