ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 340 แตงโม
บทที่ 340 แตงโม
ถึงลี่หรงจะเรียนจบมหาวิทยาลัยที่เมืองหลวง แถมยังอาศัยอยู่ที่นั่นนานหลายปี แต่ความจริงแล้ว เธอไม่ได้รู้จักมหาวิทยาลัยในเมืองหลวงมากมายนัก
เธอจึงโทรศัพท์ไปถามหยวนฮุยเหวิน
“ต้าหนิวอยากเข้ามหาวิทยาลัยที่เมืองหลวงค่ะ แต่เขายังไม่รู้จะเลือกเรียนคณะอะไร ฉันเลยคิดว่าเรื่องนี้ต้องถามมาอาจารย์ที่อยู่ในแวดวงการศึกษาน่ะค่ะ”
หยวนฮุยเหวินแนะนำให้เรียนที่วิทยาลัยเหล็กกล้าแห่งเมืองหลวง เมื่อรู้ว่าเป็นเด็กผู้ชาย เขาเลยแนะนำสาขาให้เลือกอีกหลายสาขา ทั้งวิทยาการคอมพิวเตอร์ งานโลหะวิทยา รวมถึงสาขาการควบคุมและการขนส่งวัสดุต่าง ๆ
ลี่หรงฟังแล้วรู้สึกไม่ค่อยชอบใจนัก อาจเป็นเพราะในยุคหลังมหาวิทยาลัยที่มีคำว่า ‘วิทยาลัย’ ต่อท้าย มักไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่ดีนัก หรือไม่ก็เป็นเพียงแค่มหาวิทยาลัยเอกชนชั้นสาม
ต่อมาเธอจึงค้นคว้าอ่านบทความต่าง ๆ แล้วพบว่าวิทยาลัยเหล็กกล้าแห่งเมืองหลวง ต่อมานั้นได้กลายเป็นมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเมืองหลวง ถือเป็นวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง แถมต่อมายังได้เลื่อนขั้นเป็นวิทยาลัยการศึกษาวิศวกรรมชั้นยอดอันดับสองและได้รับการรับรองจากสองร้อยสิบเอ็ดโครงการ
งั้น… ให้ต้าหนิวเข้าวิทยาลัยเหล็กกล้าแห่งเมืองหลวงแล้วกัน
ลี่หรงเล่าให้ต้าหนิวฟังถึงสิ่งที่หยวนฮุยเหวินพูด “นายต้องการสมัครเข้าเรียนที่วิทยาลัยนี้ไหม? ที่นั่นดีมากเลยนะ แล้วยังมีวิทยาลัยปิโตรเลียมอีกด้วย…”
ต้าหนิวที่ฟังอยู่เงียบไปครู่หนึ่ง ลี่หรงได้ยินเสียงของเขาที่ฟังดูไม่ค่อยมั่นใจเท่าไร “ผมจะสอบติดไหมครับ?”
ลี่หรงให้กำลังใจเขาพร้อมกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้นายบอกว่านายคาดว่าจะได้คะแนนเกินห้าร้อยห้าสิบ อาคิดว่านายสามารถเข้าวิทยาลัยเหล่านี้ได้อยู่แล้ว”
ลี่หรงไม่ได้ถามเลยว่าในภายหลัง ต้าหนิวเลือกเรียนมหาวิทยาลัยไหน
พอเข้าเดือนสิงหาคม จ้าวชิงซงก็ออกไปเก็บลำไย ลิ้นจี่ และผลไม้อื่น ๆ
ลี่หรงได้รับข่าวดีจากต้าหนิว เธอรู้ว่าเขาสอบติดวิทยาลัยเหล็กกล้าแห่งเมืองหลวง เธอดีใจมาก จึงชวนต้าหนิวมาเที่ยวที่เมืองหยาง
กว่าจะไปรายงานตัวที่มหาวิทยาลัยก็ปาเข้าไปเดือนกันยายน ต้าหนิวยังมีเวลาว่างอีกเกือบเดือน ลี่หรงรู้สึกว่าต้าหนิวเพิ่งสอบเสร็จ น่าจะออกมาเที่ยวผ่อนคลายบ้าง
แต่ต้าหนิวปฏิเสธ โดยบอกว่าต้องอยู่ช่วยงานที่บ้าน
ที่บ้านมีงานต้องทำเยอะจริง ๆ จ้าวชิงหยางดูแลสวนลูกแพร์ เหอซิ่งก็มีร้านอาหารเล็ก ๆ ลี่หรงจึงไม่ได้พูดชวนเขามาที่เมืองหยางต่อ บอกแค่ว่าถ้าต้าหนิวจะไปเมืองหลวงก็ให้ไปพักที่บ้านล้อมลานก่อนได้
การไปเรียนต่อไกล ๆ จำเป็นต้องออกเดินทางล่วงหน้า นักเรียนที่ไม่มีญาติพี่น้องอยู่ที่นั่น ส่วนมากจะไปแบบเฉียดฉิวหรือหาที่พักแถวนั้นอยู่
ต้าหนิวมีญาติอยู่ที่เมืองหลวง จึงไม่จำเป็นต้องไปหาที่พักข้างนอก
และตั้งแต่จ้าวชิงซงมาทำธุรกิจผลไม้ที่เมืองหยาง ลี่หรงก็ไม่ต้องควักกระเป๋าซื้อผลไม้อีกเลย
เดือนสิงหาคมที่เมืองหยางอากาศร้อนมาก ลี่หรงจึงได้บอกกับจ้าวชิงซงล่วงหน้าให้เขาเตรียมแตงโมไว้ให้เธอสักสองสามร้อยจิน
เรื่องที่ภรรยาสั่ง จ้าวชิงซงไม่เคยขัดอยู่แล้ว ไม่เพียงแต่เตรียมแตงโมไว้ให้ แต่เขายังนำแตงโมไปส่งให้เธอที่หลานไห่อีกด้วย
ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่หลานไห่ รู้จักจ้าวชิงซงในฐานะสามีของลี่หรง เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยมาที่นี่หลายครั้งแล้ว
ครั้งนี้ที่เขามาส่งแตงโมก็มีคนพูดติดตลกว่า “นี่พวกเราได้อาศัยบารมีของคุณลี่หรงอีกแล้วนะ ไม่อย่างนั้นพวกเราจะได้กินแตงโมหวานฉ่ำแบบนี้ได้ที่ไหน?”
แตงโมหวานจริง ๆ กัดคำเดียวน้ำแตงโมก็กระจายทั่วปาก คนที่อยู่ข้าง ๆ เพิ่งจะกลืนแตงโมคำโตลงคอไปอย่างเอร็ดอร่อยก็หันมาพูดคุยด้วย “ใช่ แตงโมหวานจริง ๆ หวานเหมือนความรักของประธานลี่กับแฟนยังไงยังงั้น!”
อากาศร้อนแบบนี้ ได้กินแตงโมสักสองสามคำจะช่วยให้ร่างกายเย็นลงได้ไม่น้อย ช่วงนี้แตงโมราคาถูก แค่ไม่กี่เหมาก็ซื้อลูกใหญ่ ๆ ได้แล้ว แต่แตงโมที่ลี่หรงเอามาแจก ไม่ต้องเสียเงินสักเฟิน แถมยังอร่อยกว่าด้วย!
ทุกคนพากันมานั่งกินแตงโมกันที่โรงอาหาร ลี่หรงเองก็อยู่ที่นั่นด้วย จ้าวชิงซงถือแตงโมครึ่งลูก แล้วคว้านเอาเนื้อตรงกลางมาจ่อที่ปากลี่หรง
จริง ๆ แล้วลี่หรงได้ยินที่คนอื่นพูดแซวกันเมื่อกี้ แต่เธอไม่กล้าเท่าจ้าวชิงซง เลยหลบไปเล็กน้อย แล้วเอื้อมมือไปรับแตงโมมาแทน “ฉันกินเองได้ค่ะ”
จ้าวชิงซงเลยยอมปล่อยมือ พอลี่หรงกินแตงโมไปได้สองสามคำ เธอยิ้มจนตาหยี เขาจึงรู้ว่าลี่หรงชอบ จ้าวชิงซงเลยขยับเข้าไปใกล้ ๆ “อร่อยขนาดนั้นเลย? ขอผมชิมบ้างสิครับ”
มีคนอยู่แถวนั้นเยอะ คนอื่นเขากินแตงโมกันแบบแบ่งเป็นชิ้น ๆ แต่ลี่หรงกลับอุ้มแตงโมครึ่งลูกไว้คนเดียว
จ้าวชิงซงเดินเข้ามาใกล้ ๆ ลี่หรงเลยต้องแบ่งให้เขาหน่อย ระหว่างที่ไม่มีใครมอง เธอเลยตักแตงโมคำโต ๆ ยัดเข้าปากจ้าวชิงซงไป
เย่เหลยเพิ่งล้างหน้าเสร็จ เขาเดินออกมาจากด้านในแล้วเดินเข้ามาร่วมวงด้วย บอกว่าตัวเองก็อยากกินแตงโมบ้าง
ลี่หรงยังไม่ทันได้พูดอะไร ปากของเย่เหลยก็ถูกจ้าวชิงซงเอาแตงโมยัดปากไปแล้ว “กินไป!”
เย่เหลยพูดอะไรไม่ออก ได้แต่บ่นงึมงำเบา ๆ
ลี่หรงเห็นแบบนั้นก็หัวเราะ เย่เหลยที่ติดสอยห้อยตามจ้าวชิงซงมาทำงานด้วยกันสองเดือนกว่า เปลี่ยนไปมากกว่าตอนขับรถที่หลานไห่ซะอีก
จากเดิมที่เขาเป็นหนุ่มน้อยหน้าใส ตอนนี้ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก เพราะต้องช่วยจ้าวชิงซงขนของอยู่บ่อย ๆ จากคุณชายน้อยเย่เหลยที่ไม่เคยลำบาก ตอนนี้พอถอดเสื้อเชิ้ตสีขาวออกแล้วเหลือเพียงเสื้อกล้ามสีขาวตัวเดียว บนแขนที่เคยพยายามฟิตหุ่นเท่าไหร่ก็ไม่ขึ้น ตอนนี้กลับมีกล้ามเนื้อขึ้นมาเพราะทำงานหนัก และผิวคล้ำขึ้นเล็กน้อย…
เย่เหลยถูกจ้าวชิงซงใช้ไปทำอย่างอื่น ลี่หรงจึงเอ่ยชมพร้อมรอยยิ้มว่า “ไม่คิดเลยนะคะว่าเย่เหลยจะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้”
จ้าวชิงซงไม่ได้ประหลาดใจอะไรนัก กลับดูเหมือนนึกอะไรบางอย่างที่น่าขันขึ้นได้ เขาหันไปเล่าให้ลี่หรงฟังว่า “เด็กนั่นบอกว่าจะเก็บเงินแต่งเมียครับ ตอนนี้เลยขยันทำงาน ตอนแรก ๆ ต้องเตะสักทีถึงจะขยับ…”
เย่เหลยเคยพูดแบบนั้นจริง ๆ สาเหตุหลักมาจากจ้าวชิงซงกับลี่หรงและซ่งอี้เฉิงกับสวีจิ้งตาน ที่มักจะชอบมาโชว์ความรักให้เห็นกันอยู่บ่อย ๆ ทำเอาเย่เหลยอิจฉาตาร้อน
เมื่อติดตามจ้าวชิงซงทำงานได้สองเดือน เย่เหลยเก็บเงินได้มากกว่าสามพันหยวนแล้ว
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เงินจำนวนนี้เย่เหลยจะใช้หมดภายในพริบตา แต่ตอนนี้ต้องทำงานให้จ้าวชิงซง วิ่งวุ่นสามวันได้หยุดพักหนึ่งวัน พอถึงวันหยุด เย่เหลยก็ไม่มีแรงออกไปเที่ยวเตร่ เงินจึงเหลือเก็บโดยปริยาย
พอทำงานกับจ้าวชิงซงจนเคยชิน เย่เหลยเลยยอมรับได้ อีกอย่างคือ เมื่อเขามีเงินอยู่ในมืออารมณ์ก็ดีขึ้นไม่น้อย
เมืองหยางไม่ได้ใหญ่โตอย่างที่คิด ข่าวสารระหว่างคนงานในโรงงานต่าง ๆ เลยแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว
สวัสดิการของคนงานโรงงานหลานไห่ดีมากจริง ๆ ช่วงต้นปี คนงานเก่าได้เงินเดือนเพิ่มอีกห้าหยวน คนงานที่ลาออกไปเมื่อปีก่อนต่างเสียใจกันใหญ่
ตอนนี้ได้ยินมาว่าเจ้าของโรงงานหลานไห่ยังซื้อแตงโมมาให้กินอีก ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าอิจฉาแค่ไหน!
คนงานหลายคนเป็นคนบ้านเดียวกัน เลยถามไถ่กันว่าโรงงานหลานไห่ยังรับคนงานเพิ่มอีกไหม?
ลี่หรงเองก็มีแผนจะรับสมัครคนงานพอดี พอข่าวแพร่ออกไปเลยมีคนมาสมัครงานมากมาย เพราะได้ยินว่าโรงงานหลานไห่เงินเดือนดี แถมเจ้าของยังใจดีด้วย ในวันที่อากาศร้อนอย่างนี้ยังซื้อแตงโมมาให้กินอีก
แน่นอนว่าลี่หรงไม่อาจล่วงรู้เรื่องเหล่านี้ได้
ทว่าระหว่างที่กำลังรับสมัครพนักงาน มีคนไม่น้อยที่ฝากฝังญาติหรือคนบ้านเดียวกันให้เข้ามาทำงานในโรงงาน ตอนแรกลี่หรงไม่ได้ใส่ใจมากนัก ไม่ว่าจะมีความสัมพันธ์กันแบบไหน เพราะหากเข้ามาแล้วต่างคำนวณค่าแรงตามชิ้นงานที่ทำอยู่ดี
แต่เมื่อเธอเห็นเด็กสาวอายุสิบสองสิบสามปี หรือสิบห้าสิบหกปี เธอถึงได้รู้ว่าความสัมพันธ์แบบนี้จัดการยากเย็นเพียงใด