ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 351 อวยพรปีใหม่
บทที่ 351 อวยพรปีใหม่
ครอบครัวของจ้าวไม่ได้ฉลองปีใหม่ที่เมืองหลวง หยวนฮุยเหวินฉลองปีใหม่อยู่คนเดียวหลังจากครึกครื้นมานานหลายปี ปีนี้กลับเงียบเหงา ทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหร่นัก
แต่เมื่อทานอาหารเสร็จแล้วนอนหลับไป ตื่นขึ้นมาปีใหม่ก็ผ่านไปแล้ว เขาได้แต่ปลอบใจตัวเองแบบนี้
หลังจากที่ลี่หรงโทรหาครอบครัวเสร็จแล้ว เธอไม่ลืมที่จะโทรไปหาหยวนฮุยเหวินเพื่ออวยพรวันปีใหม่ด้วย
หลังจากที่หยวนฮุยเหวินคุยกับลี่หรงสักพัก เขาเหมือนนึกอะไรขึ้นได้จึงถามลี่หรงว่า “เธอได้เจอกับนักเรียนของฉันบ้างหรือยัง?”
ลี่หรงรู้ว่าเขาหมายถึงคณะกรรมการพรรคประจำเมือง เธอจึงส่ายหน้าและตอบกลับอีกฝ่ายว่ายังไม่ได้เจอ
หยวนฮุยเหวินถอนหายใจ
ลี่หรงยังคงเป็นคนนิสัยแบบนี้ ถ้าเป็นคนอื่น พวกเขาคงวิ่งเต้นไปหาแล้ว!
“รออีกสักสองสามวัน ฉันกับจ้าวชิงซงจะไปทักทายท่านเลขาธิการโอวนะคะ” ลี่หรงกล่าว
มีคำพูดหนึ่งที่ลี่หรงไม่ได้พูด คนในตำแหน่งอย่างโอวเจิ้งเต๋อ ช่วงปีใหม่คงยุ่งมาก คาดว่าคงไม่มีเวลามาสนใจลี่หรงหรอก
ช่วงที่แม่จ้าวเพิ่งกลับมาที่หมู่บ้าน ชาวบ้านต่างอิจฉา แต่ในใจอดคิดในแง่ลบไม่ได้ว่าทำไมพวกเขาถึงกลับมา? หรือว่าเธอจะเข้ากับภรรยาของลูกชายคนที่สองไม่ได้ ถึงได้ถูกไล่กลับมาอยู่บ้านนอกแบบนี้?
ก็ใช่น่ะสิ ยุวชนลี่นิสัยแบบนั้น จะไปเลี้ยงดูคนแก่สองคนได้ยังไงกัน?
ชาวบ้านไม่รู้หรอกว่าคุณพ่อจ้าวกับคุณแม่จ้าวเพิ่งไปเมืองหลวง ก็เริ่มทำร้านขายผลไม้ แม้ว่าตอนนี้จะปิดไปแล้ว แต่ในมือยังมีเงินอยู่ไม่น้อย
ไหนจะค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในบ้านล้อมลานที่แทบจะไม่ต้องควักเนื้อตัวเองเลยด้วยซ้ำ
ชาวบ้านยิ่งพูดยิ่งออกนอกลู่นอกทาง บางคนเห็นอันอันมาด้วยก็เริ่มคลางแคลงใจน้อยลง คิดว่ายังอุตส่าห์พาหลานชายกลับมาด้วย คงไม่ใช่เรื่องแบบนั้นหรอก
แต่บางคนยังคงคิดว่า อันอันต้องเป็นเด็กที่คุณแม่จ้าวพากลับมาด้วยแน่ ๆ เพราะยังไงซะก็เป็นหลานชายของตระกูลจ้าว…
บอกตามตรงว่า คนบางคนก็ดื้อรั้นแบบนี้ ชอบคิดในแง่ร้ายกับคนอื่น ราวกับว่าทำแบบนั้นแล้วชีวิตตัวเองจะดีขึ้นงั้นแหละ!
คุณแม่จ้าวกลับมาที่หมู่บ้านต้าเจียง พอวันที่สองของปีใหม่จ้าวชิงหลิ่วก็พาครอบครัวมาเยี่ยม
ปีที่แล้วคุณแม่จ้าวได้เจอเหอฮวาที่เมืองหลวงแล้ว แต่ไม่ได้เจอหลานชายทั้งสองคนนานมาก พอเจอหน้าก็คว้าตัวมาโอ๋เอ็นดูยกใหญ่
ที่หมู่บ้านต้าเจียงมีแค่ลูกหลานตัวเอง คุณแม่จ้าวจึงไม่จำเป็นต้องไปพบปะใคร แต่หลังปีใหม่เธอยังอยู่ที่หมู่บ้านอีกระยะหนึ่ง กะว่าจะรออันอันกับต้าหนิวเปิดเทอมแล้วค่อยกลับเมืองหลวงพร้อมกัน
กุญแจให้เหมยจีอวี้ที่ดูแลร้านฝูหรงดูแล ส่วนเรื่องอาหารก็มีป้าเฟินอยู่ ไม่ใช่ว่าขาดเธอไม่ได้หรอก เพียงแต่ถ้าไม่มีเธอช่วย ป้าเฟินก็คงจะยุ่งขึ้นอีกหน่อย
พอกลับมาถึงบ้านใหญ่ คุณแม่จ้าวไม่ได้อยู่เฉยวิ่งไปคุยกับป้าหลิวข้างนอก พอได้กลับมา แม่จ้าวถึงได้รู้ว่าหมู่บ้านเปลี่ยนไปเยอะ
สองปีมานี้ที่หมู่บ้านสร้างบ้านใหม่กันหลายหลัง พวกหนุ่ม ๆ ทำงานเก็บเงินได้ก็กลับมาสร้างบ้าน บางคนก็เพิ่งสร้างบ้านใหม่หลังจากที่หันมาปลูกแพร์กัน…
พูดถึงเรื่องปลูกแพร์ คุณแม่จ้าวเธอออกไปไหนมาไหนก็มีแต่คนชม จนแทบจะลอยได้อยู่แล้ว
เมื่อคนอื่นเขาพูดกัน คุณแม่จ้าวเลยเพิ่งรู้ตัว เพราะที่ผ่านมาเธอไม่ค่อยได้สนใจเรื่องที่จ้าวชิงซงทำไว้ให้กับหมู่บ้าน แม้ว่าตอนนี้เขาจะไปอยู่ที่เมืองหยางแล้วก็ตาม แต่ชาวบ้านที่นี่ยังคงพูดชื่นชมเขาไม่หยุดปาก
แน่นอนว่าถึงแม้จ้าวชิงซงจะไม่อยู่ที่นี่ แต่ยังมีจ้าวชิงหยาง
วิธีปลูกแพร์ของจ้าวชิงซงนั้น เขาไม่เคยปิดบัง บอกสอนทุกอย่าง แถมจ้าวชิงหยางก็เป็นคนจิตใจดี หากใครในหมู่บ้านปลูกต้นแพร์แล้วมีปัญหา เขาก็จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ…
เพราะลูกชายสองคนของคุณแม่จ้าว จึงทำให้พวกเขาได้รับความยกย่องจากคนในหมู่บ้านเป็นอย่างมาก
แต่ก็ยังมีบางคนที่ไม่อยากเห็นคนอื่นดีกว่าตน
คุณแม่จ้าวอยู่ในเมืองหลวง ไม่ต้องทำงานในไร่ในสวน คนแก่จึงไม่ดูแก่เร็วขนาดนั้น ผิวพรรณยังขาวขึ้นนิดหน่อย แล้วยังได้พบเจอผู้คนในเมืองบ่อย ๆ ก็ดูมีลักษณะท่าทางเปลี่ยนไปบ้าง
มีบางคนที่ไม่สนใจว่าครอบครัวของตนปลูกจะลูกแพร์หรือไม่ แล้วยังพูดกับคุณแม่จ้าวอีกว่า “ข้านึกว่าพวกเธอไปอยู่ในเมืองหลวงกันจนหมดแล้วเสียอีก นี่ก็ใกล้จะถึงวันที่สิบห้าแล้ว จะอยู่ใหมู่บ้านนี้ตลอดไปแล้วหรือ?”
คนกลัวจะมีชื่อเสียง สุกรกลัวจะโต คนที่ไม่ชอบบ้านจ้าวไม่ได้มีเพียงบ้านเดียว เมื่อเห็นมีคนริเริ่มพูดก่อนก็มีคนตามเออออเสริมว่า “ใช่แล้ว แต่กลับมาอยู่ในหมู่บ้านก็ต้องทำไร่ทำนา อยู่ในเมืองหลวงตั้งนานขนาดนั้น ฟางหงเอ๋ย เจ้าตอนนี้ยังยกจอบไหวอยู่ไหม?”
…
แม่จ้าวน่ะ เป็นคนหมู่บ้านต้าเจียง แม้เธอจะไม่ใช่แม่ผัวร้ายกาจอะไร แต่เรื่องสกปรกในหมู่บ้านเธอก็รู้ดี
ถ้าคนอื่นพูดดีด้วย เธอก็พูดดีตอบ
แต่ถ้าใครหาเรื่อง เธอก็ไม่ยอมเหมือนกัน “ซื้อตั๋วรถไฟไว้หลังปีใหม่ก็เตรียมกลับ อันอันยังต้องกลับไปเรียนหนังสือ ส่วนต้าหนิวต้องกลับไปเรียนมหาวิทยาลัย ว่าแต่เจินหลาน ฉันจำได้ว่าหลานชายเธออายุรุ่นราวต้าหนิวบ้านนี่ เรียนมหาวิทยาลัยไหนนะ?”
คนที่ถูกเรียกว่าเจินหลานก็คือคนที่พูดจาดูถูกแม่จ้าวตอนแรก แล้วหลานชายของเธอเรียนมหาวิทยาลัยไหนกันล่ะ?
หลานชายเธอยังเรียนไม่จบมัธยมต้นก็ออกไปทำงานแล้ว
ตอนนี้โดนคุณแม่จ้าวพูดจนหน้าเสีย คิดจะอวดว่าที่บ้านมีลูกเรียนจบปริญญาตรีหรือไง
แน่นอนว่าคุณแม่จ้าวแค่อยากจะอวด เห็นสีหน้าอีกฝ่ายไม่ดี เธอก็รู้สึกสะใจ
ส่วนเรื่องอื่น คุณแม่จ้าวก็ไม่กลัวแล้ว ทั้งยังพูดว่า “ฉันจะไปแบกจอบทำไม? ฉันอยู่เฉย ๆ ในหมู่บ้าน ไม่ได้ลงไปทำงานหนัก ลูกชายลูกสะใภ้ก็ทำให้ได้ ฉันจะไปขุดดินให้ตัวเองเหนื่อยเปล่าทำไม?”
อีกไม่กี่วันก็จะกลับเมืองหลวงแล้ว หลังจากนี้คุณแม่จ้าวคงได้เจอคนพวกนี้น้อยลง ไม่จำเป็นต้องฝืนใจตัวเองเพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นของพวกเขา
อีกหนึ่งหรือสองปีอาจไม่มีใครอยู่แล้วก็ได้
…
วันที่สองของวันปีใหม่ ลี่หรงไปที่บ้านพ่อแม่สามีของสวีจิ้งตาน
นี่เป็นครั้งที่สองที่เธอได้เจอพ่อแม่ของซ่งอี้เฉิง พวกท่านทั้งสองเป็นข้าราชการ ดูเป็นคนหัวสมัยใหม่
อย่างน้อยลี่หรงก็รู้สึกแบบนั้น
แต่ที่นี่ถือเรื่องลูกหลานเยอะไว้ก่อน ไม่รู้ว่าที่ซ่งอี้เฉิงมัวแต่ตามจีบสวีจิ้งตานจนอายุเลยสามสิบไปแล้ว พ่อแม่เขามีคัดค้านหรือขัดขวางบ้างไหม?
แต่เท่าที่ดูตอนนี้ พวกเขาก็ค่อนข้างพอใจในตัวสวีจิ้งตาน
จ้าวชิงซงไปคุยกับพ่อของซ่งอี้เฉิง ส่วนหลี่หรงอยู่กับสวีจิ้งตานและแม่สามีของเธอ
ที่นี่พิถีพิถันเรื่องแกงมาก โดยเฉพาะน้ำแกงสำหรับคนท้อง พอกินข้าวเสร็จ นั่งคุยกันได้เกือบชั่วโมง แม่ของซ่งอี้เฉิงก็ยกน้ำแกงไก่ที่ไม่รู้ว่าตุ๋นกับสมุนไพรอะไรมาให้สวีจิ้งตานอีกถ้วย
สวีจิ้งตานรับมาแล้วค่อย ๆ จิบ
ลี่หรงเหลือบมองท้องของสวีจิ้งตาน “ใกล้คลอดแล้วหรือ?”
“ยังอีกเดือนกว่า ๆ นะ” สวีจิ้งตานมองลี่หรงแวบหนึ่ง ก่อนจะเบือนสายตาลงมองท้องของตัวเองอย่างอ่อนโยน
“พอถึงตอนคลอดลูก เธอก็ต้องอยู่ไฟ เรื่องของหลานไห่คงต้องให้เธอต้องดูแลแล้ว”
ลี่หรงยิ้ม “รู้แล้ว ถ้าต่อไปฉันมีลูกอีกคน เธอก็ต้องดูแลบริษัทหลานไห่ให้ฉันแบบนี้อีกนะ”
สวีจิ้งตานไม่ได้คิดอะไรมาก แล้วถามกลับว่า “เธอจะมีลูกคนที่สองแล้วเหรอ?”
เธอรู้ว่าลี่หรงมีลูกชายอยู่แล้ว
ลี่หรงยิ้มขึ้นแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา สวีจิ้งตานจึงคิดว่าเธอคงจะยอมรับแล้ว
หลังจากอยู่ที่บ้านตระกูลซ่งได้สักพัก ลี่หรงกับสวีจิ้งตานก็กลับไป
เมื่อพวกเขากลับไปแล้ว แม่ของซ่งอี้เฉิงถามสวีจิ้งตานขึ้นว่า “ลี่หรงท้องแล้วเหรอ?”
“ไม่นี่คะ?” สวีจิ้งตานนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง
แม่ของซ่งพูดว่า “แต่ดูเหมือนเธอจะท้องนะ”
สวีจิ้งตานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถามว่า “แม่ดูออกได้ยังไงคะ?”