ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 346 กลับบ้านเกิด
บทที่ 346 กลับบ้านเกิด
เมืองหยาง
ช่วงที่ลี่หรงพาอู่เชาและหลี่ว์เส่าหวาไปที่เอ้อเอ่อร์ตัวซือ พวกเขาเหน็ดเหนื่อยกันมากเพราะเรื่องขนสัตว์ ลี่หรงให้ตัวเองหยุดพักสองวัน ส่วนอู่เชาและหลี่ว์เส่าหวาได้หยุดหนึ่งวัน
หลังจากกลับมาทำงาน ลี่หรงไปโรงงานเป็นที่แรก เพื่อดูความคืบหน้าการผลิตชุดนักเรียน
หลังจากร่วมมือเรื่องชุดนักเรียนกับโรงเรียนมัธยมหลายแห่งในฮ่องกงเมื่อครึ่งปีแรก ชุดนักเรียนฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวก็ร่วมมือกับหลานไห่ด้วย
ชุดนักเรียนฤดูใบไม้ร่วงกับฤดูหนาวต้องทำเสื้อโค้ตด้วย และยังต้องทำมากกว่าสี่พันชุด
หลังจากรับพนักงานเพิ่มแล้ว คนงานในโรงงานทั้งหมดมีประมาณสองร้อยสามสิบคน กำลังการผลิตจึงสูงมาก ใช้เวลาเพียงสามวันก็ตัดเย็บชุดนักเรียนเสร็จ และรีบขนส่งไปยังฮ่องกงได้ก่อนเดือนกันยายน
ชุดนักเรียนแบบฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวใช้วัสดุเยอะ กำไรจึงมากกว่าแบบฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนประมาณสองหยวนต่อชิ้น หากรวมคำสั่งซื้อจากหลายโรงเรียนแล้ว กำไรน่าจะสูงถึงสามหมื่นหยวน
เมื่อกำลังการผลิตของโรงงานหลานไห่เพิ่มขึ้น พวกเธอก็ไม่ควรทำธุรกิจแบบเดิม ๆ
จากที่เหอไฉซานเริ่มรับตัดเย็บชุดนักเรียน ถือเป็นการพัฒนาเส้นทางใหม่ เส้นทางนี้ในฮ่องกงประสบความสำเร็จ ในประเทศก็น่าจะไปได้ดีเช่นกัน
ในเมื่อตอนนี้พวกเรามีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องแล้ว ลี่หรงรู้สึกว่าโรงงานหลานไห่มีความสามารถที่จะทำธุรกิจชุดนักเรียนต่อไปได้
โรงเรียนในประเทศก็มีชุดนักเรียน ลี่หรงเพิ่งเคยสังเกตชุดนักเรียนในประเทศ เพราะตอนแรกหลานไห่ตั้งเป้าผลิตเสื้อผ้าสำหรับคนทั่วไป
สวีจิ้งตานเองแต่ก่อนก็ทำธุรกิจขายส่ง วิ่งขายของตามตลาดเลยไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เช่นกัน
ถ้าลี่หรงคิดไม่ผิด โครงการของรัฐบาลอย่างชุดนักเรียนในสังคมช่วงนี้ น่าจะเป็นการเปิดประมูลแข่งขัน ก่อนหน้านี้ทั้งลี่หรงและสวีจิ้งตานไม่เคยคิดจะทำธุรกิจชุดนักเรียน จึงไม่ได้สนใจประกาศของรัฐบาลนัก โครงการของรัฐบาลยุคนี้ ส่วนใหญ่จะประกาศผ่านข่าวสารของรัฐ หรือไม่ก็ป้ายประกาศของรัฐ ไม่เหมือนยุคหลังที่หาอ่านได้จากเว็บไซต์ของรัฐบาล
ส่วนอีกช่องทางหนึ่งคือ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการตรวจสอบคุณสมบัติและคัดเลือกบริษัทเสื้อผ้า จากนั้นจึงส่งจดหมายเชิญ
เชิญไปทำอะไรเหรอ?
เชิญไปร่วมประมูลน่ะสิ
หลานไห่ไม่ได้รับเชิญ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไม่มีการประกาศแบบนี้หรือว่าหลานไห่ไม่ตรงตามเงื่อนไขที่ทางรัฐกำหนดไว้
ที่ผ่านมาแล้วก็ช่างมันเถอะ แต่ตอนนี้ลี่หรงมีความคิดอยากลองรับออเดอร์ชุดนักเรียนของที่นี่ดูบ้าง เธอจึงเริ่มไปศึกษาธุรกิจชุดนักเรียนของที่นี่
พอได้รู้เรื่องราวทั้งหมด ก็พบว่ามันใกล้เคียงกับที่เธอคิดไว้ไม่มีผิด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประกาศประมูลไปแล้ว และโรงงานเสื้อผ้าก็ได้ยื่นเอกสารเข้าร่วมการประมูล แถมยังมีพ่อค้าคนกลางติดต่อเข้ามาแล้วด้วย…
แต่น่าเสียดายที่การประมูลชุดนักเรียนนั้นจัดขึ้นทุก ๆ สามปี ครั้งล่าสุดคือปีที่แล้ว ดังนั้นครั้งต่อไปน่าจะเป็นปีหน้า
ในปีนี้ลี่หรงคงหมดหวังแล้ว แต่เธอสามารถติดตามข่าวสารล่วงหน้า การประมูลปีหน้าอาจจะประกาศให้ทราบตั้งแต่ต้นปีก็ได้
เธอจึงตั้งเป้าหมายนี้ไว้ในใจ
เมื่อขนสัตว์ถูกส่งมาถึงสถานีรถไฟเมืองหยาง ลี่หรงก็พาช่างจากโรงงานขับรถบรรทุกไปรับขนสัตว์เหล่านั้นกลับมา
ขนสัตว์ที่ได้มานั้นมีจำนวนน้อยเกินไป ทำให้ผลิตสินค้าได้ไม่มาก
ดังนั้น ลี่หรงจึงไม่ได้ออกแบบเสื้อขนสัตว์ให้มีความหลากหลายหรือหวือหวา เธอเพียงแค่พูดคุยกับช่างฝีมือและตกลงกันว่าจะใช้สีขนสัตว์แบบธรรมชาติ ซึ่งช่วยประหยัดต้นทุนในการย้อมสีไปได้อีก
ลี่หรงเป็นคนดูแลการซื้อขายขนสัตว์ทั้งหมดในครั้งนี้ เธอจดบันทึกรายละเอียดค่าใช้จ่ายทั้งหมดไว้ และส่งต่อให้ฝ่ายบัญชีเป็นผู้ตรวจสอบต่อไป
ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของทั้งสี่คน ตั้งแต่ออกจากบ้านจนกลับมาถึงเมืองหยาง รวมทั้งสิ้นสี่ร้อยแปดสิบหยวน
ขนแกะหนักสามร้อยหกสิบกิโลกรัม ราคาเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละสองหยวนกับอีกสองเฟิน ส่วนขนแพะแคชเมียร์หนักร้อยยี่สิบกิโลกรัม ราคาเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละยี่สิบแปดหยวน เมื่อคำนวณต้นทุนวัตถุดิบทั้งหมดแล้วอยู่ที่สี่พันหนึ่งร้อยห้าสิบหยวน
เพื่อที่จะผลิตเสื้อขนสัตว์ได้มากขึ้น ลี่หรงจึงตัดสินใจทำเสื้อขนสัตว์ที่น้ำหนักเบาลง และขายแค่ในตลาดท้องถิ่นเท่านั้น
เสื้อขนสัตว์น้ำหนักสองร้อยกรัมก็เพียงพอที่จะใส่ในเมืองหยางได้แล้ว
หลังจากปรึกษากับฝ่ายผลิตแล้ว พวกเขาจึงตัดสินใจทำเสื้อแกะแบบสามร้อยกรัม ในสัดส่วนแปดสิบห้าเปอร์เซ็นต์และเสื้อขนแพะแคชเมียร์แบบสองร้อยกรัม ในสัดส่วนเจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็นต์
แม้ว่าจะเป็นเสื้อขนสัตว์น้ำหนักเบาแบบนี้ แต่หลังจากหักลบส่วนที่เสียหายจากการผลิตแล้ว พวกเขาทำเสื้อขนแพะได้เพียงหนึ่งพันสี่ร้อยตัว และเสื้อแคชเมียร์อีกแปดร้อยตัว
หลังจากคำนวณต้นทุนแล้ว พวกเขากำหนดราคาขายส่งเสื้อขนแกะตัวละหนึ่งหยวนหกเฟิน และเสื้อแคชเมียร์ตัวละหกหยวนหกเฟิน
“ถ้าคำนวณดูแล้ว พวกเรายังคงได้กำไรนะ เพียงแต่ของมันน้อยไปหน่อย แค่นี้พ่อค้าคนกลางก็กวาดไปหมดแล้ว”
ลี่หรงยังรู้สึกงง ๆ อยู่เลย
ยังไงพวกเราต้องหาทางนำขนสัตว์มาให้ได้ ถึงแม้ว่างานนี้จะกำไร แต่ถือว่ายังน้อย หากเทียบกับเวลาที่ลี่หรงเสียไปตั้งครึ่งเดือน
พอเข้าเดือนกันยายนถึงตุลาคม จ้าวชิงซงก็ยิ่งยุ่งเข้าไปอีก ถึงขั้นต้องกลับไปที่หมู่บ้านต้าเจียง เพื่อไปเก็บลูกแพร์
ปีนี้คนในหมู่บ้านปลูกแพร์กันเยอะ แพร์ไม่ได้มีแค่บนเขาของจ้าวชิงหยางเท่านั้น แต่แพร์ของหลาย ๆ บ้านก็กำลังออกผลแล้ว
ซ่งเสี่ยวซานกับหลี่ต้าไห่เองก็กำลังจะได้เก็บเกี่ยวผลผลิตเป็นครั้งแรกเช่นกัน พวกเขายิ่งรู้สึกอุ่นใจมากขึ้นเมื่อจ้าวชิงซงกลับมา ผลผลิตทั้งหมดที่เก็บเกี่ยวได้ พวกเขาก็ขายให้จ้าวชิงซงไปหมด
ถึงแม้ว่าปีนี้จะมีคนปลูกแพร์เยอะ แต่จำนวนแพร์ไม่ได้มากอย่างที่คิด ส่วนราคาขายก็ยังเท่ากับปีที่แล้ว ผลไม้ที่เขาเคยขายเมื่อปีก่อน ราคาตั้งห้าเหมาต่อหนึ่งกิโลกรัม แต่ตอนนี้เขาต้องรับซื้อผลไม้ในหมู่บ้านและเขาก็เป็นคนทำธุรกิจ แน่นอนว่าราคาที่รับซื้อจากชาวบ้านจะให้ราคาห้าเหมาไม่ได้
พ่อค้าที่เดินทางมารับซื้อจากอำเภอให้ราคาสามเหมาห้าเฟิน ซึ่งสูงกว่าปีที่แล้วห้าเฟิน ส่วนร้านของจ้าวชิงซงให้ราคาสามเหมาแปดเฟิน ซึ่งสูงกว่าราคาข้างนอกสามเฟิน และข่าวนี้ก็แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านแล้ว
ชาวบ้านต้าเจียงหลายคนคิดกันไปต่าง ๆ นานา
“เหล่าจ้าวนี่ไม่ธรรมดาจริง ๆ นึกว่าออกไปทำงานข้างนอกแล้ว ใครจะไปคิดว่าตอนนี้จะกลับมาเป็นเถ้าแก่รับซื้อผลไม้ของพวกเราได้”
“ไม่ใช่เถ้าแก่แล้วจะเป็นอะไรล่ะ?”
“พวกที่ขับรถบรรทุกคันใหญ่ ๆ ในอำเภอมารับซื้อผลไม้ก็เป็นเถ้าแก่ที่พุงกางกันทั้งนั้นแหละ!”
เมื่อเทียบกับการขนไปขายให้พ่อค้าคนกลางข้างนอกในราคาสามเหมาห้าเฟินแล้ว ชาวบ้านที่แม้แต่ในใจจะอิจฉาตาร้อนมากแค่ไหน ต่างก็เลือกที่จะขายผลไม้ให้กับจ้าวชิงซงโดยไม่ลังเล อย่างน้อยก็ได้เพิ่มมาอีกสามเฟินแล้ว แถมไม่ต้องขนไปขายที่อำเภออีก
ครั้งนี้จ้าวชิงซงไม่ได้กลับมาคนเดียว แต่เขายังชวนติงลี่เหรินมาด้วย
หน้าบ้านของจ้าวชิงซงมีรถบรรทุกมาจอด ทุกวันตอนกลางวันจะรับผลไม้ ส่วนตอนกลางคืนก็จะขนออกไป
ในอำเภออาจจะไม่มีเรื่องอะไรน่ารายงาน จ้าวชิงซงเลยได้ขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์อีกครั้ง คราวนี้เขาถูกชมเชยที่ชักชวนชาวบ้านปลูกต้นไม้จนร่ำรวย จากเดิมที่คนมองว่าเขาขยันทำมาหากิน ก็ยกระดับเป็นการนำพาชาวบ้านให้ร่ำรวยขึ้น…
จ้าวชิงซงไม่ค่อยอยากได้หน้าเท่าไหร่ แต่เขาอยากได้เงินมากกว่า เขาเลยมองว่าการกระทำแบบนี้เสียเวลาเขาเปล่า ๆ เพียงแค่ได้ข้าวสารอาหารแห้งมานิดหน่อยเอง แต่หัวหน้าหมู่บ้านกลับชอบได้หน้า สภาพอากาศแถบนี้เหมาะกับการปลูกต้นแพร์ เขาเลยชวนจ้าวชิงซงมาจัดประชุมชาวบ้าน เพื่อสนับสนุนให้ทุกบ้านในหมู่บ้านปลูกต้นแพร์
จริง ๆ แล้วคนที่ไม่ได้ปลูกต้นแพร์ต่างก็เริ่มคิดแล้วเช่นกัน!
ปีนี้คนที่ปลูกแพร์ต่างได้ผลผลิตดี บางคนถึงขั้นเตรียมตัวสร้างบ้านใหม่ รอวันฉลองปีใหม่กันเลยทีเดียว
ส่วนคนที่ไม่ได้ปลูกแพร์ ส่วนใหญ่หันไปปลูกข้าวแทน แน่นอนว่าพอทุกบ้านปลูกเหมือนกันแบบนี้ ราคาขายมันก็ไม่ดีเท่าไหร่ สุดท้ายเลยต้องเก็บไว้ใช้จ่ายเท่านั้น ชาวนาที่ไม่ได้ออกไปทำงานที่อื่น แม้จะตรากตรำทำงานหนักมาตลอดทั้งปี นอกจากจะไม่ต้องอดอยากแล้วก็แทบจะไม่มีเงินเก็บเลย
ขณะที่คนที่ปลูกแพร์ แม้แต่คนที่ทำได้แย่ที่สุดยังพอมีเงินเก็บหลักร้อยหยวน ส่วนบางคนยังมีเงินเก็บเป็นพันหยวนเลยทีเดียว…
“ทำไมไม่ลองปลูกต้นแพร์ดูล่ะ?”
“ส่วนข้าว ปลูกแค่พอกินก็พอแล้ว”
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………