ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 355 เส้นทางใหม่
บทที่ 355 เส้นทางใหม่
ปัวอี๋พยักหน้า “ฉันรู้สึกว่าชุดที่คุณลี่ออกแบบนั้นสวยมาก ทิ้งห่างของพวกเราไปไกลเลย เมื่อกี้ยังมีคนมาถามว่าชุดที่คุณทำขายหรือเปล่า ผลิตขายจำนวนมากได้ไหม? แต่โชคดีที่บอกไปก่อนแล้วว่าไม่ขายและไม่ผลิตจำนวนมาก”
“คนสวย คืนนี้ไปดื่มกันไหม?” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยชวน แต่คำพูดกลับเหมือนนักเลงอันธพาล
ลี่หรงเงยหน้ามองด้วยความดีใจ “เซิ่งหนาน! มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”
“ฉันก็มาแบบที่เธอมานั่นแหละ คืนนี้ไปดื่มด้วยกันไหม?”
ลี่หรงหัวเราะอย่างจนใจ “ตอนนี้ฉันดื่มเหล้าไม่ได้หรอก แต่อย่างน้อยเธอก็ไปกินข้าวที่บ้านฉันได้ เดี๋ยวให้จ้าวชิงซงทำให้กิน”
หวงเซิ่งหนานเบะปาก “ไม่เอาหรอก! ถ้าดื่มเหล้าไม่ได้ งั้นพวกเราไปกินข้าวกันเถอะ ฉันจองร้านซิ่นจี้ไว้แล้ว”
เมื่อกลับไปกินข้าวที่บ้านไม่ได้ ลี่หรงจึงโทรหาจ้าวชิงซง ในตอนนี้ร้านผลไม้มีโทรศัพท์แล้ว จึงสะดวกขึ้นเยอะเลย
หวงเซิ่งหนานผมหยิกเป็นลอน แถมยังมีริมฝีปากสีแดงสด ในสายตาของปัวอี๋และคนอื่น ๆ เธอเป็นผู้หญิงที่ทันสมัยมาก และตอนนี้เธอก็กำลังชวนท่านประธานของพวกเขาออกไปกินข้าว
ไม่รู้ว่าทั้งสองคนนั้นมีความสัมพันธ์แบบไหน แต่พวกเขาก็ไม่กล้าถามต่อหน้าหวงเซิ่งหนาน เพราะผู้หญิงคนนี้ดูเหมือนพวกประเภทพี่สาวหรือหัวหน้าสาวมั่น ทำให้พวกเขาเกรงกลัวอยู่บ้าง
เมื่อลี่หรงสั่งงานเรียบร้อยแล้ว เธอจึงออกไปกับหวงเซิ่งหนาน
พอออกไปถึงหน้าประตูใหญ่ก็เห็นเหอไฉซานพอดี เหมือนเขากำลังยืนรอใครอยู่
พอเขาเห็นลี่หรงและหวงเซิ่งหนาน จึงเอ่ยชวนทั้งสองว่า “คุณลี่ คุณหวง คืนนี้ไปทานข้าวด้วยกันไหมครับ?”
ลี่หรงกำลังจะเอ่ยปาก แต่หวงเซิ่งหนานก็ปฏิเสธไปก่อนแล้ว “ไปไกล ๆ เลย พวกฉันพี่น้องจะไปทานข้าวคุยกัน นายจะมายุ่งทำไม?”
ตอนลี่หรงมาถึงงาน จ้าวชิงซงเป็นคนขับรถมาส่ง ส่วนหวงเซิ่งหนานมาจากฮ่องกง ลี่หรงคิดว่าพวกเธอคงต้องนั่งแท็กซี่ แต่ไม่นึกเลยว่าหวงเซิ่งหนานจะพาเธอเดินมาที่รถยนต์คันเล็กที่จอดอยู่ ก่อนจะเปิดประตูเชิญเธอขึ้นรถ
“รถใครเหรอ?”
“ยืมเขามา” หวงเซิ่งหนานบอกอย่างไม่ใส่ใจ
ลี่หรงนึกถึงตอนที่อีกฝ่ายโผล่มาที่งานแสดงสินค้า จึงถามว่า “เธอมาทำอะไรที่งานกว่างเจียวฮุ่ย?”
“ที่บ้านฉันทำแบรนด์กระเป๋า ฉันเลยมาหาโรงงานร่วมผลิตน่ะ” ในยุคนี้ถ้าพ่อค้าฮ่องกงร่วมมือกับบริษัทในประเทศก็ถือว่าเป็นการลงทุนจากต่างประเทศแล้ว แต่พ่อค้าฮ่องกงส่วนใหญ่มักจะลงทุนเป็นดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกงร่วงลงจนเกือบจะล่มสลายแล้ว
ดังนั้น การลงทุนด้วยเงินดอลลาร์ฮ่องกงจึงไม่ได้รับความนิยมเท่ากับเงินดอลลาร์สหรัฐ
ลี่หรงไม่ค่อยรู้เรื่องธุรกิจกระเป๋าเท่าไหร่ แต่เธออยากรู้เรื่องชีวิตของหวงเซิ่งหนานมากกว่า จึงถามอีกฝ่ายว่า “ตอนนี้บ้านเธอทำธุรกิจอะไรเหรอ?”
“ทำทุกอย่างนิด ๆ หน่อย ๆ แต่ก็รวยอยู่นะ เป็นพวกนายทุนน่ะ”
“อืม” ลี่หรงไม่ได้ถามต่อ “ว่าแต่เธอจะอยู่ที่เมืองหยางนานแค่ไหนเหรอ?”
“สักอาทิตย์หนึ่งเป็นไง? ฉันขอฝากตัวด้วยสิ”
“ได้สิ มาอยู่กับฉัน แล้วก็ไปกินข้าวที่โรงอาหารกับฉันได้” ลี่หรงยิ้ม “โรงอาหารของบริษัทหลานไห่ อาหารอร่อยใช้ได้เลยนะ”
“เลิกพูดเรื่องนี้เถอะ ความจริงฉันจองโรงแรมแล้ว ที่พักเธอยังเช่าอยู่นี่ ไว้เราค่อยคุยกันอีกทีแล้วกันนะ”
…
วันต่อมา หลานไห่ก็ประชุมสรุปผลงานกัน
ถึงแม้ยอดสั่งซื้อในงานจะไม่ได้มากมาย แต่ยังมีร้านค้าจำนวนไม่น้อยที่รู้จักหลานไห่มากขึ้น
แม้ว่าหลานไห่จะไม่ได้รับจ้างผลิตสินค้าให้แบรนด์อื่นในต่างประเทศ แต่ถ้าหากมีแบรนด์ใดซื้อสินค้าไปติดป้ายแบรนด์ตัวเอง ลี่หรงและบริษัทคงทำอะไรไม่ได้
การไม่รับจ้างผลิตหมายความว่า หลานไห่จะผลิตสินค้าตามแบบของตัวเอง และไม่รับผลิตตามแบบที่ลูกค้าสั่ง
หลังจากฟังความคิดเห็นของพนักงานแล้ว ลี่หรงจึงรู้ว่างานแสดงสินค้าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี
ลี่หรงจึงพูดความคิดของเธอออกมาว่า “ฉันอยากสร้างแบรนด์ระดับไฮเอนด์ให้กับหลานไห่ ซึ่งเป็นแบรนด์ของหลานไห่เอง และเปิดร้านในเมืองใหญ่ ๆ”
“สินค้าระดับไฮเอนด์?”
ปัวอี๋รู้สึกสับสนเล็กน้อย “สินค้าระดับไฮเอนด์? แล้วแบบที่หลานไห่ทำตอนนี้…”
“ไม่มีผลกระทบหรอก ตอนนี้สิ่งที่ทำอยู่เป็นแค่การเปิดสายการผลิตใหม่ ใช้การออกแบบและคุณภาพที่ดีกว่า เพื่อขายในร้านค้าภายใต้แบรนด์หลานไห่โดยเฉพาะ แน่นอนว่าจะเน้นไปที่เมืองที่ค่อนข้างเจริญหรือเมืองที่การพัฒนายังไปได้ยาก เพราะตอนนี้ร้านค้าที่ขายเฉพาะแบรนด์เรายังมีน้อย เราสามารถลองดูได้ก่อน”
หลี่ว์เส่าหวาซึ่งดูแลการผลิตมาโดยตลอด เขาคิดว่าการเปิดสายการผลิตใหม่ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ “ผมว่าทำได้นะครับ ถึงแม้ว่าการขายส่งจะสะดวกกว่า แต่กำไรนั้นไม่มากเท่ากับการขายตรงให้กับผู้บริโภค อีกอย่าง…” เขาเว้นวรรคครู่หนึ่ง “ถ้าพวกเราทำแบรนด์ของตัวเองได้ หลานไห่จะยิ่งเติบโตได้มากกว่านี้แน่นอน”
“ฉันก็คิดแบบนั้น การสร้างแบรนด์ของตัวเองเท่านั้นถึงจะมีอนาคต” ลี่หรงทำท่าเหมือนนึกอะไรบางอย่างออก คิ้วของเธอพลันขมวดเข้าหากัน ก่อนจะพูดอะไรต่ออีกนิดหน่อย จากนั้นการประชุมก็เสร็จสิ้นลง
ลี่หรงเดินกลับไปที่ห้องทำงาน พยายามนึกถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าในอนาคต
ถ้าหากหลานไห่ทำสินค้าระดับไฮเอนด์ เปิดร้านค้าของตัวเอง แม้ว่าจะสามารถสร้างแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองขึ้นมาได้จริง แต่การวางตำแหน่งสินค้าระดับไฮเอนด์จะทำกำไรได้จริงหรือ?
ลี่หรงเริ่มไม่แน่ใจ ถ้าพูดตามตรง เธอจำได้ว่าในยุคหลัง สิ่งที่รุ่งเรืองที่สุดคือตลาดระดับล่าง แบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นตามกระแสที่ราคาถูกและคุณภาพดี ไม่ว่าเปิดร้านขายเสื้อผ้าในอำเภอและชนบทก็มักจะทำกำไรได้มาก
เธอจำได้ว่ามีอยู่แบรนด์หนึ่ง ตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา ใช้เวลาประมาณสิบเก้าปี เปิดร้านค้าได้สองพันเจ็ดร้อยสาขาทั่วประเทศ และขายเสื้อผ้าได้สิบล้านชิ้น…
ยุค 80 ไม่ว่าจะทำอะไรก็ทำเงินได้ทั้งนั้น แต่ถ้าอยากได้เงินก้อนใหญ่ คงต้องผลักดันให้ธุรกิจของตัวเองไปได้ไกลกว่านี้
การที่จะขยายหลานไห่ให้ใหญ่ขึ้นได้อย่างไร นี่คือปัญหาที่ลี่หรงต้องเผชิญ การสร้างแบรนด์ระดับไฮเอนด์จะสามารถขยายหลานไห่ให้ใหญ่ขึ้นได้จริงหรือ?
จะทำเงินได้หรือเปล่านะ?
เรื่องแบบนี้ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าหรอก ไม่ใช่ว่าพอเปิดร้านปุ๊บทุกอย่างจะราบรื่น คงต้องทำอะไรอีกเยอะกว่าจะทำให้ธุรกิจรุ่งเรืองได้
ยังมีเรื่องยาก ๆ อีกเยอะที่ไม่ได้คาดคิดเอาไว้ อย่างเช่นปีที่แล้ว ลี่หรงอยากทำเสื้อขนแพะแคชเมียร์ แต่ดันหาซื้อขนแพะแคชเมียร์ได้น้อย เลยทำเสื้อขนแกะแคชเมียร์ออกมาได้แค่สองพันกว่าตัวเท่านั้น
ลี่หรงขีด ๆ เขียน ๆ บนกระดาษอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจว่ารอให้สวีจิ้งตานคลอดลูกเสร็จก่อนแล้วค่อยมาปรึกษากันใหม่
พูดถึงเรื่องขนแคชเมียร์ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ลี่หรงก็ได้รับข่าวดีจากเหมิงปาเค่อ เขาเล่าว่าได้ร่วมมือกับตั่วเอ๋อร์เชี่ยนก่อตั้งจุดรับซื้อขนสัตว์ที่เมืองเอ้อเอ่อร์ตัวซือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
พวกเขายังไม่ได้สร้างโรงงาน เพียงแค่ตั้งจุดรับซื้อเท่านั้น ซึ่งพวกเขาตกลงราคาขายขนสัตว์กับลี่หรงเรียบร้อยแล้ว
ประมาณเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม พวกเหมิงปาเค่อก็ได้รับขนแกะชุดแรกของปีนี้แล้ว
เพราะว่าเหมิงปาเค่อกับตั่วเอ๋อร์เชี่ยนเป็นคนท้องถิ่น ส่วนราคาที่ให้ก็เหมาะสม กว่าพ่อค้าคนกลางรับซื้อขนสัตว์รายอื่นรู้ตัว พวกขาก็รับซื้อขนสัตว์ได้เยอะแล้ว
อาจเป็นเพราะว่าเป็นคนท้องถิ่นหรือไม่ก็จังหวะเวลากำลังดี ขนสัตว์ที่พวกเขาได้มานั้นมากกว่าที่ลี่หรงเคยวิ่งเข้าออกตามบ้านเรือนเสียอีก
แต่ลี่หรงก็ไม่ประมาท ตอนนี้เธอไปเอ้อเอ่อร์ตัวซือไม่ได้ จึงให้คนอื่นไปรับแทน เธอให้หลี่ว์เส่าหวาพาลูกน้องไปรับซื้อที่นั่น
“ตรวจขนสัตว์ให้เรียบร้อย ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็เซ็นสัญญาซื้อขายกันได้เลย”
พอถึงเออร์โดส หลี่ว์เส่าหวาก็ก้าวเท้าออกจากสถานีรถไฟ เขาเห็นเหมิงปาเค่อขับรถแทรกเตอร์มารออยู่แล้ว
พูดตามตรง หลี่ว์เส่าหวาไม่คาดคิดมาก่อนว่าเหมิงปาเค่อจะมารับเขา แถมยังขับรถแทรกเตอร์มารับอีก นี่มัน…
…โดดเด่นเกินไป
ตัวหลี่ว์เส่าหวาไม่ค่อยเท่าไหร่ เพราะเคยขึ้นรถแทรกเตอร์มาก่อน แต่พนักงานฝ่ายจัดซื้อที่เดินทางมาด้วยกันนั้นไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ “เราต้องนั่งรถแทรกเตอร์กันจริง ๆ เหรอครับ?”