ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 342 รถเช่า
บทที่ 342 รถเช่า
ในปี 1984 ที่เอ้อเอ่อร์ตัวซือแห่งนี้ยังไม่มีฝูงแกะมากมายนัก จริง ๆ แล้วฝูงแกะเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นเท่าตัวหลังจากปี 1985 และส่วนใหญ่พวกมันถูกเลี้ยงโดยชนเผ่าเร่ร่อนในท้องถิ่น
ภายหลังยังใช้วิธีการบางอย่างเพื่อทดสอบความหยาบละเอียดของขนแกะ เพื่อตัดสินปริมาณและคุณภาพของขนสัตว์อีกด้วย
ตอนนี้ลี่หรงแค่อยากจะซื้อขนแกะให้ได้ ไม่มีความต้องการอะไรมากมายขนาดนั้น แต่กลับพบความยุ่งยากเสียแล้ว
พวกเขาใช้เวลาอยู่นานเพื่อปรึกษาหารือแผนการในห้องพักของโรงแรม
เดือนกันยายนเป็นช่วงที่ขนแพะแคชเมียร์กำลังงาม เป็นช่วงเวลาเก็บเกี่ยวขนแพะแคชเมียร์ครั้งที่สองของปี แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา ชาวบ้านเลยยังไม่ได้ตัดขนแพะแคชเมียร์ ซึ่งอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่พวกเขาไม่เห็นมีคนขายขนแพะแคชเมียร์ในตลาด
“พวกเราไปรับซื้อล่วงหน้าดีไหม?”
“ถ้าได้ผลดี ก็น่าจะซื้อได้ก่อนที่พวกเขาจะขายออกไป”
ลี่หรงรู้สึกว่าวิธีนี้น่าสนใจ
ในที่สุดลี่หรงจึงตัดสินใจไปที่ถิ่นฐานของชนเผ่าเร่ร่อน
ก่อนหน้านี้พวกเขาอาศัยรถประจำทางท้องถิ่น แต่ตอนนี้ชนเผ่าเร่ร่อนไม่ได้รวมตัวกันอยู่ในที่เดียว นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องเดินทางไปหลายแห่ง
พวกเขาไม่คุ้นเคยกับสถานที่ในท้องถิ่น และไม่มีรถยนต์ที่สะดวกสบาย ในยุคที่การคมนาคมไม่สะดวก ลี่หรงจึงตัดสินใจหาคนในท้องถิ่นที่มีรถยนต์ จ่ายเงินให้เขารับส่ง และทำหน้าที่เป็นไกด์นำเที่ยวเล็ก ๆ น้อย ๆ…
ปัวอี๋ถามว่า “จะมีคนเต็มใจเหรอ?”
เธอรู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้คงจะลำบากและเสียเวลามาก
ถึงแม้จะมีคนรับส่ง แต่จะมีใครอยู่เป็นเพื่อนเธอทั้งวันไหม?
ลี่หรงยิ้ม “แค่มีเงินก็พอ”
ผลปรากฏว่า แค่มีเงินก็หาได้ทุกอย่างจริง ๆ
พวกเธอได้รับคำแนะนำจากคนท้องถิ่น จนได้พบกับชายวัยราว ๆ ยี่สิบห้าปี เขาพูดภาษาจีนกลางได้ และมีรถไถเป็นของตัวเอง เขาจึงได้รับเลือกให้เป็นคนขับรถ
ชายคนนั้นชื่อว่า เหมิงปาเค่อ รูปร่างสูงใหญ่แต่เงียบขรึม ดูเป็นคนเก็บตัว แต่ไม่ว่าลี่หรงกับเพื่อนจะถามอะไร เขายังยอมตอบทุกอย่าง
ราคาที่เขาเรียกก็สูงถึงวันละสามสิบหยวน
เงินจำนวนนี้เทียบเท่ากับเงินเดือนเกือบหนึ่งเดือนของคนงาน
ปัวอี๋อุทานออกมาโดยไม่รู้ตัว “นี่มันเข้าข่ายชิงทรัพย์ชัด ๆ!”
เหมิงปาเค่อฟังรู้เรื่อง เขาเม้มปากครู่หนึ่งจึงตอบกลับไปว่า “ผมอยู่กับพวกคุณทั้งวัน ถ้าพวกคุณอยากไปไหนผมก็พาไป ไม่ต้องเตรียมข้าวให้ผม แถมพวกคุณไม่ใช่กำลังหาแพะกับแกะเหรอ? ผมรู้ดีว่าแถวไหนมีคนเลี้ยง…”
ชายหนุ่มพยายามพูดอย่างตะกุกตะกักเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
“ได้” ลี่หรงตอบตกลง “ไปกันเถอะ”
เมื่อเจ้าของเงินพูดเช่นนั้น แม้ปัวอี๋จะยังโกรธเคืองอยู่ก็ไม่มีเหตุผลจะพูดอะไรต่ออีก ได้แต่บ่นพึมพำสองสามคำเบา ๆ
ลี่หรงตบไหล่เธอ เพื่อส่งสัญญาณว่าให้เธอหยุดคิดมาก
ด้านหน้าของรถไถไม่เหมาะกับการนั่ง พวกเขาจึงต้องนั่งด้านหลังแทน เหมิงปาเค่อจึงนำหนังวัวสองสามแผ่นและเก้าอี้หนังกลมเล็ก ๆ ไปให้พวกเธอ เขาเอาของไปวางไว้ข้างหลังโดยไม่พูดอะไร ดูเหมือนเขาไม่ได้สนใจเลยว่า ลี่หรงกับพวกเธอจะใช้มันได้หรือเปล่า
จนกระทั่งลี่หรงบอกว่าพร้อมออกเดินทางแล้ว เหมิงปาเค่อถึงได้ขึ้นไปสตาร์ทเครื่อง
รถไถไม่ได้มีอะไรปิดบังเลย ระหว่างทางที่วิ่งออกจากตัวเมือง ทุกคนที่เดินผ่านไปมาต่างก็เห็นคนต่างถิ่นสี่คนนั่งอยู่บนรถด้วย
จริง ๆ แล้ว พวกเขาก็มีตัวเลือกอื่น เช่น รถตู้ แต่รถแบบนั้นราคาแพง พวกนั้นกล้าเปิดราคาวันละร้อยห้าสิบหยวน แถมยังรับส่งแค่คน และขนของได้ไม่เท่าไหร่
ส่วนรถไถนาของเหมิงปาเค่อ แม้ว่าจะราคาสามสิบหยวน แต่เขายังเต็มใจทำงานหนัก…
เมื่อออกจากเมือง เสียงรบกวนรอบข้างก็ลดลงเรื่อย ๆ ถนนในตอนนี้ยังไม่ใช่ถนนลาดยางแบบในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อเราต้องไปยังเขตทุ่งเลี้ยงแกะ ฝุ่นละอองมักปลิวมาตามลม ทำให้หายใจลำบาก ไม่เพียงแต่ผู้หญิงเท่านั้น แม้แต่หลี่ว์เส่าหวายังอดไม่ได้ที่จะต้องใช้ผ้าปิดจมูกของตัวเอง
ส่วนเหมิงปาเค่อขับรถไปโดยไม่มีการป้องกันใด ๆ ดูเหมือนเขาจะเคยชินกับสภาพแบบนี้อยู่แล้ว จนหลี่ว์เส่าหวาอดไม่ได้ที่จะชูสองนิ้วโป้งให้เขา
ตัวเมืองอยู่ห่างจากเขตชนเผ่าเร่ร่อนพอสมควร ระหว่างทางคนขับไม่ได้มีทีท่าว่าอยากจะคุย ปัวอี๋ที่อดรนทนไม่ไหว เลยชวนคุยขึ้นมา
ผู้หญิงนี่นะ ชอบฟังเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ของคนอื่นเป็นที่สุด!
ตอนที่ปัวอี๋เพิ่งเข้ามาทำงานที่หลานไห่ เธอไม่รู้ว่าลี่หรงแต่งงานแล้ว พอเห็นสามีของลี่หรงที่ไม่ได้มาหลานไห่แค่คนเดียว แต่ยังพาลูกชายหน้าตาคล้ายลี่หรงมาด้วย
เธอเพิ่งจะรู้ว่าลี่หรงไม่เพียงแต่แต่งงานแล้ว เธอยังมีลูกอีกด้วย! สำหรับเจ้าโรงงานสาวสวยแบบนี้ เธอเองก็ดูไม่ออกเลยจริง ๆ
เธอรู้สึกว่าด้วยเงื่อนไขของลี่หรง อย่างน้อยต้องหาสามีที่ร่ำรวยและมีอำนาจเหมือนอย่างสามีของสวีจิ้งตาน เป็นต้น
หลังจากนั้น ทุกครั้งที่จ้าวชิงซงมา พนักงานอย่างพวกเธอต่างแอบพูดคุยและสังเกตพฤติกรรมของเขาอยู่ตลอด นอกจากเขาจะดีกับลี่หรงแล้ว พวกเธอก็มองไม่ออกว่าเขามีอะไรพิเศษอีก แถมร่างกายของจ้าวชิงซงก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ และเป็นเพราะเขาวิ่งรถบรรทุกทางไกลเป็นเวลานาน ทำให้ดูไม่ค่อยสะอาดสะอ้าน ดูเหมือนผู้ชายบ้านนอกธรรมดาทั่วไป…
ถึงแม้ว่าภายหลังจะรู้ว่าจ้าวชิงซงทำธุรกิจของตัวเอง แล้วยังเอาแตงโมมาฝากพวกเธอ แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งความอยากรู้อยากเห็นของพวกเธอได้
เรื่องราวความรักระหว่างลี่หรงกับจ้าวชิงซงผ่านอะไรมาบ้าง ถึงได้ลงเอยแบบนี้?
ช่วงนี้เพราะอยู่กับลี่หรงตลอดเวลา ปัวอี๋เลยรู้สึกสนิทกับลี่หรงมากขึ้น จึงถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “พี่ลี่หรงคะ พี่กับคุณจ้าวคบกันได้ยังไง? เล่าให้พวกเราฟังหน่อยสิคะ”
ลี่หรงเหลือบมองเธอ “ถามแบบนี้ทำไมเหรอ?”
“ก็แค่อยากรู้น่ะค่ะ พี่รีบบอกมาเถอะ พวกเราอยากรู้จะตายแล้ว” ปัวอี๋เหลือบมองไปที่อู่เชาซึ่งทำงานฝ่ายจัดซื้อ เขาพูดเก่งและอ่านสีหน้าคนออก เมื่อได้รับสายตาจากปัวอี๋ เขาจึงรีบพูดขึ้นว่า “ใช่ครับพี่ รีบบอกมาเถอะครับ จะได้ไม่เสียเวลา…”
“อยากรู้เหรอ? งั้นก็ขอร้องฉันสิ” ลี่หรงแกล้งหยอกล้อ
ปัวอี๋ก็เออออตามน้ำไปด้วย “ขอร้องนะคะ พี่ลี่หรงคนสวย”
“งั้นฉันจะเล่าให้ฟังอย่างละเอียดเลย” ลี่หรงเห็นสายตาที่คาดหวังของทั้งสามคน เธอทำท่าทางขึงขัง ก่อนจะพูดว่า “ตอนนั้นฉันไม่สนใจคำคัดค้านของที่บ้าน แล้วไปทำงานที่ชนบท…”
ปัวอี๋แทบจะกระโดดขึ้นมาทันที “พวกพี่หนีตามกันไปเหรอคะ?”
ลี่หรงส่ายหน้าพร้อมกับอมยิ้ม “จ้าวชิงซงน่ะ เป็นคนบ้านเดียวกับฉัน ตอนนั้นฉัน…”
“แล้วไงต่อ?”
“นี่! ปัวอี๋ อย่าขัดท่านประธานลี่สิ!” หลี่ว์เส่าหวาพูดขึ้น
ปัวอี๋รีบกล่าว “ขอโทษค่ะ ฉันแค่ตื่นเต้นไปหน่อย พี่เล่าต่อเถอะ คราวนี้ฉันสัญญาว่าจะไม่ขัดแล้ว”
ลี่หรงไม่ได้ใส่ใจอะไร เธอยิ้มแล้วจึงพูดต่อ “ตอนนั้นฉันตกน้ำ จ้าวชิงซงช่วยชีวิตฉันไว้ แม่ของเขาเลยมาขอฉันให้แต่งงานกับเขา เราเลยแต่งงานกัน”
เธอพูดความจริง เจ้าของเดิมกับจ้าวชิงซงก็อยู่ร่วมกันแบบนี้จริง ๆ
ส่วนความรักระหว่างเธอกับจ้าวชิงซงนั้น เกิดจากการค่อย ๆ ทำความรู้จักกันไปในแต่ละวัน
เรื่องเหล่านี้ค่อนข้างยาว เธอจึงไม่ได้พูดออกมา
“อะไรนะ?” ปัวอี๋ดูผิดหวังมาก “ฉันคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่น่าทึ่ง เช่น คุณจ้าวบาดเจ็บที่ขาเพราะช่วยพี่เสียอีก”
อีกสองคนก็ดูเหมือนจะผิดหวังเช่นกัน เพียงแต่หลังจากได้ยินคำพูดของปัวอี๋ หลี่ว์เส่าหวาจึงตะโกนขึ้นมา “ปัวอี๋!”
เหมือนกับกำลังเตือนว่าอีกฝ่ายพูดอะไรผิดไป