ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 343 มาถึงแล้ว
บทที่ 343 มาถึงแล้ว
เรื่องขาของจ้าวชิงซง ทุกคนต่างรู้กันดี แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงต่อหน้าเขา
ดูเหมือนว่าปัวอี๋จะรู้ตัวว่าตนเองพูดผิดไป เธอจึงรีบเอามือปิดปาก “ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ…”
ลี่หรงยักไหล่ “ไม่เป็นไรหรอก ขาของเขาถึงแม้จะไม่ได้บาดเจ็บเพราะช่วยฉัน แต่เขาก็ช่วยคนอื่น เขาเคยเป็นทหารมาก่อนน่ะ ต่อมาพอปลดประจำการแล้ว ตอนนี้เขาเลยกลายเป็นฮีโร่ของฉัน”
“ว้าว!” ดวงตาของปัวอี๋เป็นประกาย “มิน่าความสัมพันธ์ของพวกคุณถึงได้ดีขนาดนี้ แล้วหลังจากนั้นล่ะคะ?”
หลังจากนั้น?
ลี่หรงยิ้มน้อย ๆ แล้วพูดว่า “ก็เป็นอย่างที่พวกเธอเห็นนี่แหละ พวกเรารักกันดี มีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน จ้าวชิงซงเป็นคนดีมาก เงินที่เขาหามาได้เขาก็ให้ฉันหมด พวกเรามีบ้านเป็นของตัวเองในเมืองหลวง ตอนนี้ต่างคนต่างมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ส่วนอนาคตก็คงจะดีขึ้นเรื่อย ๆ”
แววตาของเธอเต็มไปด้วยความสุขและความหวัง
บรรยากาศรอบข้างดูอบอุ่นขึ้นมาทันที จนปัวอี๋เริ่มวาดฝันถึงอีกครึ่งชีวิตของตัวเองบ้า
แล้ว
จะมีใครที่เหมือนกับคุณจ้าวที่รักลี่หรงมาก ๆ และมองเห็นแต่เธอคนเดียวแบบนั้นบ้างไหมนะ?
ลี่หรงแค่พูดอวดออกมาแค่นิดเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวอีกมากมาย แต่ถ้าพูดออกไปแล้วคงจะทำให้ปัวอี๋ตกใจ เธอเลยไม่ได้พูดออกมา อย่างเช่น จ้าวชิงซงยังทำฟาร์มหมู ปลูกสวนลูกแพร์ วุฒิการศึกษาของลี่หรง และร้านเสื้อผ้าของเธอที่เมืองหลวง…
จู่ ๆ เหมิงปาเค่อที่นั่งอยู่ด้านหน้าก็พูดขึ้น “พี่ชายผมก็เป็นทหารครับ”
ปัวอี๋เหมือนจะมีความชื่นชมในเครื่องแบบอยู่ เธอเลยลืมเรื่องที่ไม่พอใจเหมิงปาเค่อไปชั่วขณะ แล้วชะโงกหน้าไปข้างหน้า “แล้วตอนนี้พี่ชายนายอยู่ที่ไหนล่ะ?”
“ตายไปแล้วครับ ตอนปกป้องชายแดน”
บนรถเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมพัดผ่านกับเสียงตะโกนแว่วมาจากที่ไกล ๆ
ลี่หรงพูดว่า “เขาก็เป็นวีรบุรุษของพวกเราเหมือนกันค่ะ”
เสียงรถไถค่อย ๆ หยุดลง
เหมิงปาเค่อเห็นพวกเธอมองมาด้วยสายตาสงสัย จึงเอ่ยว่า “ถึงแล้วครับ ที่นี่มีชาวบ้านเลี้ยงแกะอยู่ไม่กี่หลังคาเรือน”
มองไปรอบ ๆ ไม่เห็นผู้คน แต่เห็นกระโจมมองโกเลียอยู่ไม่ไกลนัก และมีวัวแกะอยู่ประปราย
ลี่หรงขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่ายังเหลือระยะทางอีกไกล “ขับเข้าไปไม่ได้เหรอคะ?”
“ตรงนี้ไม่ได้ เดี๋ยวค่อยอธิบายให้ฟังแล้วกันครับ พวกคุณจะลงมาไหม? ถ้าไม่ลงก็ไปที่อื่นก็ได้”
เขาโยนคำถามให้ลี่หรงและให้พวกเธอตัดสินใจ
เหมิงปาเค่อสวมรองเท้าแบบพื้นเมือง เดินไปไหนย่อมไม่มีปัญหา
ส่วนลี่หรงกับพวกเธอนี่สิแย่หน่อย สวมรองเท้าบูตหนังหรือรองเท้าผ้าใบ เดินไปแค่ยี่สิบสามสิบเมตร รองเท้าก็เปื้อนโคลนไปหมดแล้ว
“อ๊ะ!” ปัวอี๋ร้องออกมา รองเท้าหนังคู่สวยราคาตั้งครึ่งเงินเดือนของเธอเชียวนะ ทั้งยังเป็นของนำเข้าอีกต่างหาก คราวนี้ได้กลายเป็นรองเท้าเน่าแน่ ๆ!
หลี่ว์เส่าหวาหันไปมองเธอ
ปัวอี๋เบะปาก “นายไม่เข้าใจหรอก นี่รองเท้าคู่โปรดของฉันเลยนะ!”
อู่เชาเข้าไปประคองปัวอี๋ที่กำลังเซ ก่อนจะพูดว่า “เท่าไหร่ เดี๋ยวฉันซื้อให้ใหม่เอง?”
“ไม่เอา ฉันไม่รับของฟรีหรอก!”
ปัวอี๋เห็นคิ้วของลี่หรงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เธอเลยไม่ได้โวยวายอะไรอีก เพราะยังไงก็เลอะไปแล้ว ถ้าจะพังก็ให้มันพังจนเละไปเลย คิดได้ดังนั้นเธอเลยไม่สนใจอะไรอีกต่อไป
“แค่รองเท้าเท่านั้นเอง” ลี่หรงไม่ได้ใส่ใจจริง ๆ ตราบใดที่เสื้อผ้าสามารถผลิตได้ทันเวลา เงินที่เธอจะได้ เธอสามารถซื้อรองเท้าหนังสวย ๆ ได้อีกหลายคู่!
เมื่อเดินมาถึงหน้ากระโจม เหมิงปาเค่อไม่ได้พูดอะไร แต่ดูเหมือนจะหมายถึงให้ลี่หรงทักทายกันเอง
ลี่หรงใช้ภาษากลางตะโกนไปที่กระโจมว่า “สวัสดีค่ะ มีใครอยู่ไหม?”
เป็นการทักทายแบบธรรมดา ๆ เธอไม่ได้คิดที่จะเปิดม่านกระโจมของคนอื่น เพราะได้ยินมาว่ากระโจมบางหลังก็ห้ามคนอื่นเข้าไปง่าย ๆ
เธอไม่อยากให้ความผิดพลาดของตัวเองก่อให้เกิดสถานการณ์ไม่ดีขึ้น!
ไม่มีการตอบกลับจากข้างใน… อาจจะไม่มีใครอยู่
ลี่หรงมองไปที่เหมิงปาเค่อ “คุณช่วยเราทักทายด้วยภาษาท้องถิ่นของคุณหน่อยได้ไหมคะ?”
คำขอของเธอสุภาพมาก เหมิงปาเค่อรับงานนี้มาแล้ว เลยไม่คิดจะปฏิเสธคำขอของเธอ เขาจึงใช้ภาษาพื้นเมืองตะโกนเรียกสองสามครั้ง
แต่ยังคงไม่มีเสียงตอบรับ
“ไม่มีใครอยู่บ้านครับ” เหมิงปาเค่อเขย่าหัว
“อ้าว! แล้วอย่างนี้จะทำอย่างไรดี” ปัวอี๋ขมวดคิ้ว
คนอื่น ๆ ต่างมองไปที่เหมิงปาเค่อเช่นกัน
เดิมทีเหมิงปาเค่อแค่ตั้งใจจะแกล้งพวกเขาเล่น ๆ เท่านั้น ไม่คิดว่าจะถูกจ้องมองเช่นนี้ เขาจึงทำตัวไม่ถูกขึ้นมาทันที แล้วกลับไปทำตัวเป็นเด็กหนุ่มซื่อ ๆ เหมือนตอนที่เพิ่งกันครั้งแรก “ไปที่ทุ่งหญ้าที่พวกเขาเลี้ยงแกะกันเถอะครับ”
“ที่พวกเขาเลี้ยงสัตว์อยู่ไกลไหม?” ลี่หรงถาม
“ไม่ไกลเท่าไหร่ ปกติก็อยู่แถว ๆ นี้แหละครับ” เหมิงปาเค่ออธิบาย “บ้านของคนเลี้ยงสัตว์คือกระโจมที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเพื่อพักอาศัยในระหว่างที่เลี้ยงสัตว์ หากพวกเขาเลี้ยงสัตว์อยู่ที่ไหน พวกเขาก็จะย้ายกระโจมไปตั้งแถวนั้น”
หลังจากเดินตามเหมิงปาเค่อไปได้สักพัก ก็มองเห็นชายร่างท้วมมีหนวดเครารุงรัง อายุราว ๆ ห้าสิบปีนั่งอยู่บนเนินเขามองดูวัวกับแกะ
กวาดตามองดูคร่าว ๆ เห็นมีวัวกับแกะอยู่ประมาณยี่สิบถึงสามสิบตัวเท่านั้น และเป็นวัวเสียส่วนใหญ่ ส่วนแกะมีอยู่แค่สิบกว่าตัว
อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด พวกเขาเลี้ยงแกะไว้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ลี่หรงเม้มปากแน่น ดูเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
“แกะ! มีแกะด้วย!” ปัวอี๋ร้องด้วยความดีใจ
รอบนี้ไม่ต้องรอให้ลี่หรงเอ่ยปาก เหมิงปาเค่อก็อาสาเป็นคนออกหน้า ใช้ภาษาถิ่นทักทายคนเลี้ยงแกะทันที
อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมอง เห็นคนต่างถิ่นก็ทำสีหน้าแปลกใจอยู่ครู่หนึ่ง แต่พอจำเหมิงปาเค่อได้ เขาจึงรีบลุกขึ้นยืน แล้วใช้ภาษาถิ่นพูดตอบกลับพลางโบกมือทักทาย
เสียงพูดคุยภาษาถิ่นดังเจื้อยแจ้ว
ลี่หรงถามเหมิงปาเค่อว่า “เขาพูดว่าอะไรคะ?”
“เขาถามว่าพวกคุณคือใครน่ะครับ?”
ลี่หรงกล่าวว่า “ช่วยไปบอกเขาหน่อยได้ไหมว่า พวกเรามาเพื่อซื้อขนสัตว์”
เหมิงปาเค่อพูดรัวเป็นชุด ลี่หรงเห็นสีหน้าลังเลปรากฏขึ้นบนใบหน้าชายร่างใหญ่ ก่อนที่อีกฝ่ายจะตอบกลับอีกครั้ง
เหมิงปาเค่อกล่าว “เขาบอกว่าที่นี่ไม่มีขนสัตว์แล้ว”
“ทำไมจะไม่มีล่ะ?” เสียงของปัวอี๋ดังขึ้น พลางชี้ไปที่แกะ “นั่นไม่ใช่แกะเหรอ?”
ชายร่างใหญ่ดูเหมือนจะเข้าใจความหมายของปัวอี๋ เขาจึงพูดอะไรบางอย่างออกมาเป็นชุด
เหมิงปาเค่อแปลว่า “แกะพวกนั้นเพิ่งถูกตัดขนไปเมื่อไม่กี่วันก่อน พวกเธอมาช้าไปหน่อย เขาบอกว่าขอโทษด้วยนะ…”
ตอนนั้นเองก็มีแกะวิ่งมา ลี่หรงเห็นแล้วว่าเป็นแกะพันธุ์ขน ดูเหมือนเพิ่งถูกตัดขนไปจริง ๆ
ถึงแม้ในใจจะผิดหวัง แต่ลี่หรงยังบอกว่า “ช่วยขอบคุณลุงเขาด้วยนะ เสียเวลาเปล่าเลย พวกเราไปดูที่อื่นกันเถอะ”
เหมิงปาเค่อพาลี่หรงวนรถอยู่แถวนั้น พบว่ามีแค่สามบ้านที่เลี้ยงสัตว์ และทุกบ้านก็ตัดขนแกะหมดแล้ว
“แปลกจัง ไม่ใช่ว่าช่วงเดือนกันยายนถึงจะเป็นฤดูตัดขนแกะเหรอ?” ลี่หรงมองเหมิงปาเค่อที่กำลังขับรถ ก่อนจะเอ่ยถาม “นายรู้ไหมว่าทำไม?”
“ฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจ เพราะบ้านฉันไม่ได้เลี้ยงแกะ”
ลี่หรงเหลือบมองนาฬิกา ตอนนี้ใกล้เที่ยงแล้ว เธอจึงเคาะเบาะที่นั่งด้านหน้า “รบกวนหาที่กินข้าวให้หน่อยสิ”
“แถวนี้ไม่มีอะไรกินหรอก” เหมิงปาเค่อตอบโดยไม่หันกลับมามอง พร้อมกับโยนระเบิดกลับไปด้วยว่า “พวกเธอไม่ได้เอาอะไรมากินกันเหรอ?”