ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 322 ธุรกิจที่มาถึงประตู
บทที่ 322 ธุรกิจที่มาถึงประตู
สำหรับเรื่องที่จะอยู่ที่ไหน จ้าวชิงซงไม่มีความเห็นใด ๆ ขอแค่ได้อยู่กับภรรยาก็พอ
ตลอดทางเขาไม่ได้พูดอะไรมาก พอมาถึงที่แล้วเข้าไปในห้องที่ลี่หรงอาศัยอยู่ แล้วยังมองดูอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนว่าภรรยาของเขาอยู่ที่นี่ปีหนึ่งก็ไม่เลวนัก
ลี่หรงบอกให้เขาวางกระเป๋าเดินทางไว้ตามสบาย รอว่างแล้วค่อยเก็บ
ลี่หรงเป็นคนที่สวีจิ้งตานส่งมาจากเมืองหลวง ซ่งอี้เฉิงมองเธอเหมือนเป็นคนในครอบครัวของสวีจิ้งตานตลอด ตอนนี้คนในครอบครัวกลับมาเมืองหยาง ซ่งอี้เฉิงบอกว่าจะเลี้ยงอาหารเพื่อต้อนรับลี่หรงด้วย
ถึงแม้ซ่งอี้เฉิงจะไม่พูด สวีจิ้งตานก็จะเลี้ยงอยู่แล้ว แต่ความแตกต่างคือซ่งอี้เฉิงอาจจะไปด้วยไม่ได้ แต่ตอนนี้เขาเป็นคนเลี้ยงเลยไปด้วยกันได้
ตามปกติที่โรงแรมตงฟาง พอสามคนไปถึง ซ่งอี้เฉิงก็อยู่ข้างในแล้ว
ผู้ชายคนนี้เวลานัดกับสวีจิ้งตานไม่เคยมาสายเลย
สวีจิ้งตานรู้ว่าสามีของลี่หรงจะมาพัฒนาที่เมืองหยาง แต่ซ่งอี้เฉิงไม่รู้ เขามองไปที่จ้าวชิงซงแล้วถามว่า “คนนี้เป็นใครเหรอครับ?”
ลี่หรงแนะนำพวกเขาให้รู้จักกัน “นี่คือสามีของฉันค่ะ จ้าวชิงซง ส่วนนี่คืออาซ่ง”
จ้าวชิงซงพยักหน้า ยื่นมือออกไป ซ่งอี้เฉิงก็จับมือตอบ “สวัสดีครับ”
ซ่งอี้เฉิงจองห้องส่วนตัวไว้ เขาพาทุกคนนั่งลง อาหารที่สั่งไว้ล่วงหน้าก็ทยอยออกมาเรื่อย ๆ
ลี่หรงและสวีจิ้งตานคุยกันเรื่องเมืองหลวง พอพูดถึงเสิ่นรั่วหนิง ลี่หรงก็ยังหัวเราะ “เธออยากมาเมืองหยางด้วย บอกว่าจะมาทำธุรกิจด้วยกัน”
“พอเถอะ พี่สาวฉันจะยอมให้เธอมาลำบากได้ยังไง? ตั้งแต่เด็กยังไม่เคยล้างชามสักใบเลย จะให้เธอมาทำงานในโรงงานด้วยเหรอ? ยังไม่ทันได้เริ่มคงทนไม่ไหวแล้ว”
จริง ๆ แล้วไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ลี่หรงรู้จักกับเสิ่นรั่วหนิงมานาน อีกฝ่ายถือว่าเป็นคนที่เลี้ยงดูมาอย่างตามใจ แต่ตัวคนไม่ใช่คนขี้อ้อน ไม่อย่างนั้นตอนที่ก่อตั้งฝูหรงในตอนแรก อีกฝ่ายคงไม่ใส่ใจแนะนำลูกค้าให้ลี่หรงขนาดนั้น
ฝั่งผู้ชายก็ไม่ได้เงียบ ผู้ชายทั้งสองคนต่างมีความทะเยอทะยาน คุยกันเรื่องการเมืองหรือเรื่องอาชีพ
เมื่อรู้ว่าจ้าวชิงซงตั้งใจจะอยู่ที่เมืองหยางเพื่อพัฒนาธุรกิจ ซ่งอี้เฉิงจึงถามเขาต่อ “ตั้งใจจะทำอะไรที่เมืองหยางเหรอครับ?”
“เตรียมจะค้าขายผลไม้ครับ”
ซ่งอี้เฉิงพยักหน้า “ไม่เลว ทางใต้มีผลไม้เยอะ ถ้าทำเต็มที่ต้องทำเงินได้แน่นอน ถ้ามีอะไรต้องการก็มาหาผมได้”
จ้าวชิงซงทำธุรกิจผลไม้ คิดไม่ออกว่ามีอะไรต้องการต้องไปหา ซ่งอี้เฉิงคิดว่าอีกฝ่ายแค่พูดตามมารยาท จึงหัวเราะแล้วบอกว่าได้แน่นอน
หลังกินข้าวเสร็จ ซ่งอี้เฉิงตั้งใจจะชวนพวกเขาไปนั่งเล่นที่ห้องน้ำชาชั้นหนึ่ง แต่สวีจิ้งตานบอกว่าพวกเขาเดินทางไกล ไว้ค่อยนัดกันใหม่ดีกว่า
ต่างคนต่างกลับบ้าน
ลี่หรงมองซ่งอี้เฉิงแวบหนึ่ง แล้วถามสวีจิ้งตาน “น้าตาน คืนนี้คุณ…”
ซ่งอี้เฉิงจูงมือสวีจิ้งตานไม่พูดอะไร สวีจิ้งตานลังเลเล็กน้อย
ลี่หรงเข้าใจ จึงพูดว่า “งั้นฉันขับรถคุณกลับไปก่อนนะคะ”
ถ้าเป็นปกติ ปล่อยให้ลี่หรงขับรถกลับคนเดียว สวีจิ้งตานคงไม่วางใจ แต่ตอนนี้มีจ้าวชิงซงอยู่ สวีจิ้งตานจึงไม่กังวลแล้ว เธอยื่นกุญแจให้ลี่หรงแล้วเตือนว่า “ขับรถระวัง ๆ นะ”
พอขึ้นรถแล้ว จ้าวชิงซงก็หัวเราะ “ไม่คิดว่าภรรยาของผมจะขับรถเก๋งเป็นด้วย”
เขารู้ว่าภรรยาของเขาเก่ง แต่ไม่คิดว่าตอนที่เขาเรียนขับรถแทรกเตอร์ ลี่หรงจะขับรถเก๋งเป็นแล้ว แถมยังดูคล่องแคล่วมากด้วย
ลี่หรงมองเขาแวบหนึ่ง “คุณก็ไปเรียนสิ สอบใบขับขี่น่าจะไม่มีปัญหา”
จ้าวชิงซงขาเป๋ แต่ถ้าขับรถปกติน่าจะไม่มีปัญหา ขอแค่สอบใบขับขี่ผ่านก็พอแล้ว
จ้าวชิงซงพยักหน้า เขาเห็นลี่หรงขับรถแล้ว ในใจพลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
ในอนาคตเมื่อทำธุรกิจส่วนตัว การขับรถจะสะดวกกว่า เขาปั่นจักรยานไม่ได้ รถมอเตอร์ไซค์ก็เหยียบเกียร์ไม่ได้ รถยนต์กับรถแทรกเตอร์นั้นใกล้เคียงกัน เขารู้สึกว่ายังพอได้อยู่
“ใช่แล้ว! ลืมบอกคุณไปเลย อาซ่งเป็นคนรักของน้าตาน เขาเป็นรองผู้อำนวยการสำนักงานอุตสาหกรรมและพาณิชย์”
จ้าวชิงซงเลิกคิ้ว “ไม่แปลกใจเลยที่เขาบอกว่าถ้าต้องการอะไรให้ไปหาเขา”
“อืม ต่อไปเวลาคุณทำธุรกิจ แล้วจะขอใบอนุญาตประกอบการอะไรก็ตาม บอกอาซ่งสักคำจะได้อนุมัติเร็วขึ้นหน่อย”
ปลายปีที่แล้วก็บอกว่าจะเพิ่มอุปกรณ์ให้หลานไห่ แต่ลี่หรงไม่ได้กลับมา สวีจิ้งตานต้องคอยดูแลการผลิตของหลานไห่ เลยยังไม่ได้ตัดสินใจ
ลี่หรงยังไม่ได้ไปหาโรงงานผลิตเครื่องจักรทอผ้า เหอไฉซานก็มาหาถึงที่แล้ว
ลี่หรงยังจำเขาได้ เขาเป็นคนขายเครื่องจักร แต่ว่าแผนการเพิ่มอุปกรณ์การผลิตของหลานไห่ มีแค่สวีจิ้งตานกับลี่หรงที่รู้ แล้วเหอไฉซานรู้ได้ยังไง?
ดื่มน้ำชาเสร็จ เหอไฉซานหน้าตาตื่นเต้นบอกกับลี่หรงว่า “โรงเรียนมัธยมในฮ่องกงกำลังหาโรงงานเสื้อผ้าตัดชุดนักเรียนอยู่ ผมนึกถึงหลานไห่ขึ้นมาทันที ไม่รู้ว่าพวกคุณสนใจไหมครับ?”
แน่นอนว่าสนใจสิ!
ลี่หรงเพิ่งคิดไปว่าอีกฝ่ายมาขายเครื่องจักร ไม่คิดว่าจะมาแนะนำธุรกิจให้พวกเธอ
ลี่หรงยังไม่เคยรับงานตัดชุดนักเรียนมาก่อน แต่ชุดนักเรียนเชียวนะ โรงเรียนหนึ่งมีคนตั้งเยอะ ถ้าสามารถรับงานมาได้ก็จะมียอดสั่งจำนวนมากแน่นอน!
หลังจากนั้นน่าจะสามารถจัดหาได้ต่อเนื่องอีกหลายปีใช่ไหม?
อย่างน้อยต้องมีสองชุดสำหรับฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวใช่ไหม?
ถ้าคิดตามมาตรฐานต่ำสุด ชุดฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนชุดละสิบหยวน โรงเรียนมัธยมมีหกชั้นปี แต่ละชั้นปีมีหกห้อง แต่ละห้องคิดเป็นสามสิบคน อย่างน้อยแค่ชุดนักเรียนฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนก็จะได้เงินมากกว่าหนึ่งหมื่นหยวนแล้ว
แต่ว่ามีกี่คนกันนะ?
นี่แหละคือประเด็นสำคัญ ฮ่องกงมีโรงเรียนมัธยมกี่แห่ง ทุกแห่งต้องสั่งชุดนักเรียนหรือไม่?
ลี่หรงคิดมากไปหน่อย ไม่ได้แสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมาเพราะรู้ว่าการทำธุรกิจ ถ้าอยากตื่นเต้นต้องได้ธุรกิจมาอยู่ในมือก่อน
เธอถามเหอไฉซาน “โรงเรียนมัธยมกี่แห่ง ใช้ขั้นตอนของกระทรวงศึกษาธิการหรือฝ่ายสนับสนุนของโรงเรียนเป็นผู้รับผิดชอบคะ?”
เหอไฉซาน “นี่คือระบบทุนนิยม ไม่ได้ใส่ใจรายละเอียดมากนัก ส่วนใหญ่ฝ่ายสนับสนุนของโรงเรียนจะเป็นผู้รับผิดชอบ ผมรู้จักโรงเรียนมัธยมหลายแห่ง คร่าว ๆ ประมาณหลายพันคน”
เขาพูดด้วยสีหน้าตื่นเต้น ทำให้ลี่หรงอยากลงมือจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจของฮ่องกงในยุค 80 เติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ การพัฒนาอุตสาหกรรมหนักค่อนข้างยาก แต่อุตสาหกรรมบันเทิงและอุตสาหกรรมนั้นมีแนวโน้มที่ดี
ชาวแผ่นดินใหญ่ข้ามแม่น้ำไป ส่วนใหญ่ทำงานเกี่ยวกับเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย
ฮ่องกงมีโรงงานเสื้อผ้าในท้องถิ่นอยู่แล้ว รัฐบาลท้องถิ่นจะปล่อยให้หลานไห่ที่เป็นโรงงานจากต่างถิ่นกินคำสั่งซื้อนี้หรือไม่?
แต่ในเมื่อเหอไฉซานมาหาโดยเฉพาะ ความลังเลใจของลี่หรงก็หายไปทันที “คุณเหอ ได้ยินมาว่าอุตสาหกรรมเสื้อผ้าในฮ่องกงก็ไม่เลว คุณคิดว่าหลานไห่ของเรามีโอกาสไหม? หรือว่าคุณมีวิธีอะไรเหรอคะ?”
ประโยคสุดท้ายคือสิ่งที่ลี่หรงสนใจเป็นพิเศษ
ในการทำธุรกิจ สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้ามีเครือข่ายก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ในตลาดการค้ามีช่องทางมากมาย ถ้ามีเครือข่ายทุกอย่างจะสะดวกขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าเหอไฉซานจะมีเครือข่ายที่สามารถรับโครงการชุดนักเรียนนี้ได้ เขาจะช่วยหลานไห่ฟรี ๆ หรือ?
มองเหอไฉซานที่ดูมั่นใจเหมือนมีวิธีอยู่แล้ว ลี่หรงรู้สึกตื่นเต้นตามไปด้วย
เธอจึงโยนเหยื่อล่อออกไปตรง ๆ “ถ้าคุณเหอช่วยหลานไห่เจรจาคำสั่งซื้อนี้ได้ เราจะแบ่งกำไรให้คุณสิบเปอร์เซ็นต์”
กำไรที่ให้นี้เทียบเท่ากับกำไรที่โรงงานเสื้อผ้าให้กับผู้ค้าส่งแล้ว!
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………