ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 344 ให้เงิน
บทที่ 344 ให้เงิน
ทุกคนที่นั่งอยู่เบาะหลังต่างตกตะลึง ลี่หรงเป็นคนแรกที่ตั้งสติได้ “ทำไมจะไม่มีล่ะ?”
“แถวนี้มีบ้านคนอยู่ไม่กี่หลัง ทุ่งหญ้าออกจะกว้างใหญ่ บ้านคนก็อยู่ห่างกัน ส่วนใหญ่พวกชาวบ้านจะเข้าเมืองไปซื้อของเป็นช่วง ๆ แล้วใครจะมาเปิดร้านแถวนี้กัน?”
เหมือนจะมีเหตุผล
แต่… พวกลี่หรงไม่ได้เอาของกินอะไรมาเลย มีแค่นมหวานไม่กี่เม็ดในกระเป๋า
ในเมื่อเหมิงปาเค่อเป็นคนท้องถิ่น ลี่หรงจึงไม่เชื่อว่าเขาจะไม่มีหนทางอื่น “เหมิงปาเค่อ งั้นพวกเรากลับเข้าเมืองกันเลยไหม?”
“กลับเข้าเมืองไกลเกินไป หากจะออกไปอีกคงเที่ยวได้ไม่กี่ที่หรอก” เหมิงปาเค่อตอบ
พวกเขาไม่ได้เอาของกินมา แล้วเหมิงปาเค่อล่ะ? ตัวโตขนาดนั้น เขาจะทนหิวไหวหรือ?
ลี่หรงไม่เชื่อหรอก
เธอถามว่า “แล้วนายกินอะไร จะทนหิวเหมือนกันหรือ?”
เหมิงปาเค่อชี้ไปยังถุงที่แขวนอยู่บนรถ “ฉันเอาของกินมาด้วย”
ลี่หรงไม่พูดอะไร
ปัวอี๋โวยวาย “นายตั้งใจใช่ไหม? แล้วทำไมไม่บอกพวกเราตั้งแต่แรก”
เหมิงปาเค่อไม่พูดอะไร ดูเหมือนว่าเขาจะไม่อยากอธิบายอะไรทั้งนั้น
ลี่หรงดึงปัวอี๋เบา ๆ ไม่อยากให้เธอเอาแต่โกรธจนไม่ยอมกินข้าว ถ้าไม่กินข้าวตอนเที่ยง บ่ายนี้จะมีแรงไปตามหาขนสัตว์ได้ยังไง?
เหมิงปาเค่อเป็นคนท้องถิ่น ลี่หรงไม่เชื่อว่าเขาจะไม่มีทางช่วยเหลือ เธอจึงถามเขาว่า “ไม่กินข้าวไม่ได้นะ นายพาพวกเราไปหาอะไรกินหน่อยได้ไหม?”
ครู่หนึ่ง ด้านหน้าก็มีเสียงดังมาว่า “ไม่ใช่ว่าไม่มีของกินหรอกนะ แต่ต้องใช้เงินหน่อย แล้วลองไปถามชาวบ้านแถวนี้ดู…”
ปัวอี๋เบะปาก “อยากได้เงินจนเป็นบ้าไปแล้ว!”
หลี่ว์เส่าหวาเตือน “ปัวอี๋!”
“ก็ได้” ลี่หรงตอบตกลง ยังไงซะไปกินที่ไหนก็ต้องใช้เงินอยู่แล้ว แต่ว่าไกด์เถื่อนยุคหลัง ๆ หลายคนชอบพานักท่องเที่ยวไปใช้จ่ายเกินความจำเป็น โดยอาศัยจังหวะนี้กินหัวคิว…
หน้าตาชาวมองโกลดูเป็นคนใจดี ไม่น่าจะหลอกพวกเราหรอกมั้ง?
ลี่หรงรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจนัก ได้แต่ภาวนาให้เธอจะไม่ได้มองคนผิดไป
ผ่านไปประมาณยี่สิบนาที รถไถก็มาจอดเทียบข้างบ้านหลังหนึ่ง
“บ้านที่นี่ทำจากไม้ด้วยล่ะ!” ปัวอี๋รู้สึกประหลาดใจ
ลี่หรงยิ้ม “มีคานบ้านกับเสา นี่น่าจะเป็นบ้านท้องถิ่นน่ะ”
ปัวอี๋ยิ้ม “พี่นี่มีความรู้จริง ๆ”
เหมิงปาเค่อมองลี่หรงด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย คาดไม่ถึงว่าคนต่างถิ่นอย่างเธอจะรู้เรื่องพวกนี้ด้วย หลังจากนั้นเขาจึงตะโกนเป็นภาษาถิ่นไปที่ห้องด้านใน
ไม่นานก็มีสาวน้อยคนหนึ่งวิ่งออกมา เธอสวมชุดพื้นเมือง ดวงตากลมโตเป็นประกายเมื่อเห็นเหมิงปาเค่อ เธอถามเขาด้วยรอยยิ้มว่ามาได้อย่างไร?
เหมิงปาเค่อชี้ไปที่ลี่หรง แล้วแนะนำเธอเป็นภาษาชาวบ้านว่า “วันนี้ผมพาลูกค้ามาครับ พวกเขากำลังตามหาแพะกับแกะ พวกเขาไม่ได้เอาอาหารมาด้วย และการกลับไปที่เมืองก็ไกลเกินไป”
เพียงไม่กี่ประโยค ตั่วเอ๋อร์เชี่ยนก็เข้าใจความหมายของเหมิงปาเค่อ เธอหันไปยิ้มให้ลี่หรงและคนอื่น แล้วพูดขึ้นว่า “มากินข้าวด้วยกันเถอะ ฉันจะหั่นเนื้อแกะเพิ่มให้”
หญิงสาวช่างมีน้ำใจเหลือเกิน
ขณะที่อีกฝ่ายหันหลังเดินจากไป เหมิงปาเค่อก็เตือนลี่หรงว่า “กินเสร็จแล้วอย่าลืมจ่ายเงินละ!”
ลี่หรงพยักหน้า ปัวอี๋ทำท่าเหมือนเพิ่งนึกออก แล้วบอกว่า “มิน่าถึงไม่ยอมเตือนพวกเราให้เอาของกินมาด้วย ที่แท้ก็พาคนมากินข้าวที่บ้านคนรักสินะ หาเงินเก่งจริง ๆ!”
ผิวสีเข้มของเหมิงปาเค่อขึ้นสีแดงระเรื่อ พลางแก้ตัวว่า “ไม่ใช่แบบนั้นนะ…”
“เอาเถอะ อย่ามัวแต่คุยกัน มีของกินแล้วก็รีบกิน ถึงไปที่อื่นก็ต้องใช้เงินทั้งนั้น”
พอเข้าไปข้างใน ลี่หรงเห็นคุณยายคนหนึ่งนั่งอยู่ เหมิงปาเค่อเดินเข้าไปคุยกับเธอ
คุณยายมองลี่หรงกับคนอื่น ๆ แล้วพูดอะไรบางอย่าง
เมื่อลี่หรงและคนอื่น ๆ หาเก้าอี้นั่งได้แล้ว เหมิงปาเค่อพูดว่า “ตั่วเอ๋อร์เชี่ยนอาปู้กับพี่ชายไปป้องกันชายแดนยังไม่กลับมาเลย ตอนนี้ที่บ้านเลยเหลือแค่เธอกับอิจิ…”
อาปู้ แปลว่าพ่อ ส่วนอิจิ แปลว่ายาย
คำเรียกง่าย ๆ แบบนี้ ลี่หรงเข้าใจ
ลี่หรงไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมีชีวิตที่น่าสงสารเช่นนี้ จึงรู้สึกเห็นใจตั่วเอ๋อร์เชี่ยนเป็นอย่างยิ่ง
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร ตั่วเอ๋อร์เชี่ยนก็ร้องเรียกให้ไปกินข้าว หมิงปาเค่อจึงช่วยพยุงคุณยาย เดิมตามลี่หรงไป
เมื่อไปถึงห้องข้าง ๆ ก็มองเห็นเตาไฟ บนโต๊ะมีรอยบุ๋มซึ่งเป็นที่วางหม้อ ด้านในกำลังตุ๋นเนื้อแกะอยู่ นอกจากนั้นก็มีเพียงแตงกวาดองจานเดียว
ตั่วเอ๋อร์เชี่ยนกำลังตักข้าวสวยให้พวกเขา
มีทั้งผัก เนื้อสัตว์และข้าว ปัวอี๋และคนอื่น ๆ จึงไม่ได้พูดอะไร
เมื่อถึงเวลาทานอาหาร ตั่วเอ๋อร์เชี่ยนถามเหมิงปาเค่อว่า จะพาพวกลี่หรงไปไหน?
“พาพวกเขาไปดูที่หมู่บ้านต่าง ๆ เพื่อไปซื้อขนสัตว์น่ะ”
ตั่วเอ๋อร์เชี่ยนพยักหน้า “ไปที่ไหนมาบ้างแล้ว?”
“เช้านี้ไปที่น่าต๋าทางตะวันตกมา”
ตั่วเอ๋อร์เชี่ยนพูดขึ้น “อ๋อ เมื่อไม่นานมานี้พวกเขาตัดขนแกะไปแล้วไม่ใช่เหรอ? นายเป็นคนพาไปเองนี่ จำไม่ได้หรือ?”
เหมิงปาเค่อกะพริบตา ไม่ได้พูดอะไรต่อ
ดูเหมือนจะมีแขก พวกเขาเลยพูดภาษาจีนกลางกัน ลี่หรงกับพวกจึงได้ยินอย่างชัดเจน
ปัวอี๋ทนไม่ไหว “พี่ลี่หรงคะ! เขาตั้งใจพาเรามาเก้อ!”
ลี่หรงไม่พูดอะไร แต่สีหน้าของเธอไม่ค่อยดีนัก
ถึงแม้จะไม่รู้ว่าทำไมอีกฝ่ายถึงตั้งใจพาพวกเธอมาที่นี่ แต่ตั่วเอ๋อร์เชี่ยนรู้ดีว่าตัวเองอาจจะเผลอพูดอะไรที่ไม่ควรพูดไป เธอจึงยิ้มให้ลี่หรง แล้วถามว่าอาหารถูกปากหรือเปล่า
ลี่หรงพยักหน้า “อร่อยมากเลยค่ะ”
หลังจากทานอาหารเสร็จ ตั่วเอ๋อร์เชี่ยนก็ชงชานมให้กับพวกเธอ
ชานมนี้รสชาติกลมกล่อม ลี่หรงชอบมาก ส่วนอีกสามคนที่มาจากเมืองหยาง เป็นคนชอบทานหวานจึงชอบดื่มเช่นกัน
ตั่วเอ๋อร์เชี่ยนกล่าวว่า “ที่บ้านฉันมีแพะสามสิบสองตัว เป็นแพะภูเขายังไม่ได้ตัดขน พวกคุณต้องการขนแพะแคชเมียร์ไหมคะ?”
ขนแคชเมียร์และขนสัตว์ธรรมดานั้นต่างกัน ขนสัตว์ธรรมดาจะถูกตัดจากแกะ แต่ขนแพะแคชเมียร์ต้องใช้หวีเหล็กหวี ขนแคชเมียร์เลยมีราคาสูงกว่าขนสัตว์ธรรมดาถึงสิบเท่า
เพราะงั้นตั่วเอ๋อร์เชี่ยนเลยถามลี่หรงว่าอยากได้ขนแคชเมียร์ไหม เพราะขนแคชเมียร์ราคาสูง บางคนเลยไม่มีกำลังซื้อ
ลี่หรงรู้สึกประหลาดใจ รีบเก็บความคิดที่ว่าตั่วเอ๋อร์เชี่ยนน่าสงสารกลับไปทันที แกะตั้งสามสิบสองตัว!
ยุคนี้ต้องเรียกว่าบ้านเศรษฐีแล้วมั้ง?
ไม่ว่าจะเป็นขนแกะหรือขนแคชเมียร์ ลี่หรงต้องการทั้งนั้น พอได้ยินว่าที่นี่มีขนแคชเมียร์ แถมยังเป็นแกะมากกว่าสามสิบตัว ความหงุดหงิดที่เหมิงปาเค่อตั้งใจพาพวกเขามาเสียเวลาไปทั้งเช้ามลายหายไปจนหมดสิ้น
“ขนแคชเมียร์ราคาเท่าไหร่? ถ้ามันถูกเกินไป พวกเราจะไม่ขาย” เหมิงปาเค่อเอ่ยขึ้น
ปัวอี๋เบะปากใส่ “คิดว่านายเป็นเจ้าของแกะทุกตัวบนโลกนี้รึไง?”
คำพูดของปัวอี๋ ทำให้เหมิงปาเค่อถึงกับพูดไม่ออก เขาหันไปพูดกับตั่วเอ๋อร์เชี่ยนด้วยภาษาพื้นเมือง ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายตอบกลับมาว่าอย่างไร แต่เหมิงปาเค่อกลับก้มหน้าเงียบไปด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
ลี่หรงพูดขึ้นว่า “ราคาอยู่ที่ประมาณยี่สิบถึงสามสิบห้าหยวนต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพด้วย”
ราคาที่ลี่หรงบอกเป็นราคาที่เขาไปสอบถามมาจากในตลาด ถือว่าค่อนข้างยุติธรรม ในขณะที่ขนสัตว์ทั่วไปราคาอยู่ที่ประมาณสองถึงสามหยวนต่อกิโลกรัม
ตั่วเอ๋อร์เชี่ยนคิดว่าราคาที่ลี่หรงเสนอให้นั้นใช้ได้ “แต่ขนแพะของที่บ้านของฉันยังไม่ได้หวี ฉันกับยายคงต้องใช้เวลาหวีอีกหลายวัน”
“ไม่เป็นไร อีกไม่กี่วันเดี๋ยวพวกเราจะกลับมาใหม่”
จู่ ๆ เหมิงปาเค่อพูดขึ้นว่า “ถ้าอยากได้ขนสัตว์เร็ว ๆ พวกเราก็มาช่วยกันหวีขนแพะสิ”
ปัวอี๋พูด “ดีนัก! ฉันรู้อยู่แล้วว่านายน่ะมันเจ้าเล่ห์!”
ลี่หรงยิ้มแล้วพูดว่า “พวกเราอยู่ที่นี่นานไม่ได้ ต้องขอโทษด้วย พวกคุณหาวิธีจัดการเอาเองแล้วกัน ช่วงนี้พวกเรายังต้องไปรับซื้อขนสัตว์ที่อื่นอีก”
ในที่สุดก็ซื้อของได้แล้ว ถึงแม้จะได้มานิดหน่อย แต่อย่างน้อยลี่หรงยังรู้สึกโล่งใจขึ้นบ้าง ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี
ก่อนออกไปตั่วเอ๋อร์เชี่ยนยังได้เอาเล่าปิ่ง*[1] กระดาษไขห่อขนมแป้งทอดไปหลายอันให้ฉันด้วย
*[1] เล่าปิ่ง
ที่มา : 晚上揉发面,早上来烙饼,做法简单又省事,层层香软更好吃_面团_酵母_发面饼 (sohu.com)