ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 299 อยู่ทานข้าว
บทที่ 299 อยู่ทานข้าว
เธอเหลือบไปเห็นผ้าลายดอกสีเหลืองสดใสวางพับไว้ด้านข้าง เธออดไม่ได้ที่จะเดินไปสัมผัสผ้าผืนนั้น ซึ่งมันนุ่มมาก “เหมือนกับที่เห็นเมื่อวานเลยนะคะ นี่เป็นผ้าที่ผลิตจากเครื่องจักรใช่ไหม?”
เมื่อพูดถึงเรื่องการผลิต ลี่หรงเป็นคนตอบ เธอยิ้มและเดินเข้ามา “ใช่แล้วค่ะ คุณดูเครื่องจักรนี่สิ มันเป็นตัวผลิตผ้าผืนนี้ และมันยังสามารถผลิตผ้าชนิดอื่น ๆ ได้ด้วย”
จางเฟิ่งหลานสังเกตเครื่องจักรนั้นสักพัก “ยังใหม่อยู่เลย พวกคุณคงลงทุนไปไม่น้อยเลยสินะคะ”
ตอนนี้โรงงานขนาดเล็กหรือโรงงานในครัวเรือนบางแห่ง ยังไม่ได้ใช้เครื่องจักรที่ทันสมัยขนาดนั้น หรือถ้าใช้ก็อาจจะไปซื้อของมือสองที่คนอื่นเลิกใช้แล้วมา
เรื่องลงทุนไปเท่าไหร่ พูดออกไปก็ไม่ค่อยดี ลี่หรงเลยพูดเลี่ยง ๆ ไป แล้วพาจางเฟิ่งหลานไปที่ส่วนเย็บและประกอบเสื้อผ้า “ที่นี่มีจักรเย็บผ้าสี่สิบเครื่อง มีช่างฝีมือสี่สิบคนที่นี่จะนำผ้าที่ตัดเย็บเสร็จแล้วมาเย็บประกอบเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูป…”
การพาลูกค้าเยี่ยมชมโรงงาน แน่นอนว่าต้องแสดงศักยภาพของโรงงานตัวเองให้เห็น
เครื่องจักรใหญ่ก็พาไปดู ส่วนเย็บก็พาไปดู ดีที่เป็นระเบียบเรียบร้อย ลี่หรงและสวีจิ้งตานจะมีคนใดคนหนึ่งมาดูส่วนการผลิตทุกวัน เพื่อป้องกันไม่ให้คนงานทำให้สภาพแวดล้อมการผลิตสกปรก
ด้านข้างยังมีสินค้าที่ผลิตเสร็จแล้ว ลี่หรงไม่ปิดบังและพาจางเฟิ่งหลานไปดู เธอหยิบเสื้อแขนพองที่ทำเสร็จแล้วขึ้นมากางให้จางเฟิ่งหลานดู
“นี่คือสินค้าสำเร็จรูปที่พวกเราทำเสร็จแล้ว คุณลองดูสิว่ามันเหมือนกับตัวอย่างที่ให้คุณดูก่อนหน้านี้ไหม?”
จางเฟิ่งหลานดูแล้ว มันเหมือนกันจริง ๆ เธอยังลองหยิบเสื้อที่วางซ้อนกันอยู่ด้านล่างขึ้นมาดู มันก็เหมือนกัน
ลี่หรงไม่รู้สึกว่าเป็นการล่วงเกินที่จางเฟิ่งหลานหยิบเสื้อด้านล่างขึ้นมาดู แสดงว่าอีกฝ่ายพอรู้เรื่องบ้าง ไม่ใช่พวกที่พูดตามกระแส ยังมีความสามารถในการแยกแยะและมีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง
อีกฝ่ายดูสักพักแล้วพยักหน้า เห็นด้วยกับคำพูดของลี่หรง แล้วถามอีกว่า “ทำไมเสื้อผ้าถึงวางพับไว้ตรงนี้ล่ะคะ?”
“อีกสักครู่จะมีคนมาตรวจค่ะ ดูว่ามีรอยเย็บตกหล่นหรือมีตำหนิตรงไหนไหม จะได้ปรับแก้ไขทัน สุดท้ายถึงจะบรรจุให้เรียบร้อยแล้วส่งให้ผู้ค้าส่งค่ะ”
โรงงานที่ละเอียดรอบคอบแบบนี้ ทำให้จางเฟิ่งหลานพอใจมากขึ้นไปอีก
เสียงเหยียบจักรเย็บผ้าสี่สิบตัวดังสลับกันไป แต่แทบไม่ได้ยินเสียงพูดคุยเล่นกันเลย
ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นโรงงานผลิตที่มีการจัดการที่ดี
จางเฟิ่งหลานคิดแบบนี้เช่นกัน ไม่คิดว่าโรงงานของลี่หรงจะดีขนาดนี้ เดินดูรอบ ๆ โรงงานแล้ว มุมปากก็ยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เมื่อกลับมาที่ห้องทำงาน จางเฟิ่งหลานเป็นฝ่ายเริ่มพูดก่อน “ฉันอยากสั่งสินค้าจากพวกคุณ นอกจากชุดที่ฉันเห็นเมื่อวานแล้ว มีแบบใหม่อีกไหมคะ?”
ลี่หรงส่ายหัวด้วยรอยยิ้ม “ตอนนี้ยังไม่มีค่ะ อีกสักพักจะมีแบบใหม่ออกมา ถ้าคุณจางสนใจ พอออกมาแล้ว พวกเราจะรีบแจ้งให้คุณทราบทันทีนะคะ”
จางเฟิ่งหลานรู้สึกเสียดายนิดหน่อย สักพักจึงนึกถึงเรื่องการสั่งสินค้า เธอพูดว่า “ฉันจะสั่งแบบละสามร้อยชิ้น คุณจะส่งสินค้าให้ฉันได้เมื่อไหร่คะ?”
ลี่หรงให้กำหนดเวลาไป ส่วนเรื่องคิดเงินนั้น สวีจิ้งตานเป็นคนรับมือ
คำสั่งซื้อแรกคิดเป็นเงินมากกว่าหกพันหยวน
สวีจิ้งตานตาร้อนผ่าว ยืนยันกับจางเฟิ่งหลานอีกครั้งก่อนจะทำสัญญาออกมา
เรื่องเสร็จสิ้นก็ใกล้ถึงเวลาอาหารกลางวันพอดี โรงงานของลี่หรงจัดอาหารกลางวันให้ด้วย จึงเชิญจางเฟิ่งหลานอยู่กินข้าวด้วยกัน
ตอนแรกจางเฟิ่งหลานไม่ค่อยอยากอยู่กินเท่าไหร่ เพราะเมื่อไม่กี่ปีก่อน เธอก็เคยเข้าโรงงานเป็นคนงาน โรงงานบางแห่งไม่มีข้าวให้กิน บางแห่งก็ไม่ค่อยมีสารอาหาร เป็นผักล้วน ๆ ทั้งจานโรยเนื้อสับนิดหน่อย น้ำมันยังน้อยกว่าน้ำล้างหมูอีก
แต่ลี่หรงกับคนอื่น ๆ ดูกระตือรือร้นมาก อีกทั้งเพิ่งตกลงความร่วมมือกันไป เธอจึงอยู่ต่อ
ที่นี่ไม่มีที่ว่างเหลือเฟือสำหรับทำโรงอาหาร มีห้องหนึ่งสำหรับทำอาหาร ข้าง ๆ แบ่งพื้นที่ไว้สำหรับแจกจ่าย ที่นั่งมีแค่สองชุด ปกติคนงานจะนั่งบนเก้าอี้เตี้ย ๆ ใต้ชายคาด้านนอก หรือนั่งบนขั้นบันไดโดยรองด้วยผ้าขาด
โรงงานเสื้อผ้า มักจะมีผ้าขาดเยอะมาก ลี่หรงจึงบอกว่าพวกเขาใช้ได้
ยังไงก็ห้ามเอาอาหารกลับไปกินในโรงงาน เพราะจะทำให้มีกลิ่น ถ้ามีคนไม่ล้างกล่องข้าวแล้วไม่เอากลับไปแล้วทิ้งไว้ในโรงงานข้ามคืน ยิ่งจะดึงดูดหนูและแมลงสาบได้ง่าย
ลี่หรงไม่ใช่ไม่เคยคิดจะสร้างโรงอาหารให้ใหญ่ขึ้น แต่ตอนนี้เน้นการผลิตก่อน ส่วนเรื่องอื่น ๆ ค่อย ๆ ทำไป
เมื่อลี่หรงและคนอื่น ๆ มาถึงโรงอาหาร คนงานในโรงงานยังไม่ถึงเวลาเลิกงานจึงมีคนไม่มากนัก
ในครัวมีคนทำอาหารเพียงสามคน หนึ่งเป็นหัวหน้าพ่อครัว อีกสองคนเป็นผู้หญิงที่มีฝีมือคล่องแคล่ว
พวกเขากำลังยกอาหารที่ทำเสร็จแล้วไปวางไว้ในช่องแบ่ง
หม้อใบใหญ่ ข้างในเป็นอาหารที่ทำเสร็จแล้ว
จางเฟิ่งหลานคิดว่าตัวเองจะได้เห็นอาหารที่ไม่มีน้ำมัน แต่ไม่คิดว่าจะมีไก่ผัดแครอทหม้อใหญ่ ที่สามารถเห็นเนื้อไก่ เนื้อหมูผัดเห็ดหูหนูและขึ้นฉ่าย สุดท้ายยังยกผักผัดออกมาอีกหม้อ!
น้ำมันนี่มากพอดูเลยทีเดียว!
แค่มองก็เจริญอาหารแล้ว
คนทำอาหารมีผู้หญิงคนหนึ่งแซ่หยวน เธอเห็นลี่หรงและคนอื่น ๆ มา จึงยิ้มเรียกว่า “คุณลี่ คุณสวี พวกคุณมากินข้าวหรือคะ?”
ไม่เห็นพวกเขาเอาปิ่นโตมาเอง อีกทั้งข้าง ๆ ยังมีคนแปลกหน้าตามมาด้วย
หยวนเหมยรู้ว่าวันนี้พวกเขาจะเลี้ยงคนนอก จึงไม่ถามว่าทำไมไม่ใช้ปิ่นโตของตัวเอง เธอเข้าไปข้างในหยิบชามข้าวเคลือบขนาดใหญ่สามใบให้ลี่หรงและคนอื่น ๆ ให้พวกเขาตักข้าวเอง แล้วยังเตรียมชามเล็กไว้ให้ด้วย
จางเฟิ่งหลานเพิ่งรู้ว่ายังมีซุปอีกด้วย!
วันนี้เป็นซุปกระดูกอ่อนตุ๋นสาหร่ายทะเลหม้อใหญ่ ถึงแม้จะไม่เห็นกระดูกอ่อนมากนัก แต่ก็กินรู้รส
ลี่หรงและคนอื่น ๆ ปฏิบัติต่อคนงานค่อนข้างดีทีเดียว
พวกเขากินเสร็จแล้ว คนงานเพิ่งเลิกงาน ต่างคนต่างถือปิ่นโตของตัวเองวิ่งเข้ามาเข้าแถวตักอาหาร
ตอนแรกลี่หรงและสวีจิ้งตานก็มีกล่องข้าวของตัวเองเหมือนกัน แต่เมื่อมีแขกมาและต้องเลี้ยงข้าวแขก พวกเธอจึงไม่ใช้กล่องข้าวของตัวเอง
แน่นอนว่าต้องใช้กล่องข้าวเหมือนกับแขก ถ้าให้แขกใช้กล่องข้าวของโรงอาหาร แล้วตัวเองใช้กล่องข้าวที่เอามาเอง แขกจะคิดอย่างไร?
หลังจากส่งจางเฟิ่งหลานกลับไปแล้ว ลี่หรงและคนอื่น ๆ ก็กลับไปที่ห้องทำงานเพื่อเตรียมงีบหลับสักครู่
ไม่คิดว่าจะต้องรับแขกคนหนึ่ง ต้องใช้เวลาทั้งเช้าเลย
ดีที่อีกฝ่ายสั่งซื้อสินค้า และยังเป็นคำสั่งซื้อที่ไม่เล็กเลย
วันนี้จางเฟิ่งหลานให้เงินมัดจำมาแค่ไม่กี่ร้อยหยวนที่เหลือจะจ่ายเมื่อส่งสินค้า
ตอนบ่ายลี่หรงยุ่งอยู่กับการออกแบบเสื้อผ้าใหม่ หรือไม่ก็ครุ่นคิดเรื่องการผลิต
สวีจิ้งตานก็ไม่ได้ว่างเหมือนกัน
เธอคลุกคลีอยู่ในวงการเสื้อผ้าที่เมืองหยางมาหลายปี มือของเธอย่อมมีเส้นสายอยู่แล้ว ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าปลีกที่สะสมมาเพื่อขายส่งให้เธอ และยังมีพ่อค้าส่งบางส่วนด้วย ซึ่งก็คือเพื่อนร่วมอาชีพเก่าของเธอนั่นเอง
สวีจิ้งตานโทรหาทุกคนที่มีข้อมูลการติดต่อ บอกเรื่องโรงงานเสื้อผ้าของเธอ และบอกให้พวกเขามาดูได้ถ้าต้องการ
แต่คนพวกนั้นไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นเพื่อนสนิทกันหรอก
บางคนเห็นว่าสวีจิ้งตานเปิดโรงงานเสื้อผ้าจริง ๆ ก็รู้สึกอยากรู้อยากเห็นและถามมากขึ้น บางคนก็ไม่ค่อยพอใจ ถามมากก็เพื่อจะดูว่าคนอื่นทำได้ดีหรือไม่ จะได้ดูเรื่องสนุก ๆ…
ลูกค้าเก่าของสวีจิ้งตานคือเจ้าของร้านขายปลีกเหล่านั้น เมื่อวานนี้บอกว่าจะพาลี่หรงไปด้วย ตอนนี้เธอติดต่อพ่อค้าส่งที่เธอรู้จักไปรอบหนึ่ง แล้วจึงไปเคาะประตูห้องของลี่หรง