ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 316 แบ่งเสื้อผ้า
บทที่ 316 แบ่งเสื้อผ้า
ถ้าไม่มีเงินก็กลับไปถูกขังต่อ ใครใช้ให้อูตงหรานมีคนคอยดูแลแบบนี้ล่ะ?
พอกลับมาถึงห้องขัง อูตงหรานเริ่มเหงื่อแตกพลั่ก สมองเต็มไปด้วยความคิดว่ามีคนต้องการทำร้ายเขา ไม่รู้ว่าคืนนี้พวกนั้นจะทำอะไรเขาอีก…
ยิ่งคิดยิ่งตื่นตระหนก อูตงหรานกระโดดขึ้นไปเคาะประตู “สหาย! ผมมีเรื่องจะพูด…”
จนกระทั่งเห็นลี่หรง อูตงหรานถึงได้เหมือนเห็นพระโพธิสัตว์ผู้ช่วยชีวิต พลันถามอย่างตื่นเต้น “คำพูดของคุณเมื่อคราวก่อนยังใช้ได้อยู่ไหม?”
ดูจากท่าทางของอูตงหราน เหมือนคำสั่งของซ่งอี้เฉิงจะได้ผล แค่สองคืนอูตงหรานก็ทนไม่ไหวแล้ว
ลี่หรงแกล้งถาม “ฉันพูดอะไรไว้ครั้งก่อนนะ?”
อูตงหรานกลัวว่าลี่หรงจะไม่รับปาก พลันร้อนใจจนเหงื่อไหล “ครั้งก่อนคุณบอกว่า ถ้าผมยอมสารภาพว่าใครอยู่เบื้องหลัง คุณจะลดห้าร้อยหยวน ใช่…”
ห้าร้อยหยวนที่เหลือ อูตงหรานขอแค่ได้กลับบ้านก็หาออกมาได้แล้ว ที่บ้านยังมีของอีกเยอะ ต่อให้ต้องขายหม้อขายเตา เขาก็ยอม เขาไม่อยากอยู่ในห้องขังนี่แล้ว!
ลี่หรงก้มหน้าลงเล็กน้อย แล้วขัดคำพูดของอูตงหราน “ไม่ต้องพูดแล้ว อีกฝ่ายเป็นชาวต่างชาติใช่ไหม? ฉันรู้แล้วล่ะ ส่วนนายก็อยู่ที่นี่อีกสักพักนะ!”
ลี่หรงนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นช่วงนี้ เหมือนเธอจะไปทำให้คนคนหนึ่งไม่พอใจ พอให้คนไปสืบถึงได้รู้ว่าอูตงหรานเคยไปพบกับชายชาวต่างชาติคนนั้น…
การค้าก็เหมือนสนามรบ ครั้งนี้มีเป้าหมายชัดเจนว่าจะมาลงที่หลานไห่ ตอนแรกลี่หรงยังไม่ค่อยแน่ใจว่าเป็นเพราะเธอไปทำให้ผู้ชายคนนั้นไม่พอใจในวันนั้นหรือเปล่า?
ตอนนี้หลอกอูตงหรานไปสองประโยค เห็นอีกฝ่ายทำหน้าตกใจ ลี่หรงก็รู้ว่าที่เธอเดาไม่น่าจะผิด!
ลี่หรงไม่ให้โอกาสอูตงหราน เธอพูดเบา ๆ ว่า “ไม่ต้องพูดแล้ว วันนี้ฉันมาเพราะอยากบอกนายว่า อยู่ที่นี่ให้ดี ๆ นะ!”
อูตงหรานมองเงาหลังของลี่หรงที่จากไปอย่างงุนงง ก่อนจะถูกความหวาดกลัวอย่างมหาศาลเข้าครอบงำ…
อูตงหรานไม่ใช่อาชญากร สถานีตำรวจย่อมกักตัวเขาไว้ไม่กี่วัน แต่พอเขาออกมาได้ก็รีบหาทางหาเงินหนึ่งพันหยวนมาชดใช้ให้หลานไห่ทันที…
เมื่อจ้าวชิงซงโทรมา ลี่หรงกำลังกินข้าวอยู่ข้างนอกกับสวีจิ้งตานและคนอื่น ๆ
โจวผิงลุกขึ้นยืน เธอพูดสองสามประโยคเกี่ยวกับสถานการณ์ แล้วยกแก้วขึ้น “ปีนี้ไม่ง่ายเลย แต่ยังหาเงินได้มากกว่าปีก่อน ๆ ปีนี้ต้องขอบคุณหลานไห่ด้วย จิ้งตาน เสี่ยวหรง ฉันขอชนแก้วกับพวกคุณหน่อย!”
โจวผิงถือเป็นผู้ใหญ่ของลี่หรง ลี่หรงจึงลุกขึ้นตามและชนแก้วกับเธอ
ระหว่างกินข้าว โจวผิงถามสวีจิ้งตานว่า “ใกล้ปีใหม่แล้ว ปีนี้คุณจะกลับไปฉลองปีใหม่ที่เมืองหลวงอีกหรือเปล่า?”
สวีจิ้งตานและซ่งอี้เฉิงคบหากันมาสักพักแล้ว ถึงแม้ทั้งคู่จะมีอายุแล้ว แต่ดูเหมือนจะไม่รีบจดทะเบียนสมรส
เลยไม่รู้ว่าปีนี้สวีจิ้งตานจะฉลองปีใหม่ที่เมืองหยางหรือจะกลับไปเมืองหลวง
สวีจิ้งตานจิบซุปแล้วพูดว่า “ปีนี้ฉันว่าจะอยู่เมืองหยาง ไปฉลองปีใหม่ที่บ้านตระกูลซ่ง ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ปีหน้าพวกเราจะจดทะเบียนสมรสกัน”
ลี่หรงตกใจเล็กน้อย “เร็วขนาดนั้นเลยเหรอคะ?”
โจวผิงพยักหน้า “เร็วอะไรกัน? อายุขนาดนี้กันแล้ว! พอถึงเวลาแต่งงาน ปีถัดไปก็จะได้อุ้มเด็กแล้ว!”
สวีจิ้งตาน “…ไม่เร็วขนาดนั้นหรอก”
จ้าวชิงซงโทรไม่ติด คิดว่าลี่หรงคงไม่อยู่บ้าน ตอนสี่ทุ่มเขาเลยโทรมาอีกครั้ง
คราวนี้ลี่หรงรับสาย เมื่อจ้าวชิงซงได้ยินเสียงแค่ครั้งเดียวก็รู้ว่าเป็นภรรยา ความหงุดหงิดที่มีอยู่พลันหายไปหมด “ภรรยาครับ…”
ลี่หรงมีแววตาอ่อนโยนขึ้นมา “คุณกลับถึงเมืองหลวงแล้วเหรอคะ?”
“อืม ผมคิดถึงคุณมากเลยนะครับ” จ้าวชิงซงพูดอีกสองสามประโยค ก่อนจะถามว่า “ทำไมคุณยังไม่กลับมาล่ะครับ ไม่ใช่ว่ากลับวันที่ยี่สิบสองเหรอ?”
“เจอปัญหานิดหน่อยน่ะค่ะ”
“มีอะไรเหรอครับ?” จ้าวชิงซงขมวดคิ้ว ถ้ารู้อย่างนี้เขาจะไปเมืองหยางก่อนเลย!
“ตอนนี้จัดการเรียบร้อยแล้วล่ะค่ะ คุณไปถึงตอนไหนเหรอคะ?”
จริง ๆ แล้วเธอยังไม่ได้จัดการให้เรียบร้อยทั้งหมด แค่จัดการเรื่องของอูตงหรานเท่านั้น ส่วนตัวการที่อยู่เบื้องหลังจริง ๆ พวกเธอยังไม่มีเวลาจัดการเพราะยุ่งกับเรื่องโรงงาน
โรงงานที่เมืองหยางตอนนี้ปิดกิจการกลับบ้านไปฉลองปีใหม่กันหมดแล้ว ลี่หรงเลยตัดสินใจว่าจะรอจัดการหลังจากปีใหม่ผ่านไปก่อน
“วันนี้ผมเพิ่งมาถึง ไม่เห็นคุณเลย”
ลี่หรงได้ยินน้ำเสียงน้อยใจนิด ๆ จากคำพูดของจ้าวชิงซง เธอยิ้มแล้วพูดว่า “พรุ่งนี้มีบัตรปันส่วน ถึงเมืองหลวงได้ภายในวันเดียว”
“แม่เหรอครับ? พ่อ…” อันอันเข้ามาใกล้ ๆ แล้วดึงแขนเสื้อของจ้าวชิงซง บอกว่าอยากคุยโทรศัพท์ด้วย
“ไม่ใช่” จ้าวชิงซงตบอันอันเบา ๆ แล้วไล่ให้เด็กน้อยออกไปเล่นอย่างขอไปที
อันอันมองจ้าวชิงซงตาไม่กะพริบ เขารู้สึกว่าต้องเป็นลี่หรงแน่ ๆ แต่พ่อไม่ยอมให้เขาคุย!
เสียงของอันอันดังพอสมควร ลี่หรงได้ยินเลยพูดกับจ้าวชิงซงอย่างไม่มีทางเลือก “ทำไมคุณถึงเป็นแบบนี้ล่ะคะ…”
“อืม พรุ่งนี้ก็ได้เจอกันแล้ว คุณพักผ่อนเร็ว ๆ นะครับ พรุ่งนี้ผมจะไปรับที่สนามบิน”
“พอเลย คุณอยู่บ้านเถอะค่ะ มันไกลเกินไป ฉันบอกให้พี่สามไปรับแล้ว”
เมื่อลี่หรงลงจากเครื่องบิน เธอมองเห็นจ้าวชิงซงอยู่ไกล ๆ ที่ทางออก เธอถือกระเป๋าวิ่งไปหาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “บอกแล้วไงว่าไม่ต้องมา”
จ้าวชิงซงแตะแก้มเธอแล้วจูบเธอแรง ๆ หนึ่งที “ผมจะไม่มาได้ยังไง ผมคิดถึงคุณจะตายอยู่แล้วนะครับ!”
ยังมีคนเดินผ่านไปมารอบข้าง การกระทำของจ้าวชิงซงมันห้าวหาญเกินไป ทำให้คนรอบข้างหันมามองเป็นระยะ ๆ ใบหูของลี่หรงแดงก่ำ “ร้อนใจอะไรนักหนา นี่มันน่าอายมาก…”
“พวกคุณสองคนหวานกันพอหรือยัง? รีบขึ้นรถเร็ว!”
ลี่รุ่ยจือรู้ว่าวันนี้ตัวเองมาต้องกินอาหารหมา แต่ไม่คิดว่าน้องเขยของเขาจะกล้ามากกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก
จ้าวชิงซงรับกล่องจากมือของลี่หรงไป แล้วจับมือของเธอ “ทำไมมือเย็นจัง?”
“อากาศที่เมืองหลวงค่อนข้างหนาวน่ะค่ะ”
เมื่อพาคู่สามีภรรยาไปส่งที่บ้านล้อมลานเสร็จ ลี่รุ่ยจือปฏิเสธคำเชิญให้อยู่กินข้าวของลี่หรง เพราะที่บ้านเขาก็มีภรรยาและลูกรออยู่เหมือนกัน
ลี่หรงเห็นเหอฮวาแล้วตกใจ “เหอฮวาเหรอ? โตขนาดนี้แล้ว! ฉันเอาเสื้อผ้ากลับมาบ้าง คิดว่าเธอน่าจะใส่ได้นะ”
กล่องที่ลี่หรงเอามานั้นไม่มีเสื้อผ้าของตัวเองเลยสักชิ้น ทั้งหมดเป็นเสื้อผ้าผู้หญิงที่เลือกมาจากโรงงาน
เธอรู้ว่าเหอซิ่งมาเมืองหลวง แต่ไม่รู้ว่าเหอฮวาจะมาด้วย แต่เธอเอามามากพอ ยังพอแบ่งได้อยู่บ้าง
เหอฮวาวัยสิบเจ็ดปีดูเป็นสาวแล้ว เธอใส่ยีนส์และเสื้อกันหนาวที่ลี่หรงหยิบให้ กลบความเป็นเด็กสาวชนบทจนเกลี้ยง นอกจากสีผิวออกจะเหลืองไปสักหน่อยก็ดูเหมือนสาวในเมืองเลย
ลี่หรงชมเธอ “สูงเท่าน้าสะใภ้แล้ว สวยจริง ๆ”
เหอฮวาเดิมทีก็กังวลว่าน้าสะใภ้จะจำเธอไม่ได้ และไม่คิดว่าลี่หรงจะเอาเสื้อผ้าใหม่มาให้เธอด้วย สวยจริง ๆ นี่มันกางเกงยีนส์เชียวนะ!
แล้วยังมีเสื้อกันหนาวสีสดใสแบบที่เธอไม่เคยใส่มาก่อน ตัวที่แม่ของเธอถักให้ล้วนเป็นสีเข้มทั้งนั้น เพราะจะได้ไม่เลอะง่าย และแม่ยังบอกอีกว่าต่อไปถ้าเธอโตแล้วก็เอาไว้ให้น้องชายใส่ได้ด้วย