ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 305 แบบเดียวกัน
บทที่ 305 แบบเดียวกัน
ราวกับกลโกง โรงงานบลูโอเชี่ยนแฟชั่น หรือหลานไห่จื้อจวงเปิดมายังไม่ถึงหนึ่งปี ก็ดังไปทั่ววงการเสื้อผ้าในเมืองหยาง ใคร ๆ ก็รู้จักแบรนด์เสื้อผ้าใหม่ในนาม หลานไห่ เมืองหยาง
เจ้าของโรงงานเซิ่งซื่อจื้อจวงติดต่อลี่หรง โดยเสนอเงินเดือนหนึ่งพันหยวนให้เธอ อยากจะดึงตัว ลี่หรงไปร่วมงานด้วย
ลี่หรงหัวเราะ “ตอนที่คุณโทรมาหาฉัน คุณไม่ได้ตรวจสอบหรอกหรือว่าใครเป็นผู้ก่อตั้งหลานไห่?”
ไม่นานสายก็ตัดไป
เรื่องนี้ลี่หรงไม่ได้บอกสวีจิ้งตานอยู่แล้ว ยังไงเธอก็ไม่ไปอยู่ดี
ตอนนี้สวีจิ้งตานยุ่งมาก ต้องหาบัณฑิตจบใหม่มาเป็นเสมียน อย่างเช่น ทำบัญชี เรื่องเกี่ยวกับการเงิน การจัดซื้ออะไรพวกนี้ เพราะเธอไม่สามารถทำงานกับลี่หรงสองคนตลอดไปได้
ไม่อย่างนั้น พอหาเงินได้แล้ว ทั้งคู่คงเหนื่อยตายจะมีเวลาไหนไปใช้เงินล่ะ?
เงื่อนไขการรับสมัครของหลานไห่จื้อจวงไม่ต่ำ ต้องจบอย่างน้อยอนุปริญญาขึ้นไปหรือจบมัธยมปลาย
วุฒิการศึกษานี้ถือว่าสูงแล้วในยุคนี้ คนที่จบมัธยมต้นยังไปเป็นครูสอนพิเศษในโรงเรียนประถมได้เลย
เพราะลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ คนที่มาสมัครเยอะกว่าที่คิดไว้ อีกเหตุผลหนึ่งคือหลานไห่จื้อจวงให้เงินเดือนสูงกว่าที่อื่นด้วย
สินค้าออกอีกชุดหนึ่ง รายรับรายจ่ายของโรงงานดูดีมาก ลี่หรงและสวีจิ้งตานรู้สึกดีใจมาก
จ้าวเหวินหลินก็ดีใจที่ตอนแรกปล่อยกู้ให้ลี่หรง
ถึงแม้หลานไห่จื้อจวงยังไม่ได้คืนเงินกู้สามแสนหยวน แต่บัญชีของหลานไห่จื้อจวงเปิดไว้ที่ธนาคารของพวกเขา เพียงแค่ครึ่งปีเศษ รายรับรายจ่ายต่าง ๆ ของหลานไห่จื้อจวงอยู่ที่ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ ภายในครึ่งปีก็มีเงินหมุนเวียนหลายล้าน ทั้งยังมีเงินฝากอีกด้วย ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป พอถึงสิ้นปีคงได้หลายสิบล้านแน่ ๆ
มือของจ้าวเหวินหลินที่กำลังคิดเลขอยู่สั่นเทา ต้องรู้ว่าสาขาของพวกเขาสร้างเสร็จปลายปีที่แล้ว เพิ่งเปิดใช้งานต้นปีนี้ เมื่อถึงสิ้นปีและมีการประชุม จ้าวเหวินหลินจะสามารถเชิดหน้าด้วยความภาคภูมิใจกับยอดเงินฝากและเงินออมนี้อย่างแน่นอน!
ตอนที่สาขาเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ๆ มีหลายคนที่ไม่อยากมาเป็นผู้จัดการธนาคาร เพราะบริเวณใกล้เคียงมีธนาคารประเภทเดียวกันอยู่แล้ว และที่ตั้งของสาขานี้ไม่ค่อยดีนัก รอบ ๆ เป็นบ้านชั้นเดียวเล็ก ๆ และผู้อยู่อาศัยที่กระจัดกระจาย ห่างไกลจากถนนสายหลัก จึงยากที่จะดึงดูดคน
แรกเริ่มลี่หรงไม่ได้ติดต่อจ้าวเหวินหลิน แต่พนักงานของธนาคารนั้นทำให้รู้สึกไม่สบายใจ ลี่หรงจึงมาที่นี่
แน่นอนว่าจ้าวเหวินหลินไม่รู้เรื่องพวกนี้ เขากำลังคิดถึงตอนที่จะได้รับคำชมเชยในอนาคต
เนื่องจากการขยายโรงงานและจ้างพนักงานใหม่จำนวนมาก ขนาดของหลานไห่จื้อจวงจึงใหญ่กว่าตอนเริ่มแรกมาก ลี่หรงและสวีจิ้งตานจึงได้พักผ่อนเล็กน้อยเป็นเวลาไม่กี่วัน
ซ่งอี้เฉิงชวนสวีจิ้งตานไป ‘ผู’ ด้วยกัน
‘ผู’ เป็นคำที่ชาวเมืองหยางชอบเรียก คือการออกไปเที่ยวเล่นตอนกลางคืนหลังเลิกงาน ซึ่งหมายความว่าการไปสถานบันเทิงในยามค่ำคืนด้วยกันนั่งเอง
ส่วนใหญ่จะมีร้านน้ำชาเพลงและดิสโก้
ร้านน้ำชาเพลงเริ่มแรกเป็นการให้ความบันเทิงแก่พ่อค้าชาวต่างชาติในงานแสดงสินค้ากว่างโจวในสมัยนั้น
แต่ถูกทำให้กลายเป็นธุรกิจอย่างรวดเร็ว ทำให้ประชาชนทั่วไปก็สามารถไปร้านน้ำชาได้ ถือเป็นกระแสนิยมในปัจจุบัน การไปเที่ยวเล่นร้านน้ำชา ฟังดูแล้วทำให้รู้สึกหรูหราและทันสมัย
ส่วนห้องเต้นรำ ลี่หรงไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ครั้งนี้ซ่งอี้เฉิงนัดไปที่ร้านน้ำชาเพลง
ที่โรงแรมตงฟางเป็นร้านน้ำชาเพลงแห่งแรกและมีระดับสูงกว่า เพราะแต่เดิมมีไว้บริการพ่อค้าต่างชาติโดยเฉพาะ ไม่ใช่ทุกคนจะมาได้ ส่วนราคาก็สูงกว่าเล็กน้อย
การนัดพบกันที่นี่เหมาะสมกับสถานะของซ่งอี้เฉิง อย่างไรเสียเขาก็เป็นรองผู้อำนวยการ
สวีจิ้งตานลังเลว่าจะไปดีหรือไม่ แต่ลี่หรงได้รับสัญญาณจากซ่งอี้เฉิง เธอจึงออดอ้อนกับสวีจิ้งตานอย่างซุกซนว่า “น้าตาน ฉันไม่เคยไปเลยนะ เราลองไปดูกันไหมคะ?”
สวีจิ้งตานมองลี่หรงด้วยหางตา ในที่สุดเธอก็พยักหน้า
ลี่หรงไม่ได้ยินดีช่วยจับคู่ให้ใครง่าย ๆ ที่เธอยินดีช่วยซ่งอี้เฉิง ส่วนใหญ่เป็นเพราะเธอคิดว่าเขาเป็นคนดีจริง ๆ อายุราวสามสิบต้น ๆ ได้ยินว่าเขาอ่อนกว่าสวีจิ้งตานสามปี
แต่เขาเป็นคนดี มั่นคง ซื่อตรง อย่างน้อยเขาก็ใส่ใจเรื่องของสวีจิ้งตานมาก และช่วยเหลือโดยไม่หวังผลตอบแทน
ซ่งอี้เฉิงหน้าตาดี อายุสามสิบกว่า ตอนแรกลี่หรงคิดว่าเขาเคยแต่งงานมาก่อน ภายหลังได้ฟังจากโจวผิง ลี่หรงจึงรู้ว่า ตอนที่ซ่งอี้เฉิงเริ่มจีบสวีจิ้งตาน เขายังไม่ได้อยู่ในตำแหน่งนี้ เขาต้องดิ้นรนในวงการข้าราชการเจ็ดแปดปี กว่าจะไต่เต้าขึ้นมาถึงตำแหน่งนี้ได้ ในขณะเดียวกันก็จีบสวีจิ้งตานมาเจ็ดแปดปีแล้ว
ลี่หรงตกใจมากเมื่อได้ยินเรื่องนี้
โจวผิงยังบอกอีกว่า แต่ก่อนมีผู้ชายจีบสวีจิ้งตานเยอะมาก แต่ตอนนี้พวกเขาแทบจะแต่งงานมีลูกกันหมดแล้ว มีแต่ซ่งอี้เฉิงที่ยังคงยืนหยัดจีบเธออยู่
ต้องบอกว่า ซ่งอี้เฉิงรักสวีจิ้งตานมากจริง ๆ
อีกอย่าง หลายปีมานี้ ด้วยหน้าตาและตำแหน่งของเขา น่าจะมีสาว ๆ เข้าหาไม่น้อย แต่เขากลับมัวแต่ตามจีบสวีจิ้งตาน ไม่กลัวเหรอว่าสุดท้ายจะไม่ได้ผล
นี่คงเป็นพระรองในนิยายที่รักสินะ!
แต่จากที่ลี่หรงสังเกต สวีจิ้งตานไม่ใช่ว่าไม่มีใจให้เขาเลยสักนิด
ลี่หรงอยู่กับสวีจิ้งตานนานพอ เธอหวังจากใจจริงว่าอีกฝ่ายจะได้แต่งงาน มีชีวิตที่มั่นคง แม้แต่ในโลกอนาคต การไม่แต่งงานทั้งชีวิตยังเป็นเรื่องยาก ในยุคสมัยนี้ไม่รู้ว่าจะโดนวิพากษ์วิจารณ์มากแค่ไหน
อีกอย่าง ลี่หรงเองก็แต่งงานอย่างมีความสุข เธอจึงอยากให้สวีจิ้งตานได้พบความสุขจากการแต่งงานบ้าง
ต่อหน้าสวีจิ้งตาน ลี่หรงคงไม่พูดตรง ๆ แต่ถ้าซ่งอี้เฉิงต้องการความช่วยเหลือ ลี่หรงก็ยินดีอย่างยิ่งที่จะช่วย
ซ่งอี้เฉิงตั้งใจจะมารับคน แต่สวีจิ้งตานมีรถ จึงได้แต่นัดเวลาเจอกัน
ก่อนออกจากบ้านต้องแต่งตัวให้ดี เพราะนี่คือการไปเที่ยวเชียวนะ!
ลี่หรงมาถึงเมืองหยางแล้ว แม้ยังไม่ได้เดินเที่ยวอย่างละเอียด แต่ก็รู้ว่าคนที่จะไปเที่ยวต้องแต่งตัวสักหน่อย
ตอนที่ลี่หรงอยู่ในร้านเสื้อผ้าสำเร็จรูปก่อนหน้านี้ เธอได้สังเกตว่าผู้หญิงที่นี่แต่งตัวเก่งมาก สวมที่คาดผม ผมลอน ปากแดงเข้ม ไม่ต้องพูดถึงความทันสมัยเลย!
แต่ผมของเธอตรงมาตลอด และเธอก็ไม่มีที่ม้วนผม ลี่หรงจึงได้แต่รวบผมหางม้าต่ำ ด้านหน้าเป็นหน้าม้าแสกกลาง ทำให้ใบหน้าดูเล็กลง
เสื้อผ้าที่เธอใส่ล้วนเป็นเสื้อผ้าที่เธอนำมาจากเมืองหลวงเอง ตั้งแต่มาถึงเมืองหยาง เธอยังไม่ได้ตัดเย็บเสื้อผ้าเอง โชคดีที่เสื้อผ้ายังพอใส่
เธอเปลี่ยนมาใส่ชุดกี่เพ้าสีเหลืองอ่อน ในยุคที่เสื้อผ้าสไตล์ฮ่องกงกำลังเป็นที่นิยม
สวีจิ้งตานใส่สูทสีแดงเข้มทรงหลวม ด้านในสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ด้านล่างเป็นกางเกงยีนส์ขากว้าง เป็นชุดสไตล์ฮ่องกงเช่นกัน
จุดสำคัญคือชุดนี้เป็นงานออกแบบใหม่ในฤดูใบไม้ร่วงของหลานไห่จื้อจวง
ถึงจะเรียกว่าเป็นคอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง แต่จริง ๆ แล้วยังไม่ได้วางจำหน่ายในตลาด แต่โรงงานก็เริ่มผลิตแล้ว สวีจิ้งตานชอบ เลยเอามาใส่
ชุดนี้เข้ากับบุคลิกของสวีจิ้งตาน จริง ๆ เลย ถือว่าเป็นสาวเท่โดยแท้!
ประกอบกับผมลอนใหญ่และปากแดง…
ดูเท่มากจริง ๆ!
ลี่หรงคิดแล้วคิดอีก “ช่างเถอะ ฉันไม่ใส่กี่เพ้าแล้ว ฉันจะใส่ชุดเดียวกับน้าตาน!”
ลี่หรงเปลี่ยนเป็นสูทสีน้ำเงินแบบเดียวกัน แต่ด้านล่างเปลี่ยนเป็นกระโปรงยีนส์ที่ดูหรูหรา
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
VKKUTIPM