ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 315 ล่มสลาย
บทที่ 315 ล่มสลาย
ลี่หรงคิดว่าเรื่องนี้คงไม่ง่ายดายนัก “ต้องมีคนอยู่เบื้องหลังเขาแน่ ๆ ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ทำเรื่องที่ไม่ได้กำไรอย่างการขว้างไข่เน่าแบบนี้หรอกค่ะ…”
“ลองถามก่อนสิ! นี่อะไรกัน!”
อูตงหรานพอเห็นลี่หรงก็เริ่มตะโกน “แม่ง! ยัยผู้หญิงบ้า! แกทำให้ฉันเดือดร้อน!”
“เงียบหน่อย!” ตำรวจแค่นเสียงด้วยความโมโห เขาเป็นคนไปไกล่เกลี่ยเมื่อวานนี้ รู้คร่าว ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่คิดว่าคนคนนี้จะกล้าเอาไข่เน่าไปขว้างประตูโรงงานหลานไห่แบบนี้
ถึงแม้ไข่เน่าจะทำความสะอาดได้ แต่กลิ่นคงไม่หายไปเร็ว ๆ นี้แน่ และการกระทำแบบนี้มันน่ารังเกียจมาก!
ขนาดอยู่ในสถานีตำรวจ เขายังกล้าพูดจาแบบนี้ คาดว่าคงเป็นคนไม่ดีสักเท่าไหร่
ตำรวจคนนี้เกลียดพวกเลวที่รังแกผู้หญิงเป็นที่สุด หลังจากเขาตักเตือนแล้ว อูตงหรานก็ไม่กล้าด่าต่อ
สวีจิ้งตานมองอูตงหรานอย่างรังเกียจ จากนั้นก็ยิ้มให้ตำรวจที่รับผิดชอบคดี “ขอโทษนะคะ เรื่องนี้ต้องรบกวนคุณตำรวจแล้ว พวกอันธพาลแบบนี้ควรได้รับการลงโทษเสียบ้าง!”
ตำรวจคนนั้นพยักหน้า “หน้าที่ของเราคือการรับใช้ประชาชน แต่อาจจะรับมือยากหน่อย เพราะถึงแม้จะจับได้ว่าเขาเป็นคนขว้างไข่ แต่เรื่องนี้ไม่ถือว่าเป็นอาชญากรรม… อย่างมากก็แค่ตกลงจ่ายเงินชดเชยเท่านั้น”
ลี่หรงพูดต่อ “ได้ค่ะ งั้นก็ชดใช้ค่าเสียหายของเราในสองวันนี้เป็นเงินหนึ่งพันหยวน…”
“แกจะปล้นกันเหรอ!” พอได้ยินว่าต้องจ่ายเงิน อูตงหรานก็โมโห เขาขว้างไข่ยังไม่ได้เงินถึงหนึ่งพันหยวนเลย!
ลี่หรงยิ้ม “ฉันไม่เหมือนนายที่ไปปล้นเงินคนอื่น” เธอหันไปถาม “พวกเรายินดีเจรจา แต่ถ้าเขาไม่ยอมจ่ายเงินล่ะคะ?”
“เราจะติดต่อครอบครัวเขา ถ้าไม่จ่ายเงินก็ให้เขาอยู่ที่นี่ไปก่อน…”
“ขอบคุณมากคุณตำรวจมากเลยค่ะ”
ก่อนจะกลับ ลี่หรงเดินไปหน้าอูตงหราน “ใครเป็นคนสั่งให้นายทำแบบนี้?”
“อะไร? ใครสั่ง? ฉันไม่เข้าใจว่าเธอพูดอะไร ฉันแค่ทนเห็นท่าทางต่ำต้อยของเธอไม่ได้ คิดว่าเปิดโรงงานแล้วจะอยู่เหนือคนอื่นเหรอ…”
ลี่หรงมองเขาด้วยสายตาเย็นชา “คุณยังไม่เคยเห็นหรอกว่าอะไรเรียกว่าอยู่เหนือคนอื่น ถ้าคุณสารภาพออกมาค่าชดเชยจะลดลงห้าร้อย”
พูดจบ ลี่หรงก็หันหลังจากไป อูตงหรานไม่กลัวหรอก ถึงให้เขาจ่ายเงินเขาก็ไม่มีจ่าย!
เขาจะอยู่ที่นี่แหละ
ก่อนหน้านี้เขาดื่มเหล้ากับคนอื่นแล้วก่อเรื่อง จับไปอยู่แค่ไม่กี่วันก็ปล่อยออกมาแล้ว เข้าคุกแล้วจะทำอะไรเขาได้?
อูตงหรานใจเย็นมาก เขาไม่ได้ฆ่าคนสักหน่อย แค่ขว้างไข่ไก่ไม่กี่ฟองจะให้เขาติดคุกได้ยังไง?
ความคิดของพวกไร้ยางอายแบบนี้เดาได้ง่าย ลี่หรงไม่ยอมให้เขาสมหวังหรอก เธอบอกกับสวีจิ้งตาน
สวีจิ้งตานพยักหน้า “ได้ พอสว่างแล้วฉันจะโทรหาซ่งอี้เฉิง ให้เขาหาคนจัดการให้หน่อย…”
คืนแรก อูตงหรานนอนหลับสบาย ตื่นมาก็ตะโกน “สหาย อาหารเช้าล่ะ? ผมหิวแล้ว…”
เมื่ออาหารเช้าถูกส่งมา อูตงหรานดีใจจนเกินเหตุ “ผักดองกับโจ๊ก ไม่เลวนี่หว่า…”
สหายที่รับผิดชอบคดีนี้มาถึงสถานีตำรวจแล้วไปถามอูตงหราน “ที่บ้านยังมีใครอีกไหม? ติดต่อคนให้เอาเงินค่าชดเชยมาก็ออกไปได้แล้ว”
อูตงหรานหัวเราะ “ที่บ้านมีแค่ผมคนเดียว ผมไม่มีเงินจริง ๆ เงินทั้งหมดเอาไปซื้อของขาดทุนหมดแล้ว…”
เพราะไม่มีข้อหาอะไร ไม่ใช่นักโทษแรงงาน อูตงหรานจึงอยู่ในห้องขังเดี่ยวไม่ใช่ในคุก ดูเหมือนจะสนุกสนานราวกับว่ามาเที่ยวเล่นอย่างนั้นแหละ
คนในสถานีตำรวจเคยเจอคนแบบนี้มาก่อน สถานีตำรวจควบคุมตัวคนที่ไม่ใช่อาชญากรแบบนี้ไว้ไม่ได้ตลอด คิดว่าเรื่องนี้หลานไห่คงต้องเสียเปรียบแล้วที่เจอไอ้คนไร้ยางอายแบบนี้เข้าให้!
ซ่งอี้เฉิงรับโทรศัพท์จากสวีจิ้งตาน สีหน้าไม่ค่อยดีนัก เขารอให้สวีจิ้งตานพูดจบ ถึงจะพูดอย่างไม่ค่อยพอใจว่า “ตอนดึกดื่นแบบนี้ ออกไปข้างนอกไม่ปลอดภัยเลย ทำไมไม่เรียกผม…”
“ฉันกับเสี่ยวหรงขับรถไปเอง ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก”
เรื่องมันผ่านไปแล้ว ตอนนี้ซ่งอี้เฉิงพูดอะไรก็ไม่มีประโยชน์ แต่เขาสามารถเอาคืนให้กับความไม่สบายใจที่สวีจิ้งตานถูกรังแกได้ เขาพูดว่า “ผมเข้าใจแล้ว เดี๋ยวผมจะจัดการให้…”
ลี่หรงได้ยินดังนั้น จึงพูดขึ้นว่า “ขอบคุณอาซ่งมากเลยค่ะ! อย่าลืมทำให้เขาเจ็บตัวมาก ๆ คนแบบนี้ถ้าไม่เห็นโลงศพก็ไม่มีวันหลั่งน้ำตาหรอกนะคะ!”
คืนนั้นมีผู้ชายหลายคนย้ายเข้ามาในห้องขังที่อูตงหรานอยู่ ได้ยินว่าเพราะห้องขังไม่พอ เลยให้พวกเขามาอยู่ด้วย
อูตงหรานไม่ได้สนใจมากนัก แม้คนพวกนั้นจะดูน่ากลัวมาก แต่น้ำบ่อไม่รุกล้ำแม่น้ำ เขาไม่กังวลเลยสักนิด ยังไงอีกไม่กี่วันเขาก็ออกไปได้แล้ว
ตอนกลางดึก อูตงหรานถูกผ้าห่มอุดปากอย่างกะทันหัน และถูกคนตีเข้าทีหนึ่ง ในตอนแรกเข้ายังร้องตะโกนอยู่ แต่หลังจากนั้นก็สลบไป
พอตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาตะโกนบอกว่าจะเปลี่ยนห้อง บอกว่าเขาถูกตี เจ้าหน้าที่มองเขาแวบหนึ่งแล้วพูดว่า “ไม่มีห้องเหลือแล้ว ถ้าอยากออกไปก็ให้ครอบครัวแก้ปัญหาให้ก่อน…”
อูตงหรานยังพูดเหมือนเดิมว่าอยู่คนเดียวและไม่มีเงินด้วย…
ตอนกลางวันเขานั่งจ้องตากับคนพวกนั้น พอถึงตอนบ่ายคนพวกนั้นก็ถูกพาตัวไป อูตงหรานถอนหายใจโล่งอก หวังว่าพวกเขาจะไม่กลับมาอีก
ไม่คิดว่าพอตกดึกกลับมีคนอีกกลุ่มเข้ามาในห้องของเขา
พวกนี้ดูไม่เหมือนจะเป็นพวกที่จะตีคนตอนกลางดึก แต่อูตงหรานไม่กล้าหลับสนิท ครึ่งหลับครึ่งตื่นพบว่ามีคนยืนอยู่ข้าง ๆ เขา พอลืมตาขึ้นมา พวกนั้นก็ยืนจ้องเขาอยู่ข้าง ๆ
อูตงหรานตกใจ ร้องโวยวาย
ผลที่ได้คือถูกยัดปากด้วยถุงเท้า เสื้อผ้าบนตัวถูกถอดออกทิ้งไว้ที่มุมห้อง
อูตงหรานหนาวจนตัวสั่นทั้งคืน ริมฝีปากเป็นสีม่วงดำ พอรุ่งเช้าพวกนั้นก็ใส่เสื้อผ้าให้เขา พอเขาไปแจ้งความ คนอื่นคิดว่าเขาสติไม่ดี ใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยดี ซ้ำยังมีผ้าห่มด้วยจะหนาวได้ยังไง?
พวกนั้นถูกเปลี่ยนตัวไปอย่างรวดเร็ว แล้วก็มาอีกกลุ่มหนึ่ง อูตงหรานกลัวมาก ไม่รู้ว่ามีการทรมานแบบไหนรออยู่อีก!
คนใหม่ดูน่ากลัวกว่าอีก พอเข้ามาก็จ้องเขาตลอด!
เขาร้องเรียกคนมาอย่างสิ้นหวัง “ผมมีผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ที่บ้าน เธอต้องมีเงินแน่ ๆ เธอขายเสื้อผ้าที่ตลาดกลางคืน ถ้าพวกคุณปล่อยผมไป ผมจะไปเอาเงินมาให้แน่นอน…”
อูตงหรานถูกพาไปที่แผงขายของผู้หญิงในตลาดกลางคืน
อูตงหรานรีบถามผู้หญิงด้วยท่าทีคุกคามว่า “เงินอยู่ไหน? เอามาให้หมด! รีบเอามาหนึ่งพันเร็ว!”
ผู้หญิงคนนั้นไม่มีท่าทีตื่นตระหนก พลางหยิบกล่องกระดาษออกมา “จะมีหนึ่งพันได้ยังไง? เงินก่อนหน้านี้โดนนายกวาดไปหมดแล้ว เหลืออยู่แค่นี้แหละ!”
อูตงหรานนับเหรียญด้วยมือไม้สั่น มีแค่ร้อยกว่าหยวน…
“นังสารเลว เงินอยู่ไหน!” เขายกมือจะตบคน แต่ถูกตำรวจที่พาเขามาห้ามไว้ ตำรวจกล่าวตักเตือนว่า “กล้าดีรังแกผู้หญิงต่อหน้าเลยเหรอ? ทำแบบนี้ต้องถูกจับไปค่ายแรงงาน!”
อูตงหรานยิ้มแหย “ขอผ่อนผันอีกสองสามวันได้ไหม? ผมไม่มีเงินจริง ๆ…”