ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 345 การขนส่งสินค้า
บทที่ 345 การขนส่งสินค้า
เมื่อออกจากบ้านของตั่วเอ๋อร์เชี่ยนแล้ว เหมิงปาเค่อได้พาลี่หรงและคนอื่น ๆ ไปอีกหลายที่ แต่ละที่ก็จะได้ขนแกะหรือขนแพะมาบ้าง
บางบ้านเพิ่งจะตัดขนแกะเสร็จแล้วกำลังจะเอาออกไปขาย โชคดีที่ลี่หรงไปทัน ส่วนบางบ้านที่ยังไม่ได้ตัดขนแกะ ลี่หรงเลยนัดวันที่จะไปรับเหมือนกับกรณีของตั่วเอ๋อร์เชี่ยน
เพราะว่าต้องไปรับขนแกะด้วยตัวเอง ลี่หรงจึงต้องอยู่ที่เอ้อเอ่อร์ตัวซือต่ออีกสักพัก เธอจึงโทรหาสวีจิ้งตานและเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง
การรับซื้อขนแกะไม่ค่อยราบรื่นนัก เรียกได้ว่าเป็นอุปสรรคแรกของหลานไห่เลยทีเดียว
สวีจิ้งตานเคยทำธุรกิจมาก่อน ย่อมรู้ดีว่าการทำธุรกิจนั้นเป็นเรื่องยากที่จะไม่พบเจออุปสรรค เธอเข้าใจสถานการณ์ดี จึงบอกให้ลี่หรงดูแลตัวเองก่อน ถ้ารับซื้อขนแกะไม่ได้จริง ๆ ก็ให้กลับมา
วันรุ่งขึ้น เมื่อเหมิงปาเค่อมาถึง เขาหยิบเงินห้าสิบหยวนออกจากกระเป๋าแล้วให้ลี่หรงพร้อมกับพูดว่า “ตั่วเอ๋อร์เชี่ยนบอกว่าเธอไม่รับเงินของคุณ”
“นี่เป็นค่าอาหาร” เงินห้าสิบหยวนนั้น ลี่หรงตั้งใจวางไว้ใต้ชามข้าว คาดว่าตั่วเอ๋อร์เชี่ยนคงเห็นตอนเก็บโต๊ะ
ยิ่งไปกว่านั้น เหมิงปาเค่อยังย้ำกับเธอหลายครั้งเรื่องการจ่ายค่าอาหารไม่ใช่หรือ?
ลี่หรงมองเหมิงปาเค่อด้วยความสงสัย
ตอนนั้นเองที่ลี่หรงรู้ภูมิหลังของตั่วเอ๋อร์เชี่ยน เธอจึงเข้าใจว่าทำไมเหมิงปาเค่อถึงได้ย้ำนักย้ำหนาให้เธอจ่ายเงินค่าอาหาร เธอเลยตั้งใจจ่ายให้อีกฝ่ายเกินราคาด้วยซ้ำ
เมื่อรู้ว่าที่บ้านของตั่วเอ๋อร์เชี่ยนกำลังเลี้ยงแกะอยู่กว่าสามสิบตัว ลี่หรงเลยไม่รู้สึกเสียดายเงินห้าสิบหยวนที่จ่ายไป ถือซะว่าเป็นการมอบความปรารถนาดีให้กับลูกหลานของเหล่าทหารหาญที่คอยปกป้องเขตแดนอยู่แล้วกัน
เหมิงปาเค่อเกาหัวตัวเองเบา ๆ “ไม่ได้หรอก ถ้าตั่วเอ๋อร์เชี่ยนรู้ว่าคุณไม่รับ เธอต้องโกรธแน่…”
“รู้อย่างนี้แล้วจะทำไปทำไม?” ปัวอี๋กลอกตาไปมา
สุดท้ายลี่หรงก็ไม่ได้รับเงิน เหมิงปาเค่อเลยเอาไปหักกับค่าเช่ารถของพวกเธอบอกว่าจะคิดรวมกันไปเลย
หลายวันที่ผ่านมา เหมิงปาเค่อไม่ได้พาลี่หรงกับคนอื่น ๆ เที่ยวแบบเรื่อยเปื่อยอีก พอพวกลี่หรงจะออกไปข้างนอกก็รู้ว่าต้องเตรียมน้ำกับของกินติดตัวไปด้วย เผื่อเอาไว้กินรองท้อง
ไม่เช่นนั้นการหาอาหารระหว่างการเดินทางคงเป็นเรื่องยากแน่นอน!
รถไถติดเครื่องอีกครั้ง พวกลี่หรงเริ่มสนิทกับเหมิงปาเค่อมากขึ้นแล้ว
ปัวอี๋ผู้เสน่ห์หาเรื่องชาวบ้านก็เริ่มทำงาน เธอถามเหมิงปาเค่อว่า “นายชอบตั่วเอ๋อร์เชี่ยนใช่ไหม?”
เหมิงปาเค่อไม่ตอบคำถาม แต่ใบหูของเขากลับขึ้นสีแดงระเรื่อ บ่งบอกความในใจของเขาออกมา
ลี่หรงอมยิ้ม เหมิงปาเค่อกับตั่วเอ๋อร์เชี่ยนอายุใกล้เคียงกัน และทั้งคู่ก็ยังไม่มีใคร การชอบพอกกันถือเป็นเรื่องธรรมดา
ดูเหมือนหนุ่มสาวสองคนนี้ไม่ได้รีบร้อน เพราะไม่อย่างนั้น หากดูจากอายุของพวกเขาคงน่าจะแต่งงานกันไปแล้ว
ไม่นานก็ได้ยินเสียงเหมิงปาเค่อดังมาจากข้างหน้า คล้ายกับกำลังแสร้งโมโหด้วยความเขินอาย “อย่าพูดมั่วซั่วนะ!”
“เอาน่า ชอบก็บอกไปสิ ไม่เห็นต้องอายเลย ดูจากอายุพวกเธอก็น่าจะแต่งงานกันได้แล้ว หรือว่านายจะรอให้ตั่วเอ๋อร์เชี่ยนไปแต่งงานกับคนอื่น?”
หลี่ว์เส่าหวามองปัวอี๋อย่างครุ่นคิด
แต่ลี่หรงมีความคิดเหมือนกับปัวอี๋ “ใช่แล้ว ถ้าชอบก็ต้องพยายาม ไม่งั้นจะต้องมานั่งเสียใจทีหลัง”
“รออีกสองปีค่อยว่ากัน พ่อของเธอกับพี่ชายฉันก็เพิ่งจะจากไป…”
คำพูดตรงนี้ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ได้เตรียมที่จะลงมือ เพียงแต่มีเหตุทำให้ต้องล่าช้าออกไปเท่านั้น
พออยู่ที่เอ้อเอ่อร์ตัวซือได้ราวสิบวัน พอคิดคำนวณดูแล้ว ปริมาณขนสัตว์ที่ได้มานั้นช่างน้อยนิดเหลือเกิน
วัตถุดิบที่ในอนาคตต่างใช้หน่วยตันในการคำนวณ แต่ตอนนี้ลี่หรงกลับเพิ่งได้ขนแพะแคชเมียร์มาแค่ร้อยยี่สิบกิโลกรัมและขนแกะราวสามร้อยหกสิบกิโลกรัม รวมกันแล้วยังไม่ถึงหนึ่งตันด้วยซ้ำ
ช่างน่าหนักใจจริง ๆ
ไม่รู้เหมือนกันว่าปีนี้จะยังผลิตเสื้อขนสัตว์ได้ราบรื่นหรือเปล่า
ขนสัตว์จำนวนมากขนาดนั้น พวกลี่หรงคงแบกกลับไปเองไม่ไหวหรอก ลี่หรงเลยลองไปติดต่อรถไฟขนสินค้าโดยเฉพาะ แต่พวกเขาต้องหาวิธีขนไปสถานีรถไฟกันเอง
จริงอยู่ว่ามีรถบรรทุกให้เลือกใช้เหมือนกัน แต่ราคาค่าเช่ามันแพง แถมลี่หรงยังกังวลว่าถ้าใช้รถบรรทุกส่วนตัววิ่งทางไกลแบบนี้ อาจจะถูกปล้นกลางทางได้
สุดท้ายเธอเลยเลือกใช้รถไฟ
ส่วนการขนไปสถานีรถไฟ พวกเขายังคงใช้รถแทรกเตอร์ของเหมิงปาเค่ออยู่เหมือนเดิม
ช่วงนี้เหมิงปาเค่อคอยช่วยงานมากมาย ลี่หรงจึงรู้สึกว่าสามสิบหยวนต่อวันที่จ่ายไปนั้นคุ้มค่าแล้ว
ปัวอี๋ช่วยอะไรตรงนี้ไม่ได้ ลี่หรงเลยให้เธอกลับไปก่อน เหลือไว้แค่หลี่ว์เส่าหวากับอู่เชา
รอจนทุกอย่างเรียบร้อย ลี่หรงถึงได้เตรียมตัวกลับเมืองหยาง
ก่อนวันเดินทางหนึ่งวัน ลี่หรงตั้งใจเชิญเหมิงปาเค่อออกมาเจอ
ตลอดระยะเวลาที่ลำบากลำบนตระเวนรับซื้อขนแกะทั่วเอ้อเอ่อร์ตัวซือ ทำให้ลี่หรงคิดได้ว่าต้องหาทางทำอะไรสักอย่าง ไม่งั้นทุกครั้งจะเหนื่อยแบบนี้ตลอด แล้วแบบนี้จะรับซื้อขนแกะได้สักกี่เที่ยวเชียว?
และการทำแบบนี้มันไร้ประสิทธิภาพเกินไป เพราะลี่หรงต้องมาเสียเวลากับเรื่องนี้ไม่รู้เท่าไหร่
ในเมื่อที่นี่ไม่มีโรงงานผลิตขนแกะหรือจุดรับซื้อ
แล้วทำไมตอนนี้ถึงมีไม่ได้ล่ะ?
หลังจากครุ่นคิดมาหลายคืน ลี่หรงเลยมีความคิดดี ๆ ขึ้นมา
แน่นอนว่า ก่อนหน้านี้เธอเคยบอกไปแล้วว่าไม่สามารถสร้างโรงงานที่นี่ด้วยตัวเองได้
ในยุคสมัยที่การติดต่อสื่อสารและการคมนาคมยังไม่เจริญเช่นนี้ การเดินทางจากเมืองหยางมาที่นี่นั้นแสนไกล เรื่องราวต่าง ๆ จึงยากที่จะดูแลได้ทั่วถึง
แต่เราสามารถชักชวนพวกเหมิงปาเค่อให้ทำแทนได้
ตลอดเวลาที่ผ่านมาที่ได้พบปะกับเหมิงปาเค่อ ลี่หรงรู้สึกว่าเขานิสัยดี มีความคิด และขยันขันแข็ง…
ลี่หรงจึงคิดจะลองถามดูว่าอีกฝ่ายมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง?
ลี่หรงไม่ได้คิดจะเข้าไปร่วมหุ้นด้วย แต่เธอสามารถร่วมมือกับพวกเขาได้
ถ้าหากว่าเหมิงปาเค่อยินดีเปิดจุดรับซื้อขนสัตว์ที่เอ้อเอ่อร์ตัวซือ ลี่หรงก็สามารถร่วมมือกับเขา คอยรับซื้อขนสัตว์ที่เหมิงปาเค่อได้มาอีกที
ที่พูดแบบนี้ก็เพราะว่าธุรกิจนี้ถ้าหากได้ลงมือทำแล้ว ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะไม่มีเงินกำไร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอีกสองสามปีข้างหน้า ราคาขนสัตว์จะมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น ถ้าหากลี่หรงจำไม่ผิด เหมือนจะเป็นประเทศญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุน แล้วรับซื้อขนสัตว์ในราคาสูง
ราคาแพะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้คนบนทุ่งหญ้าเริ่มหันมาเลี้ยงแกะกันมากขึ้น…..
ทว่าสุดท้ายแล้วแกะกลับมีมากเกินไป กลายเป็นมากเกินความพอดี จนทำลายระบบนิเวศของทุ่งหญ้า…
ลี่หรงไม่ต้องการให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น
เมื่อได้ฟังความคิดของลี่หรง สีหน้าของเหมิงปาเค่อเต็มไปด้วยความตกใจ “เธออยากให้ฉันสร้างโรงงานงั้นเหรอ?”
เขาส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ “ไม่ได้ ฉันไม่ทำหรอก นั่นมันเป็นเรื่องของพวกนายทุนใหญ่ทั้งหลาย ตั่วเอ๋อร์เชี่ยนบอกว่าถ้าฉันไปทำธุรกิจแบบนั้น สุดท้ายต้องโดนหลอกขายเป็นทาสแน่ ๆ ไม่เอา ๆ ไม่ทำเด็ดขาด!”
“ฉันว่าเธอก็ฉลาดใช่ย่อยนะ” ลี่หรงพูดถึงเรื่องที่เหมิงปาเค่อต่อรองราคาตอนแรก
ตอนนั้นเหมิงปาเค่อไม่ได้เรียกราคาสามสิบตั้งแต่แรก แต่เรียกตั้งห้าสิบ หลังจากต่อรองกับลี่หรงแล้วถึงได้ตกลงกันที่สามสิบ
อีกทั้งเหมิงปาเค่อยังพาพวกเธอวิ่งวุ่นโดยไม่ได้เตือนให้เอาของกินไปด้วย ถึงเขาจะบอกว่าไม่ได้คิดอะไร แต่ลี่หรงไม่เชื่อหรอก
เหมิงปาเค่อยังไม่ยอมตกลง “แล้วถ้าขนสัตว์ที่รับซื้อมาขายไม่ออก แล้วจะทำยังไง?”
ลี่หรงบอกว่า “ขายให้ฉันก็ได้ คุณรับซื้อมาราคาเท่าไหร่ ฉันจะรับซื้อต่อเท่านั้นแหละ แต่ถ้ามีคนอื่นอยากซื้อด้วย คุณก็ตัดสินใจเองว่าจะขายให้ใคร”
เมื่อเห็นเขาเงียบไป ลี่หรงเลยถามว่า “คุณกังวลเรื่องอะไรอีกหรือเปล่า?”
การทำธุรกิจขนสัตว์ในท้องถิ่น ย่อมได้กำไรแน่นอน แต่อนาคตจะเป็นอย่างไรนั้น ลี่หรงนั้นรู้ดี แต่ไม่สะดวกที่จะบอกเหมิงปาเค่อ เดี๋ยวเขาจะหาว่าเธอเป็นบ้าเอา
ลี่หรงถอนหายใจเบา ๆ
“ที่เอ้อเอ่อร์ตัวซือก็มีโรงงานขนสัตว์ ทำไมคุณไม่ไปร่วมมือกับพวกเขาเล่า?” เหมิงปาเค่อจ้องมองลี่หรงอย่างระแวดระวัง
“ใช่ แต่ที่นี่ก็มีโรงงานเสื้อผ้าขนสัตว์เหมือนกัน ตอนนี้แกะบนทุ่งหญ้าน้อยเกินไป แค่เอามาทำเสื้อผ้าใช้เองยังไม่พอเลย”
จริง ๆ แล้วขนสัตว์สามารถเอามาทำของได้หลายอย่าง ทั้งเสื้อผ้า ผ้าห่ม… ขนสัตว์ในตอนนี้จึงอยู่ในสภาพที่เรียกได้ว่า ขาดตลาด!
ลี่หรงเป็นคนต่างถิ่นที่ต้องการแบ่งขนสัตว์ออกจากพวกเขา โอกาสสำเร็จมีน้อย ยิ่งไปกว่านั้น ลี่หรงเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นานก็ไปเยี่ยมชมโรงงานขนสัตว์มาสองสามแห่งแล้ว
ผลปรากฏคือถูกปฏิเสธทั้งหมด
ลี่หรงอยู่ที่เมืองหยาง ระยะทางไกลขนาดนั้น ถือเป็นคู่ค้าที่ไม่ค่อยน่าไว้ใจเท่าไหร่ แถมยังมีค่าขนส่งอีก ค่าใช้จ่ายสูงเกินไป ในเมื่อท้องถิ่นก็มีโรงงานเสื้อผ้าขนสัตว์ พวกเขาจึงเลือกที่จะร่วมงานกับคนในพื้นที่มากกว่า
หากต้นทุนต่ำ ธุรกิจก็ไปได้สวย
ใครจะไปลงทุนสูง ๆ ร่วมงานกับลี่หรงกัน?
เหมิงปาเค่อไม่ได้ตอบตกลงหรือปฏิเสธ เพียงแต่บอกว่า “ขอคิดดูก่อนแล้วกัน นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ…”
ลี่หรงจึงให้วิธีติดต่อกับเขาไว้ พร้อมย้ำอีกครั้งว่า เธอยินดีร่วมงานกับเหมิงปาเค่อมาก
แม้การขนส่งทางไกลจะมีค่าใช้จ่าย แต่ลี่หรงคิดว่ายังไงก็ถูกกว่าที่พวกเธอเสียค่าใช้จ่ายมากมายเพื่อมาที่นี่
เธอหวังว่าเหมิงปาเค่อจะตกลงทำธุรกิจขนสัตว์ในเร็ววันนี้