ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 339 การพบกันโดยบังเอิญ
บทที่ 339 การพบกันโดยบังเอิญ
ลี่หรงยังต้องทำงาน แม้จะถูกจ้าวชิงซงทำให้ปวดเมื่อยไปทั้งตัว แต่เธอยังต้องลุกขึ้นจากเตียง
จ้าวชิงซงยังไม่ออกไปไหน เธอเลยทำโจ๊กเนื้อสับเป็นอาหารเช้าให้เขา จากนั้นตักใส่ชามวางบนโต๊ะอาหาร แล้วไปหยิบเสื้อผ้ามาเปลี่ยน
สักพัก ลี่หรงจึงออกไปหลานไห่ ส่วนจ้าวชิงซงก็ออกไปข้างนอกด้วย
ช่วงนี้ลิ้นจี่ไม่ได้มีมากมายนัก พอถึงกลางเดือนกรกฎาคม ลิ้นจี่ก็หมดฤดูแล้ว ในเวลาสี่สิบกว่าวัน เฉลี่ยแล้วไปกลับสี่วันต่อครั้ง พวกเขาค้าขายลิ้นจี่ไปได้สิบกว่าเที่ยว
หลังจากจัดการเรื่องทั้งหมดแล้ว จ้าวชิงซงก็ผอมลง ใต้ตาดำคล้ำ แต่พอคิดเงินดูแล้วปรากฏว่าพวกเขาได้กำไรมาสามหมื่นกว่าหยวน
คุ้มค่าเหนื่อยจริง ๆ!
ลี่หรงเอามือลูบใบหน้า “เงินพวกนี้ได้มาด้วยความลำบากนะคะ พักสักสองสามวันดีไหม? พอดีน้าตานกับอาซ่งกำลังจะแต่งงานน่ะค่ะ”
จ้าวชิงซงพยักหน้าตกลงว่าจะพักสิบวัน จากนั้นค่อยไปเก็บลำไย เพราะใกล้จะถึงฤดูลำไยแล้ว ที่จริงประเทศจีนอุดมไปด้วยทรัพยากร มีผลไม้ให้กินตลอดทั้งปี
ทั้งสวีจิ้งตานและซ่งอี้เฉิงต่างไม่ได้คิดว่าตัวเองอายุสามสิบกว่าปีแล้วต้องจดทะเบียนกันก็พอ ไม่ต้องจัดงานแต่งงาน
เพราะหลานไห่เองกำลังวุ่นอยู่กับการเตรียมเสื้อผ้าฤดูใบไม้ร่วง แต่โรงงานเสื้อผ้ามักจะยุ่งตลอดทั้งปี แบบนี้ก็แต่งงานกันไม่ได้น่ะสิ?
ถึงยังไงก็ต้องหาเวลามาจัดงานแต่งงานให้ได้ แต่กว่าจะหาเวลาได้ก็ล่วงเลยมาจนถึงปลายเดือนกรกฎาคมแล้ว
สวีจิ้งตานชอบชุดแต่งงานจีนโบราณที่เสิ่นรั่วหนิงเคยใส่แต่งงานมาก แต่ลี่หรงยุ่งอยู่กับการออกแบบและดูแลการผลิตที่โรงงาน จนไม่มีเวลาไปทำชุดให้ เธอจึงไม่ได้บอกเรื่องนี้กับลี่หรง แต่ไปเช่าชุดแต่งงานสีขาวที่ร้านเช่าชุดแต่งงานในท้องถิ่นแทน
งานแต่งงานของซ่งอี้เฉิงถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ พ่อแม่ของเขามีลูกชายคนเดียว ส่วนไช่อันฉิงเป็นลูกพี่ลูกน้องของเขา
งานแต่งงานจัดที่โรงแรมตงฟาง แค่ค่าเช่าสถานที่ก็แพงมากแล้ว
ญาติฝ่ายแม่ของสวีจิ้งตานคะยั้นคะยอให้เธอแต่งงานมาโดยตลอด ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง พวกเขาไม่สนใจระยะทางอันแสนไกล ต่างรีบร้อนมาที่เมืองหยางทันที
เสิ่นรั่วหนิงพาลูกสาวมาด้วย เสี่ยวเจียรั่วอ้วนจ้ำม่ำ ดวงตากลมโตราวกับผลเชอร์รี่ น่ารักน่าเอ็นดูมาก
ลี่หรงรู้ว่าเสิ่นรั่วหนิงจะมา ตัวเองก็คิดถึงอันอันมากเช่นกัน พอดีเป็นช่วงปิดเทอมฤดูร้อนเลยให้ลี่รุ่ยจือช่วยพาลูกชายของเธอมาด้วย
พออันอันมาถึงเมืองหยาง เขาตื่นเต้นมาก เมื่อเห็นพ่อกับแม่อยู่พร้อมหน้า เขายิ่งดีใจใหญ่
ก่อนถึงวันแต่งงานสวีจิ้งตานต้องยุ่งกับเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับการจัดงาน เรื่องราวมากมายของหลานไห่จึงตกอยู่บนบ่าของลี่หรง
ลี่หรงวุ่นอยู่กับงาน เธอจึงให้จ้าวชิงซงพาอันอันไปก่อน
ลี่หรงมักจะพาอันอันลงไปที่โรงงาน พวกคนงานรู้ว่าเด็กคนนี้เป็นลูกชายของลี่หรง ต่างก็ชอบไปเล่นกับเขา
เสิ่นรั่วหนิงเคยมาที่โรงงานแล้วครั้งหนึ่ง เพราะยังไงเธอก็ถือหุ้นในธุรกิจนี้ด้วย การมาดูสักครั้งจึงเป็นเรื่องที่ควรทำ
เธอไม่เคยเห็นโรงงานอื่น ไม่รู้ว่าขนาดของโรงงานหลานไห่นั้นใหญ่หรือไม่ มีโรงงานสามถึงสี่ที่ มีคนงานมากกว่าสองร้อยคน เธอมองดูแล้วรู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่มาก “ถ้าฉันมาที่นี่ดูเหมือนจะช่วยอะไรไม่ได้เลย”
ลี่หรงกะพริบตา “เหยียบจักรเย็บผ้าเป็นไหมล่ะ?”
“อย่าเลยน่า” เสิ่นรั่วหนิงหัวเราะ “อย่าล้อฉันเลย”
คนของตระกูลสวีบางส่วนพักอยู่ในบ้านหลังเล็ก เช่นเดียวกับลี่หรงและคนอื่น ๆ ส่วนที่เหลือซ่งอี้เฉิงจัดให้ไปพักที่โรงแรม
ซ่งอี้เฉิงนั้นรักใครรักหมด แม้กระทั่งคนรอบข้าง เขาจัดเตรียมทุกอย่างได้อย่างละเอียดลออ ไม่มีใครสามารถจับผิดได้แม้แต่น้อย
ว่ากันตามจริงแล้ว ฝ่ายญาติของสวีจิ้งตานไม่มีใครเคยเจอซ่งอี้เฉิงมาก่อนเลยสักคน
คราวนี้พอได้เห็นการเตรียมงานของเขา ประกอบกับได้รู้ว่าซ่งอี้เฉิงอยู่คนเดียวมาตลอดหลายปี แถมยังเป็นลูกคนเดียวอีก ไม่รู้ว่าเขาต้องแบกรับแรงกดดันมากแค่ไหนกว่าจะถึงวันนี้…
ก่อนวันแต่งงานไม่กี่วัน สวีจิ้งตานย้ายกลับมาอยู่ที่บ้านหลังเล็ก
ซ่งอี้เฉิงนั้นตำแหน่งหน้าที่การงานไม่ธรรมดา แขกที่มาร่วมงานล้วนเป็นคนใหญ่คนโต แต่ลี่หรงไม่ได้เข้าไปนั่งร่วมวงด้วย เธอเลือกที่จะไปนั่งร่วมโต๊ะกับเสิ่นรั่วหนิงและคนอื่น ๆ มากกว่า
หลังจากพิธีแต่งงานช่วงเช้าผ่านไป ช่วงบ่ายเป็นเวลาของการดื่มอวยพรและรับประทานอาหาร
ลี่หรงไม่ดื่ม แต่เป็นเพราะเธอนั่งร่วมโต๊ะกับสวีจิ้งเหอ และคู่บ่าวสาวเดินมาให้เกียรติดื่มอวยพรด้วย ลี่หรงจึงยกแก้วขึ้นเพื่อเป็นการแสดงน้ำใจ
สักพักสวีจิ้งเหอกระซิบถามลี่หรงว่า “คนทางนั้น เธอรู้จักไหม?”
ลี่หรงมองตามไป เป็นกลุ่มคนที่แต่งตัวดีมีระดับ แต่ลี่หรงไม่รู้จัก เธอจึงส่ายหัว “ดูเหมือนจะเป็นพวกข้าราชการรึเปล่าคะ?”
“ใช่” สวีจิ้งเหอกล่าว “นั่นเหมือนจะเป็นเลขาธิการนายกเทศมนตรีเมืองหยางของพวกเธอ”
เธอใช้คำว่าเหมือนจะ แต่จริง ๆ แล้วน้ำเสียงของเธอบ่งบอกถึงความมั่นใจ เพราะอีกฝ่ายเพิ่งชวนเสิ่นหย่วนเทาออกไปข้างนอกเมื่อสองวันก่อน
ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นเลขาธิการพรรคประจำเมือง แต่เสิ่นหย่วนเทาก็เป็นข้าราชการระดับสูงของเมืองหลวง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร เมื่อรู้ว่าเสิ่นหย่วนเทามาที่เมืองหยาง โอวเจิ้งเต๋อเลยเชิญเขาออกมาพบ
การเดินทางมาครั้งนี้ของเสิ่นหย่วนเทาเป็นการเดินทางส่วนตัว แต่เพราะเรื่องของซ่งอี้เฉิง ถ้าเสิ่นหย่วนเทาหาข้ออ้างไม่มาพบ ครั้งหน้าเจอกันในงานแต่งงานคงจะรู้สึกอึดอัดใจแย่
ยิ่งอีกฝ่ายเป็นถึงเลขาธิการพรรคประจำเมืองด้วยแล้ว ยังไงก็ต้องไปพบ ตอนที่เขาไปตามนัด เขายังพาสวีจิ้งเหอไปด้วย ถือว่าเป็นการพบปะกันตามปกติ เพราะแบบนี้ สวีจิ้งเหอถึงจำได้ พอพูดกับลี่หรงก็เพราะอยากรู้ว่าเธอรู้จักหรือเปล่า
ปรากฏว่าลี่หรงไม่รู้จักนายกเทศมนตรี แต่โชคดีที่หยวนฮุยเหวินทำให้ลี่หรงพอมีสัมพันธ์อันดีกับทางเทศบาลอยู่บ้าง เพียงแต่ลี่หรงไม่เคยไปพบโอวเจิ้งเต๋อ และไม่คิดว่าวันนี้จะได้มาเจอที่นี่
เท่าที่หยวนฮุยเหวินบอกโอวเจิ้งเต๋อน่าจะอายุสี่สิบกว่า ๆ ดูยังหนุ่มอยู่ ไม่ได้อ้วนพุงพลุ้ยอย่างที่ลี่หรงจินตนาการไว้
ในใจเธอกำลังคิดว่าจะเข้าไปทักทายดีไหม แต่โอวเจิ้งเต๋อนั่งร่วมโต๊ะกับคนเยอะมาก คาดว่าคงเป็นคนในแวดวงการเมืองทั้งนั้น ลี่หรงเลยล้มเลิกความคิด
ครอบครัวตระกูลสวีมาเมืองหยางครั้งนี้ นอกจากผู้หญิงไม่กี่คนแล้ว ทุกคนต่างมีงานที่ต้องทำ พวกเขาเลยมาร่วมงานแต่งงานและไม่ได้อยู่เที่ยวที่เมืองหยางต่อ
ตอนที่อันอันกลับไปเขารู้สึกอาลัยอาวรณ์มาก กอดลี่หรงอยู่นานสองนานกว่าจะยอมปล่อยมือ
“ผมได้นั่งรถยนต์ที่แม่ขับด้วย เรื่องนี้กลับไปผมจะเล่าให้คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยายฟัง…”
เรื่องอะไรที่คิดได้ อันอันอยากจะพูดออกไปให้หมด
ก่อนหน้านี้ ตอนที่ต้าหนิวสอบเข้ามหาวิทยาลัย จ้าวชิงหยางและเหอซิ่งไม่รู้จะแนะนำยังไง ตัวต้าหนิวเองก็ไม่รู้ว่าจะเข้ามหาวิทยาลัยไหนดี
เธอจึงโทรหาบ้านล้อมลานถามคุณแม่จ้าว จึงได้เบอร์โทรศัพท์ของลี่หรงมา
ตอนนั้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยต้องเลือกคณะก่อนสอบ “จริงสิ ใกล้สอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว เป็นไงบ้าง? จะสมัครเรียนที่ไหนล่ะ?”
เหอซิ่งพูด “ยังไม่รู้เลย แค่อยากจะถามเธอว่า ควรสมัครเรียนที่ไหนดี เพราะพวกเราไม่รู้จะเลือกที่ไหน”
ลี่หรงรู้สึกว่าความคิดของต้าหนิวก็สำคัญ “ต้าหนิวอยากไปเรียนที่เมืองไหนล่ะคะ?”
“เขาไปเที่ยวแค่ไม่กี่เมืองเอง จะรู้ได้ยังไงว่ามีที่ไหนบ้าง?” คงเพราะต้าหนิวอยู่ข้าง ๆ ลี่หรงได้ยินเหอซิ่งถามอะไรบางอย่าง จากนั้นจึงได้ยินต้าหนิวพูดว่า “ผมอยากไปเมืองหลวงครับ”
“อยากไปเรียนที่เมืองหลวงเหรอ?” ลี่หรงนิ่งไปครู่หนึ่ง “เธอคิดว่าตัวเองจะสอบได้คะแนนประมาณเท่าไหร่ล่ะ? งั้นแบบนี้ดีไหม ฉันจะลองถามอาจารย์ที่เมืองหลวงให้ว่าสมัครเรียนที่ไหนดี เธอมีคณะที่สนใจบ้างหรือเปล่า?”