ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 353 ตัวแทน
บทที่ 353 ตัวแทน
ลี่หรงเคยพูดกับพวกเธออย่างจริงจังว่า การออกแบบคือผลงานสร้างสรรค์ที่ผสมผสานกับความคิดของนักออกแบบ ไม่ใช่ของเลียนแบบผลงานของคนอื่น…
ตอนนั้นปัวอี๋และคนอื่น ๆ รู้สึกละอายใจเล็กน้อยหลังจากที่ได้ยินคำพูดของลี่หรง เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งปี พวกเธอจึงเริ่มออกแบบและมีสไตล์เป็นของตัวเองแล้ว และเพื่อกระตุ้นให้พวกเธอสร้างผลงานที่มีคุณภาพ ลี่หรงจึงตั้งเกณฑ์โบนัสไว้เป็นพิเศษ หากสินค้าชิ้นใดขายดี ผู้ออกแบบสินค้าจะได้รับโบนัสเพิ่มเติม
ลี่หรงทุ่มเทให้กับพวกเธอมาก แม้ว่าพวกเธอทุกคนจะเป็นแค่นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูง แต่พวกเธอก็ฉลาดและตั้งใจเรียนรู้ ยิ่งไปกว่านั้น นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงในยุคนี้ล้วนมีคุณภาพ
เพราะสวีจิ้งตานไม่อยู่ที่หลานไห่ ทำให้ลี่หรงมีงานล้นมือ จนไม่มีเวลาออกแบบงานมากนัก ผลงานออกแบบจึงมีน้อย ต้องอาศัยนักออกแบบอีกสองสามคนช่วยกันประคับประคองเอาไว้
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนเข้าเดือนเมษายน ท้องของลี่หรงก็ใหญ่ขึ้นจนไม่สามารถปิดบังได้อีกต่อไป คนในหลานไห่ต่างรู้ดีว่าลี่หรงตั้งครรภ์
ในระหว่างพักผ่อน พนักงานต่างพูดคุยกันว่า “คุณสวีกลับไปคลอดลูกแล้ว ส่วนคุณลี่ก็ท้องอีก เดี๋ยวพอคุณสวีกลับมาแล้ว คงถึงคิวคุณลี่กลับไปคลอดลูกบ้าง…”
เดือนเมษายน สวีจิ้งตานคลอดลูกชาย
ตอนที่ลี่หรงไปเยี่ยม สวีจิ้งตานเห็นท้องของลี่หรงแล้วถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง “แม่สามีฉันนี่ตาแหลมจริง ๆ เธอท้องโตขนาดนี้ยังไม่ยอมบอกอะไรฉันเลย”
ประโยคหลังดูเหมือนจะมีแววต่อว่า หากลี่หรงตั้งครรภ์ แล้วงานในโรงงานมีตั้งเยอะ แถมเธอยังต้องทำเองทั้งหมดจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?
ลี่หรงฟังออกถึงความหมายแฝงในน้ำเสียงของสวีจิ้งตาน เธอจึงยิ้มแล้วพูดว่า “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ช่วงนี้งานในโรงงานมีคนดูแลอยู่แล้ว ฉันแค่คอยประชุมเป็นครั้งคราว ไม่ส่งผลกระทบอะไรหรอก”
ก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่าหยางเจียเดินทางข้ามเวลามา แต่พอรู้แล้ว ลี่หรงถึงนึกขั้นได้แล้วโทรหาหวงเซิ่งหนานทันที ถ้ารอให้คลอดก่อนแล้วค่อยบอก มีหวังอีกฝ่ายคงต้องงอนลี่หรงแน่ ๆ
ปรากฏว่า พอหวงเซิ่งหนานรับโทรศัพท์ก็ดีใจอยู่พักหนึ่ง จากนั้นน้ำเสียงก็แปลกไปเล็กน้อย ก่อนจะถามลี่หรงว่า “กี่เดือนแล้ว?”
“เกือบห้าเดือนแล้ว”
“ดีนัก! เธอจะรอให้คลอดก่อนแล้วค่อยบอกฉันรึไง?”
ลี่หรงกำลังจะอธิบาย แต่อีกฝ่ายกลับวางสายไปด้วยความโกรธ
วันรุ่งขึ้น เหอไฉซานส่งของกินที่เหมาะกับคนท้องมาให้มากมาย
ลี่หรงรู้สึกมึนงง เหอไฉซานเลยบอกว่า “เป็นของที่คุณหวงฝากผมเอามาให้”
ลี่หรงยังคงงุนงง หวงเซิ่งหนานจะส่งของมาให้ แต่ทำไมถึงให้เหอไฉซานเป็นคนนำมาส่ง?
เธอมองดูอาหารเสริมเหล่านั้นแล้ว คิดว่าน่าจะมีมูลค่าหลายพันหยวนทีเดียว
ที่หวงเซิ่งหนานให้เหอไฉซานนำมาส่งคงพอจะเข้าใจได้ เพราะคนที่ทั้งสองคนรู้จักก็มีแค่เหอไฉซานคนเดียว อีกอย่างเหอไฉซานก็อยู่ในเมืองหยาง น่าจะอยู่ใกล้กว่าคนอื่น ๆ
ไม่เช่นนั้น คงไม่โทรศัพท์มาเมื่อวาน แล้ววันนี้ของก็มาส่งถึงที่แล้วแบบนี้หรอก
ลี่หรงรู้สึกกังวลใจ ด้วยนิสัยของเหอไฉซานที่เป็นนักธุรกิจ เธอไม่รู้ว่าหวงเซิ่งหนานให้ผลประโยชน์อะไรไป เหอไฉซานถึงยอมนำของมาส่งให้ถึงที่
ครึ่งเดือนผ่านไป ลี่หรงไม่คิดเลยว่าจะได้เจอหวงเซิ่งหนานเร็วขนาดนี้ที่งานกว่างเจียวฮุ่ย
ยุคนี้ ปริมาณทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของประเทศมีแค่สิบกว่าล้านเหรียญสหรัฐฯ การหารายได้เข้าประเทศเลยกลายเป็นผลงานสำคัญที่รัฐบาลท้องถิ่นต้องทำให้สำเร็จ โดยเฉพาะแถบภาคใต้
รัฐบาลเมืองหยางก็เช่นกัน ไม่กี่ปีมานี้ นโยบายเปิดประเทศดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในประเทศมากมาย กว่างเจียวฮุ่ยในครั้งนี้จึงมีนักลงทุนต่างชาติเดินทางมาร่วมงานมากมาย เพื่อเป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือระหว่างบริษัทภายในประเทศและต่างชาติ พัฒนาการค้าระหว่างประเทศ แลกเปลี่ยนเป็นเงินตราต่างประเทศที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ
กว่างเจียวฮุ่ยจึงเป็นช่องทางสร้างสัมพันธไมตรีที่ทรงประสิทธิภาพอย่างไม่ต้องสงสัย
หลังจากที่หลานไห่ได้ผ่านช่วงเวลาแห่งการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดก็ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานกว่างเจียวฮุ่ยอย่างที่ทุกคนคาดหวังไว้
กว่างเจียวฮุ่ยจะจัดขึ้นทั้งหมดสามช่วง ช่วงแรกจัดแสดงสินค้าประเภทเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ ช่วงที่สองจัดแสดงสินค้าประเภทเครื่องครัวและของใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนหลานไห่ของเราจะไปจัดแสดงสินค้าประเภทเสื้อผ้าและกระเป๋าในช่วงที่สาม
นอกจากลี่หรงแล้ว ทางหลานไห่ยังส่งนักออกแบบไปอีกสองคน ฝ่ายขายสามคน และฝ่ายผลิตอีกหนึ่งคน
พนักงานเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่คอยดูแลบูธจัดแสดงสินค้า ในช่วงแรกของการจัดเตรียมบูธ มีพนักงานของหลานไห่มาช่วยกันหลายคน แต่หลังจากจัดเตรียมเสร็จแล้ว พวกเขาก็กลับไป
ภายในงานมีชาวต่างชาติมากมาย
ถึงแม้ลี่หรงจะเตือนปัวอี๋และคนอื่น ๆ ล่วงหน้า ในเรื่องของการใช้ภาษาอังกฤษ แม้พวกเขาจะไม่ได้เก่งกาจ แต่พวกเขายังพูดประโยคสื่อสารเบื้องต้นได้ ซึ่งถือว่าเพียงพอแล้ว เพราะชาวต่างชาติที่มางานหลายคนพูดภาษาจีนได้บ้างหรือไม่ก็มีล่ามมาด้วย
ดังนั้น เมื่อมีคนเห็นว่าลี่หรงสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และอิตาลีได้อย่างคล่องแคล่ว พวกเขาก็ยิ่งสนใจหลานไห่มากขึ้น
การออกแบบบูธของหลานไห่นั้น ลี่หรงได้ออกแบบให้โดดเด่นและแปลกใหม่ โดยอาศัยประสบการณ์ที่เธอมีจากชาติที่แล้ว หากไม่โดดเด่นสะดุดตาก็คงเสียแรงที่ลี่หรงสั่งสมรสนิยมมาหลายปี
มีชายชาวต่างชาติคนหนึ่งเห็นได้ชัดว่าเขาสนใจในแบบเสื้อผ้าของหลานไห่และสนใจลี่หรงเป็นอย่างมาก
ลี่หรงสวมชุดกี่เพ้าผ้าลินินสีขาวปักลายใบไผ่สีเขียวแบบหลวม ๆ ประกอบกับใบหน้าที่งดงามสะดุดตาอยู่แล้ว ยิ่งทำให้เธอดูโดดเด่นยิ่งขึ้น
ฝ่ายชายเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม ทั้งสุภาพและมีมารยาท “ทั้งหมดนี้ คุณเป็นคนออกแบบเองหรือครับ?” เขาพูดเป็นภาษาอิตาลี
เสื้อผ้าที่นำมาแสดงนั้น ครึ่งหนึ่งเป็นผลงานการออกแบบของปัวอี๋และทีม ซึ่งกำลังจะได้ผลิตออกมาวางจำหน่ายแล้ว ถือเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองตลาดใหญ่
ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง ลี่หรงเป็นคนออกแบบเองทั้งหมด เธอลุกขึ้นไปเหยียบจักรเย็บผ้าด้วยตัวเอง ผลงานเหล่านี้จึงบ่งบอกถึงสไตล์การออกแบบของลี่หรงได้เป็นอย่างดี
อย่างแรกหมายถึงการผลิตของหลานไห่ ส่วนอย่างหลังคือสิ่งที่ลี่หรงใช้เพื่อสร้างชื่อเสียงและดึงดูดความสนใจจากลูกค้า
ตอนนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าการตัดสินใจของลี่หรงนั้นประสบความสำเร็จอย่างมาก
หลานไห่มีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาไม่ขาดสาย ฝ่ายขายทั้งสามคนที่เพิ่งเคยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าแบบนี้เป็นครั้งแรก จากที่รู้สึกประหม่าและไม่รู้จะเริ่มยังไง ตอนนี้พวกเขาก็เริ่มคล่องขึ้นเรื่อย ๆ และสามารถปิดการขายให้กับหลานไห่ได้หลายออเดอร์แล้ว
แต่ก่อนหน้านี้ ตอนที่ลี่หรงกำลังเตรียมตัวสำหรับกว่างเจียวฮุ่ย เธอได้บอกไว้แล้วว่า หลานไห่ยินดีรับผลิตเสื้อผ้าเพื่อขายส่ง แต่ไม่รับจ้างผลิตหรือผลิตแบบให้กับแบรนด์ต่างประเทศ
ลี่หรงยืนกรานที่จะให้บริษัทบลูซีเป็นผู้ผลิตและพัฒนาสินค้าด้วยตัวเอง ถึงแม้ว่าบริษัทที่รับจ้างผลิตจะทำกำไรได้ไม่น้อย แต่ลี่หรงก็ยังคงปฏิเสธ
การรับจ้างผลิตแบบนี้ แม้จะมีแบรนด์ของตัวเองติดไปด้วย แต่เราก็ไม่ได้กำไรมากนักหรอก พวกเขาก็แค่ต้องการใช้แรงงานราคาถูกของเราเท่านั้น
อีกอย่าง โรงงานรับจ้างผลิตแบบนี้หาคนมาแทนกันได้ง่ายมาก ถ้าเกิดมีโรงงานอื่นที่ราคาถูกกว่าและผลิตสินค้าคุณภาพใกล้เคียงกันปรากฏขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็เสี่ยงโดนเขี่ยทิ้งได้ทุกเมื่อ
พอถึงตอนนั้น พวกเขาแค่เปลี่ยนโรงงานแล้วไปติดแบรนด์ของตัวเอง ใครจะไปรู้ว่าเราเป็นใครกัน?
ลี่หรงยิ้มอย่างสุภาพพลางตอบกลับเป็นภาษาอิตาลีเช่นกันว่า “ใช่แล้ว แต่พวกนี้ไม่เหมือนกัน”
เธอชี้ไปที่เสื้อผ้าพลางอธิบายให้เขาฟัง
บุคลิกของชายคนนั้นดูไม่เหมือนเจ้าของร้านขายเสื้อผ้าธรรมดา ลี่หรงคิดไปเองว่าอีกฝ่ายน่าจะเป็นคนในวงการแฟชั่นหรืออาจจะเป็นดีไซเนอร์ก็ได้ เพราะคำพูดที่เขาเอ่ยออกมาคือภาษาอิตาลี
ประเทศนั้นมีแบรนด์เสื้อผ้าอยู่ไม่น้อย ลี่หรงเคยไปเรียนและทำงานที่นั่นสามปี
เมื่อได้ยินลี่หรงพูดภาษาอิตาลี ชายคนนั้นดูดีใจราวกับเจอขุมทรัพย์ แนะนำตัวเองว่า “เจนนี่ นี่คือแซ่ของผม ถ้าตามธรรมเนียมของประเทศคุณ คุณสามารถเรียกผมว่าคุณเจนนี่ได้”