ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 338 ส่วนแบ่ง
บทที่ 338 ส่วนแบ่ง
ไช่อันฉิงไม่ยอมพูดให้เย่เหลย เย่เหลยเองก็ไม่กล้าไปพูดกับจ้าวชิงซง แต่เขาไม่อยากทำงานหนัก ไหนจะต้องขับรถทั้งคืนแล้วยังต้องแบกของอีก ทำงานงก ๆ หิวจนท้องกิ่ว เขาไม่อยากประสบพบเจอเหตุการณ์แบบนั้นอีกแล้ว
ดังนั้น เขาจึงไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน แล้วตัดสินใจไปหาลี่หรง
ทำไมไม่ไปหาสวีจิ้งตานล่ะ? เพราะเย่เหลยกลัวซ่งอี้เฉิงเหมือนกัน!
ลี่หรงเห็นท่าทางลำบากใจของเย่เหลย เลยเดาได้ว่าเย่เหลยมาหาเธอเรื่องอะไร
เย่เหลยเอามือลูบผ้าที่เข่าตัวเองเบา ๆ แล้วสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะพูดว่า “พี่ลี่หรง พี่จ้าวบอกว่าพรุ่งนี้จะออกเดินทางต่อ แต่ผมมีธุระที่บ้านนิดหน่อยเลยไปด้วยไม่ได้ รบกวนพี่ช่วยบอกพี่จ้าวให้หน่อยได้ไหมครับ?”
ลี่หรงเลิกคิ้ว ไม่พูดอะไร ยกแก้วน้ำชาเคลือบดื่มน้ำอย่างมั่นใจ ไม่คาดคิดว่าเย่เหลยจะอ่อนแอกว่าที่เธอคิดไว้มาก จนต้องมาขอร้องเธอในคราวเดียวเช่นนี้
ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะเปลี่ยนแผนมาทางเธอ หวังว่าจะได้ใช้เธอไปพูดกับจ้าวชิงซงให้
นี่คงจะเป็นการใช้วิธีอ้อม ๆ ใช่ไหม?
ลี่หรงไม่สามารถตอบตกลงเขาได้ จ้าวชิงซงเคยบอกเธอว่า เย่เหลยอาจจะทนไม่ไหว แต่ลี่หรงยังไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ เพราะเย่เหลยเคยทำงานอยู่ที่หลานไห่มาช่วงหนึ่ง
ใครจะคิดว่าเย่เหลยจะมาจริง ๆ?
“ฉันไม่ใช่เจ้านายของนายซะหน่อย ทำไมนายไม่ไปคุยกับเขาเองล่ะ?” ลี่หรงแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจพลางมองเย่เหลย “ตอนแรกนายไปหาเขาเองนี่ ตอนนี้ให้ฉันไปพูดมันคงไม่ค่อยดีเท่าไหร่หรอก”
เย่เหลยกู่ร้องอยู่ในใจ โอ้โห! ทำไมจะไม่ดีล่ะ?
เขาไม่กล้าไปหาจ้าวชิงซงเลยมาหาลี่หรงแทน เพราะถ้าไปคุยกับจ้าวชิงซงตรง ๆ เขากลัวหมัดของจ้าวชิงซงจะพุ่งมาที่หน้าเขามากกว่า!
เห็นเย่เหลยยังทำหน้าราวกับแบกโลกไว้ทั้งใบ ลี่หรงอดขำไม่ได้ “เพิ่งวิ่งเต้นไปรอบเดียวเองนะ ท้อแล้วเหรอ? ฉันได้ยินจ้าวชิงซงบอกว่าค่อนข้างราบรื่นนี่ ทำไมถึงไม่อยากทำต่อล่ะ?”
“ราบรื่นตรงไหนกันครับ ทั้งยังมีคนมาหาเรื่องอีกด้วย” เย่เหลยบ่นงึมงำ
ลี่หรงหรี่ตาลงพลางเอ่ยถามว่า “อะไรนะ?”
เย่เหลยเห็นท่าไม่ดี คาดว่าจ้าวชิงซงคงไม่ได้เล่าเรื่องที่ตัวเองไปมีเรื่องกับคนอื่นให้ฟังแน่ ๆ ดูท่าเขาคงปากพล่อยไปเสียแล้ว…
ไม่รอให้ลี่หรงซักไซ้ เย่เหลยรีบเผ่นแนบออกจากหลานไห่ แล้วรีบตรงไปหาจ้าวชิงซงทันที
จ้าวชิงซงเพิ่งจะคิดเงินเสร็จ เห็นเย่เหลยมาพอดี จึงหยิบเงินค่าจ้างสองร้อยหยวนที่เย่เหลยควรได้ให้เขาไป
ลิ้นจี่เต็มคันรถบรรทุก หนักกว่าห้าพันจิน
ตอนที่รับซื้อมาตกจินละหกเหมา ขายออกไปได้ราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเหมา
ลิ้นจี่ราคาขนาดนี้จัดว่าแพง แต่ยังขายออก หักค่าน้ำมันรถไปกลับ ค่าใช้จ่ายในการรับซื้อและอื่น ๆ แล้ว ยังมีกำไรเกือบห้าพันหยวน
ชิวเฉิงหาวได้ส่วนแบ่งหนึ่งพันเก้าร้อยหยวน เขาถือหุ้นสี่สิบเปอร์เซ็นต์ ผลไม้นี่มันทำเงินได้จริง ๆ! เขาแทบไม่อยากจะเชื่อเลย ก่อนหน้านี้เขาเปิดร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า เฉลี่ยเดือนหนึ่งกำไรพันกว่าหยวน ขายดีที่สุดก็ไม่เกินสามพันหยวน
“ตอนนี้แค่เหนื่อยหน่อยสามวันสองคืน ได้ส่วนแบ่งเกือบสองพันถือว่าคุ้มมาก”
จ้าวชิงซงพูดอย่างใจเย็น “ตอนนี้แค่ช่วงแรกที่ขายได้ราคาดีหน่อย ต่อไปไม่แน่ว่าจะขายได้ราคาแบบนี้อีกรึเปล่า”
ชิวเฉิงหาวไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก ถึงแม้จะไม่ได้กำไรขนาดนั้น แต่อย่างน้อยก็ยังได้กำไรมาบรรเทาความกังวลในใจเขาลงไปได้บ้าง
เย่เหลยถือเงินสองร้อยหยวน คำพูดที่กำลังจะเอ่ยก็กลืนลงคอไป
สองร้อยหยวน… ตอนที่เขาขับรถส่งของให้หลานไห่ เงินเดือนแค่เดือนละห้าหกร้อยหยวนเอง!
ในยุคที่กรรมกรทั่วไปหาเงินได้แค่ไม่กี่สิบหยวน คนขับรถบรรทุกถือเป็นช่างเทคนิคที่สามารถทำเงินได้หลายร้อยต่อเดือน
ความคิดของเย่เหลยและชิวเฉิงห่าวไปในทางเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย เขาสามารถหาเงินได้สองร้อยหยวนจากการวิ่งรถเพียงเที่ยวเดียว ถ้าเขาวิ่งรถสักสิบเที่ยวหรือร้อยเที่ยวล่ะ?
แบบนั้นคงทำเงินได้ถึงสองถึงสามพันหยวนเลยสิ…?
ดวงตาของเขาแดงก่ำ หัวใจเต้นแรง เขาครุ่นคิดอย่างหนักว่าจะไปต่อดีไหม?
เขาเป็นลูกชายคนเล็กของบ้าน ถูกตามใจมาตั้งแต่เด็ก หากเป็นเมื่อก่อน เงินสองพันหยวน เขาคงหยิบจับได้สบาย ๆ
ตอนนี้เย่เหลยต้องออกไปทำงานหาเงินเองแล้ว เขาไม่กล้าเอ่ยปากขอเงินมากนัก ไหน ๆ ไช่อันฉิงก็อยากให้เขาเรียนรู้ที่จะยืนบนขาของตัวเองอยู่แล้ว เงินค่าขนมที่ให้เขาน้อยลงทุกที แล้วพวกพี่ ๆ ที่บ้านยังได้รับคำสั่งจากไช่อันฉิงไม่ให้เงินเย่เหลยเพิ่มด้วย
ดังนั้น ภายนอกเย่เหลยอาจจะดูเป็นคุณชาย แต่จริง ๆ แล้วในกระเป๋าแทบไม่มีเงินติดตัวเลยสักเหรียญ
จ้าวชิงซงขีดเส้นใต้ประโยคสุดท้ายเสร็จแล้วก็เก็บสมุดบัญชี “เมื่อกี้นายบอกว่ามีเรื่องจะคุยกับฉันนะ?”
พอเย่เหลยถูกจ้าวชิงซงจ้อง เขาเลยไม่กล้าพูดแล้ว จึงทำได้แค่พูดตัดบทอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ว่า “ไม่มีอะไรครับ ผมแค่จะมาถามว่าพรุ่งนี้เราจะออกเดินทางกันกี่โมง?”
“พรุ่งนี้…”
เย่เหลยไม่ใช่คนธรรมดา ลี่หรงก็ค่อนข้างใส่ใจเรื่องของเขาอยู่เหมือนกัน
ตกเย็นเมื่อกลับถึงบ้าน ตอนที่ทั้งคู่กำลังคุยกัน ลี่หรงก็บอกเรื่องที่เย่เหลยไปหาเธอที่หลานไห่ “เขาไม่กล้าบอกคุณ เลยวานให้ฉันบอก แต่ฉันไม่ยอมตกลงหรอกนะคะ เขาไม่ให้ป้าไช่มาไกล่เกลี่ย ฉันรู้ว่าป้าไช่อยากให้เขามาที่นี่เอง คงเป็นตัวเขาเองนั่นแหละที่รู้สึกลำบาก เลยอยากถอย… เอ๊ะ! แล้วตกลงเขาไปหาคุณแล้วหรือยังคะ?”
“เขาเข้ามาหาผมแล้วครับ ผมเลยให้เงินเดือนเขาไปสองร้อยหยวน เขายืนถือเงินเงียบไปพักหนึ่ง แล้วถามผมว่า ครั้งหน้าจะออกเดินทางวันไหน?” จ้าวชิงซงหัวเราะออกมา “แต่ดูจากท่าทางแล้ว ผมก็ดูออกอยู่ว่าเจ้าเด็กนั่นคงอยากเผ่นแล้ว…”
เมื่อเย่เหลยไม่คิดจะถอย ลี่หรงเลยไม่พูดอะไรอีกและตั้งใจจะคิดบัญชีกับจ้าวชิงซง
จ้าวชิงซงกำลังคิดจะทำเรื่องสนุก ๆ กับภรรยาอยู่เชียว แต่กลับถูกลี่หรงต้านไว้ เธอทำหน้าบึ้งใส่ เขาไม่ทันได้ตั้งตัวว่าทำไมภรรยาเปลี่ยนสีหน้าเร็วขนาดนี้
ได้ยินเพียงลี่หรงเอ่ยถามขึ้นว่า “ได้ข่าวว่าคุณไปมีเรื่องชกต่อยที่นั่นด้วยจริงหรือคะ?”
จ้าวชิงซงกะพริบตาปฏิเสธ “ไม่มีสักหน่อย ใครบอกคุณครับ ผมไม่ได้เป็นอะไรเลย ดูสิ…”
เขาพูดพลางถอดเสื้อตัวนอกออก แล้วเอื้อมมือไปปลดเข็มขัดกางเกง
ลี่หรงเห็นท่าทางบ่ายเบี่ยงจึงตีไหล่จ้าวชิงซงเบา ๆ แล้วเอ่ยเตือน “ถ้าไม่พูดความจริง คืนนี้ก็อย่าหวังจะได้แตะต้องตัวฉันเลยค่ะ”
แบบนี้ไม่ได้สิ!
จ้าวชิงซงร้อนใจขึ้นมาทันที พรุ่งนี้เขาต้องออกเดินทางแต่เช้า อีกหลายวันกว่าจะกลับ ถ้าไม่ได้กอดภรรยาสักหน่อย เขาจะไปเอาพลังมาจากที่ไหนกัน?
แต่ดูท่าทางของลี่หรงแล้ว ถ้าเขาไม่พูด เธอคงไม่ยอมให้กอดแน่ ๆ
จ้าวชิงซงเกาหัวแล้วยิ้มแห้ง ๆ “ก็แค่พวกหาเรื่องน่ะ พวกเขามาหาเรื่องเพราะราคาที่เรารับซื้อผลไม้สูงกว่าเจ้าอื่น พวกชาวสวนเลยเอามาขายให้เราเยอะ แต่คุณไม่ต้องห่วงหรอกครับ เรื่องเล็กน้อยเอง”
ลี่หรงยังคงทำหน้าบึ้ง “ทำไมคุณไม่บอกฉันคะ?”
“ก็บอกแล้วไงว่าไม่มีอะไร ผมไม่อยากให้คุณต้องกังวลน่ะครับ ว่าแต่ใครเป็นคนบอกคุณครับ?” จ้าวชิงซงคิดไปครู่หนึ่ง “ไอ้เด็กเย่เหลยนั่นเหรอครับ?”
ลี่หรงทำอะไรไม่ถูก ได้แต่จ้องเขม็งไปที่จ้าวชิงซง