ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 337 บ่น
บทที่ 337 บ่น
ต้องรู้ก่อนว่าคุณชายคนนี้ยังไม่เคยขับรถกลางคืนมาก่อน เลยต้องมีคนช่วยดูแล อยู่ข้าง ๆ
เย่เหลยเหนื่อยมาทั้งวัน ตอนนี้ได้พิงเบาะนั่งก็หลับไปแล้ว จ้าวชิงซงยังคงกังวลว่าเขาจะนอนไม่หลับ แต่สุดท้ายกลับพบว่าเขากังวลเกินไปหน่อย
ช่วงครึ่งหลังของค่ำคืน จ้าวชิงซงเป็นคนคอยดูแล พวกเขาจึงขับรถกลับมาที่เมืองหยางอย่างราบรื่น
เมื่อมาถึงเมืองหยางก็ไม่ได้หยุดพัก จ้าวชิงซงได้โทรหาเซี่ยงหงตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว พอพวกเขามาถึงเมืองหยางจึงมีคนมารับผลไม้ทันที
ลิ้นจี่ครึ่งหนึ่งถูกลำเลียงส่งไปยังฮ่องกงด้วยความเร็วสูงสุด
ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง ขนไปที่ตลาดเกษตรท้องถิ่น
ตอนนี้เพิ่งจะหกโมงเช้า ตลาดเต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ค้าผลไม้มารอรับซื้อผลไม้กันแล้ว
“ลิ้นจี่ของผมนี่ ไม่เหมือนใคร!” จ้าวชิงซงโฆษณา
พอเขาส่งเสียงเรียกลูกค้า คนอื่น ๆ ที่รู้ว่ามีลิ้นจี่ก็วิ่งกรูกันเข้ามาถามราคา จ้าวชิงซงจึงบอกไปว่า “ซื้อร้อยจิน ราคาจินละเจ็ดหยวน หากซื้อห้าร้อยจินคิดราคาจินละหกหยวน แต่ถ้าซื้อพันจินคิดราคาจินละห้าหยวนเท่านั้น…”
คนที่เข้ามาซื้อของในตลาดส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าแม่ค้าขายปลีกผลไม้ หรือไม่ก็เจ้าของร้านขายผลไม้ที่จะรับสินค้าไปขายต่อให้กับผู้บริโภคโดยตรง
ผลไม้อย่างลิ้นจี่ แม้จะราคาสูงแค่ไหนก็ขายได้ ขายสามเหรียญคนก็ยังซื้อ
เพราะมันทั้งสดและรสชาติอร่อย!
พวกพ่อค้าแม่ขายนี่หัวไวกันทุกคน บางคนสั่งทีเดียวห้าร้อยจิน บางร้านเล็กหน่อยสั่งร้อยกว่าจิน แถมยังต่อราคาก็มี…
จ้าวชิงซงไม่ได้สนใจอะไรมากมาย แค่ตั้งหน้าตั้งตาขายลิ้นจี่ของเขาไป
ส่วนเย่เหลยยังไม่ได้กินข้าวเช้า พอมาถึงก็ยุ่งจนลืมหิว คว้าลิ้นจี่เข้าปากสองลูกแก้ขัดไปก่อน แล้วลงมือช่วยคิดเงิน
พวกเขายุ่งจนกระทั่งพระอาทิตย์ขึ้น อากาศเริ่มร้อน ส่วนลิ้นจี่ในรถขายเกือบหมดแล้ว
เย่เหลย “ทำไมพี่ไม่ขายทั้งหมดไปล่ะ?”
จ้าวชิงซงส่ายหัว แสดงสีหน้าอ่อนโยนที่สุดเท่าที่เย่เหลยเคยเห็นบนใบหน้าของเขา จากนั้นจ้าวชิงซงกล่าวว่า “ภรรยาผมชอบ ผมจะเก็บไว้ให้เธอสักหน่อย เดี๋ยวนายกับชิวเฉิงหาวก็เอากลับไปให้คนในครอบครัวกันบ้างนะ”
สามคนทานก๋วยเตี๋ยวหลอดที่ใกล้ที่สุด ก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน
เมื่อจ้าวชิงซงกลับถึงบ้าน ลี่หรงก็ออกไปหลานไห่แล้ว เขาจึงอาบน้ำและเข้านอน
เมื่อชิวเฉิงหาวกลับถึงบ้าน ภรรยาของเขากำลังนั่งทำงานฝีมืออยู่ที่บ้าน เขาจึงวางลิ้นจี่ลงแล้วพูดว่า “ที่รัก ผมซื้อลิ้นจี่มาฝาก”
ภรรยาเห็นท่าทางเหนื่อยล้าและมีรอยฟกช้ำบนใบหน้าของชิวเฉิงหาว เธอรู้สึกสงสารจึงรีบลุกขึ้นไปตักน้ำอาบให้เขา “ไปอาบน้ำแล้วนอนพักเถอะค่ะ”
“ผมไม่เป็นไร คุณไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอก”
ทางด้านเย่เหลยที่อุ้มลิ้นจี่หนึ่งถุงกลับบ้าน
ไช่อันฉิงมองดูเย่เหลยที่หน้าตาดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด ไม่คิดว่าออกไปสองวันจะกลับมาด้วยสภาพเช่นนี้ แม้ปากจะบอกว่าไม่สงสารก็คงโกหก แต่เธอรู้ดีว่าควรให้ลูกชายคนเล็กออกไปฝึกฝนเสียบ้าง
เย่เหลยเป็นคนเริ่มพูดก่อน “แม่ครับ ดูนี่สิ พี่เขาซื้อลิ้นจี่มาฝาก ลองกินสิครับ หวานมากเลย”
ลิ้นจี่หวานจริง ๆ ไช่อันฉิงถามเย่เหลยว่า “ไปเอาลิ้นจี่มาจากที่ไหน?”
“กว่างซีครับ ไกลมาก ขับรถตั้งเจ็ดแปดชั่วโมง เหนื่อยแทบแย่”
“ขับรถคนเดียวตลอดทางเลยเหรอ?”
“เปล่าครับ ยังมีพี่หาวด้วย พวกเราผลัดกันขับครับ”
ไช่อันฉิงพยักหน้า
เย่เหลยทำสีหน้าเหมือนจะร้องไห้ บ่นออกมาว่า “แม่ครับ มันเหนื่อยมาก ผมไม่อยากทำแล้ว ยืนตากแดดตั้งนาน ยังต้องแบกลิ้นจี่อีก แขนผมปวดไปหมดแล้ว…”
เขาบ่นกับไช่อันฉิงไม่หยุด แล้วยื่นมือที่มีตุ่มใส ๆ ขึ้นเต็มไปหมดให้ดู เพราะต้องถือของหนักเป็นเวลานาน
ไช่อันฉิงมองดูแล้วพูดว่า “แค่ตุ่มใสเอง…”
“ไม่ใช่แค่เท่านั้นนะครับ!” เย่เหลยตะโกนเสียงดังขึ้นมาอีกหลายระดับราวกับจะระบายความอัดอั้นตันใจทั้งหมดออกมาให้แม่ของเขาได้รับรู้ว่าเขาต้องทนทุกข์ทรมานเพียงใด เขาชี้ไปที่รองเท้าของตัวเอง “แม่ดูสิ ที่รองเท้าผมมีขี้ไก่ด้วย!”
พูดจบเขาก็ถอดรองเท้าออกทันทีแล้วโยนมันไปด้านข้างไกล ๆ “เร็วสิแม่ หารองเท้าใหม่ให้ผมใส่หน่อย อี๋! น่าขยะแขยงจะแย่! ไม่ได้การแล้ว ผมต้องไปอาบน้ำ!”
พูดจบเขาก็รีบลุกขึ้นยืนทันที
เย่เหลยใช้สบู่ถูเท้าอยู่นานสองนาน จากนั้นก็ดมกลิ่นเท้าตัวเองเพราะกลัวว่าจะมีกลิ่นขี้ไก่ติดอยู่ โชคดีที่ไม่มี เขาจึงพอใจขึ้นมาบ้าง
หลังจากอาบน้ำเสร็จเขาก็ไปเกาะแม่ของเขาตื๊อให้เธอไปหาสวีจิ้งตานหรือไม่ก็ลี่หรง เพื่อบอกว่าเขาจะไม่ไปทำงานกับจ้าวชิงซงอีกแล้ว
แค่สองวัน เขายังรู้สึกเหมือนตัวเองแทบจะไม่รอด ถ้ายังฝืนทำต่อไป มีหวังได้ตายแน่!
สรุปคือ งานนี้ใครอยากทำก็ทำไป เขาไม่เอาด้วยหรอก!
แต่เขายังจ้าวชิงซงอยู่บ้าง ไม่กล้าบอกปฏิเสธไปตรง ๆ เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่พอใจแล้วจะตีเขา!
คิดไปคิดมา เรื่องนี้คงต้องให้แม่ของเขาออกหน้าจัดการให้
แต่คราวนี้ไช่อันฉิงกลับไม่ช่วย เธอบอกปัดอย่างไม่ไยดีว่า “ลุงของลูกบอกแม่ว่า ถ้าลูกตกลงเรื่องนี้ไปแล้วจะไม่สามารถขอออกได้ นอกเสียจากว่าเขาจะไม่อยากให้ลูกทำงานต่อเท่านั้น”
“แม่…”
“พอแล้ว ไม่ต้องเรียกแม่เลย ไม่งั้นลูกก็ไปพูดกับเขาเองแล้วกัน ยังไงแม่ก็ไม่พูดให้หรอก ไปละ แม่จะไปทำงานแล้ว”
ไช่อันฉิงพูดจบก็เดินออกไป หยิบลิ้นจี่ติดไม้ติดมือไปด้วยสองสามลูก “ลูกชาย ลิ้นจี่นี่อร่อยจริง ๆ แม่หวังว่าครั้งหน้าจะได้กินผลไม้อร่อย ๆ ที่ลูกเอามาฝากอีกนะ”
เย่เหลยทำหน้าสิ้นหวัง แม่ของเขาไม่สนใจไยดี เดินออกไปดื้อ ๆ เขาจึงทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม ๆ แล้วหลับไปด้วยความเศร้า
เมื่อลี่หรงกลับมาถึงบ้าน เห็นกระเป๋าเป้ของจ้าวชิงซงวางอยู่ เลยรู้ได้ทันทีว่าเขากลับมาแล้ว เธอเดินเข้าไปในห้องนอน พบว่าจ้าวชิงซงกำลังนอนหลับอยู่
เธอเดินเข้าครัวไปตวงข้าวใส่หม้อเตรียมหุงโจ๊ก พอออกมาก็เห็นลิ้นจี่วางอยู่บนโต๊ะหนึ่งถุง ลี่หรงหยิบกินไปหลายลูก ในใจรู้สึกมีความสุขที่สามีไม่ลืมนึกถึงเธอ แล้วซื้อผลไม้ติดไม้ติดมือกลับมาฝาก
ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ที่เมืองหลวง จ้าวชิงซงก็ชอบซื้อผลไม้มาให้ลี่หรงเป็นประจำ
ลี่หรงกินลิ้นจี่ไปได้สักพักก็ลุกไปค้นกระเป๋าเดินทางของจ้าวชิงซง เห็นเสื้อผ้าที่ยังไม่ได้ซักวางอยู่ข้างใน คาดว่าจ้าวชิงซงคงเปลี่ยนเตรียมไว้
ลี่หรงจึงหยิบเสื้อผ้าไปซัก ในถังยังมีเสื้อผ้าอีกชุด คงจะเป็นชุดที่จ้าวชิงซงเปลี่ยนในวันนี้ ลี่หรงจึงซักรวมกันไปทีเดียว ก่อนจะนำไปตาก
ตอนที่จ้าวชิงซงตื่นขึ้นมา ลี่หรงทำอาหารเย็นเสร็จพอดี พอเห็นเขาตื่นจึงเรียกให้ลุกขึ้นมากินข้าว
“ไปถึงกว่างซีแล้วเหรอคะ?”
“ครับ ที่นั่นลิ้นจี่ออกพอดีเลยซื้อมาด้วย พอเอากลับมาถึงก็เอาไปขายที่ตลาดจนหมดแล้ว”
ลี่หรงขมวดคิ้ว “พวกคุณขับรถกลับมากันทั้งคืนเลยเหรอคะ?”
“ครับ ขับไปถึงตลาดขายส่งเลย ขายหมดเร็วมาก คนแย่งกันซื้อเลยละ!”
ลี่หรงไม่ได้รู้สึกแปลกใจเลยที่ลิ้นจี่ขายดี ที่เมืองหยางมีแต่คนรวยเต็มไปหมด ลิ้นจี่เป็นของหายากแบบนี้ ต่อให้ราคาแพงแค่ไหนย่อมมีคนยอมจ่ายอยู่แล้ว
แต่พวกเขาขับรถกลางคืน ทำให้ลี่หรงรู้สึกไม่สบายใจและนึกเป็นห่วงพวกเขานิดหน่อย แต่เธอเข้าใจดีว่า แม้แต่ในยุคปัจจุบันที่มีระบบขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิก็ยังต้องรีบขนส่งลิ้นจี่ออกไปให้เร็วที่สุด ยิ่งในยุคนี้ที่ไม่มีระบบขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิด้วยแล้ว ที่พวกเขาเร่งทำกันทั้งคืนแบบนี้ คงเป็นหนทางเดียวที่ทำได้
จ้าวชิงซงเห็นลี่หรงดูเป็นกังวล จึงถอนหายใจแล้วพูดว่า “ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผู้ชายตัวโต ๆ ตั้งหลายคน จะกลัวอะไรกัน?”
“พวกคุณได้พักกันบ้างไหมคะ เวลาขับรถกลางคืนแบบนี้?”
“พักแล้วครับ พวกผมผลัดกันขับ” จ้าวชิงซงเล่าให้ฟังคร่าว ๆ แล้วบอกกับลี่หรงว่าพวกเขาปลอดภัยดี
ลี่หรงเม้มปาก “แล้วต่อไปก็จะเป็นแบบนี้เหรอคะ?”
“ช่วงนี้อาจจะเป็นแบบนี้ครับ เพราะเป็นฤดูลิ้นจี่ แต่ถ้าเป็นผลไม้อย่างอื่นคงไม่ต้องรีบร้อนขนาดนี้หรอก…”