ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 361 การสัมภาษณ์
บทที่ 361 การสัมภาษณ์
เทศกาลวรรณกรรมอวี้หลาน
เป็นเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเหล่าคนดังในช่วงฤดูร้อน เป็นงานรวมตัวของคนในวงการบันเทิงที่มีศิลปินมาร่วมงานมากที่สุด
ไม่ใช่แค่ดารานักแสดงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ และบุคลากรในแวดวงเดียวกัน
บรรยากาศงานรวมตัวของศิลปินในตอนนี้ ไม่เหมือนกับในยุคหลังที่มีแสงไฟหลากหลาย หรือมีป้ายโฆษณาแบรนด์ต่าง ๆ ให้ศิลปินเซ็นชื่อถ่ายรูป
พวกเธอจะนั่งประจำที่ ส่วนใหญ่แต่งกายสุภาพเรียบร้อย ไม่มีใครพยายามแต่งตัวประชันกัน
แต่เหล่าศิลปินสาวสวยรุ่นเยาว์ยังคงให้ความสำคัญกับการแต่งกายอยู่ดี เพราะอย่างไรเสีย พวกเธอก็ไม่ได้มาเพื่อทานอาหารเพียงอย่างเดียว
ในเมื่อมีโอกาสได้ปรากฏตัว พวกเธอย่อมหวังว่าจะได้รู้จักกับคนใหญ่คนโตในวงการบ้าง เพื่อที่จะได้รับโอกาสที่ดีมากขึ้น
ทันทีที่ติงหลานปรากฏตัวในชุดชิงฮวาฉือสีเขียวอมฟ้า เธอก็ดึงดูดสายตาของคนส่วนใหญ่ในงานได้อย่างอยู่หมัด
ชุดกระโปรงยาวเข้ารูปเน้นสัดส่วนอันงดงาม ลวดลายปักและการออกแบบช่วงอกที่แปลกตา ช่วยเสริมให้เธอดูสวยสง่าและลึกลับน่าค้นหา
สวี่อวี้ที่ยืนอยู่ทางซ้ายของติงหลาน รับรู้ได้ถึงสายตาของผู้คนโดยรอบ เธออดไม่ได้ที่จะยืดอกอย่างภาคภูมิใจ เสียงหนึ่งในใจบอกกับเธอว่า ติงหลานเลือกชุดได้ถูกต้องแล้ว เหล่าผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างต่างให้ความสนใจ…
ความขุ่นเคืองใจที่ต้องโฆษณาให้ลวี่สุ่ยฟรี ๆ ได้คลายลง เพียงแค่ได้รับบทบาทในละครดี ๆ รายได้ที่จะได้รับก็มากกว่าค่าโฆษณาหลายเท่าแล้ว
ติงหลานก็เช่นกัน เธอเพลิดเพลินกับการเป็นจุดสนใจของทุกคน แต่ไม่เหมือนกับสวี่อวี้ที่คำนวณผลประโยชน์ เธอรู้เพียงว่าคืนนี้ตัวเองสวยและอารมณ์ดีมาก
ดังนั้น เมื่องานเลี้ยงสิ้นสุดลง เมื่อเผชิญหน้ากับการสัมภาษณ์จากนักข่าวบันเทิงที่ถามว่าชุดที่สวมใส่เป็นแบรนด์แฟชั่นชื่อดังจากประเทศอะไร
ติงหลานจึงยิ้มและตอบว่า “นี่ไม่ใช่แบรนด์จากต่างประเทศหรอกค่ะ แต่เป็นเสื้อผ้าจากโรงงานหลานไห่ในเมืองหยางของเราเอง พวกเขาเปิดตัวร้านเสื้อผ้าแบรนด์ใหม่ที่ชื่อว่าลวี่สุ่ยค่ะ แม้ว่าตอนนี้ยังไม่ใช่แบรนด์แฟชั่นที่มีชื่อเสียงนัก แต่ฉันขออวยพรด้วยใจจริงให้ลวี่สุ่ยเติบโตรุ่งเรืองและประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่…”
ติงหลานเป็นนักแสดงหญิงในวงการภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงพอสมควรในประเทศ การแต่งกายคืนนี้ของเธอโดดเด่นมาก ข่าวบันเทิงใหญ่ ๆ ต่างพากันรายงานข่าวของเธอทั้งหมด
ยังมีนักข่าวบางส่วนไปตรวจสอบหลานไห่ แถมยังขุดคุ้ยหาที่อยู่ของร้านลี่สุ่ยอีกด้วย
นักข่าวตั้งใจตรงดิ่งไปที่ร้านลี่สุ่ย ตอนนั้นที่ร้านมีเพียงลี่หรง พนักงานขายที่ย้ายมาจากหลานไห่ และพนักงานขายที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่
นักข่าวต้าฉินเห็นชุดชิงฮวาฉือที่ติงหลานใส่ตั้งแต่หน้าประตู เธอเลยถ่ายรูปหน้าร้านไว้หนึ่งรูป พอเดินเข้าไปก็พบว่าการตกแต่งภายในร้านหรูหราอลังการมาก
เธอแอบกลืนน้ำลายอย่างลืมตัว พลันคิดในใจเมืองหยางมีร้านเสื้อผ้าหรูหราแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
เธอนึกถึงกระเช้าดอกไม้ที่เห็นหน้าประตู จึงคาดว่าร้านน่าจะเพิ่งเปิดได้ไม่นาน
ในขณะนั้นลี่หรงกำลังสอนพนักงานเกี่ยวกับวิธีต้อนรับลูกค้า รวมถึงสิ่งที่ควรระมัดระวังบางอย่าง
เมื่อเห็นผู้หญิงผมสั้นคนหนึ่งถือกล้องเดินเข้ามา ลี่หรงจึงยิ้มอย่างสุภาพและกล่าวว่า “สวัสดีค่ะ”
ต้าฉินไม่คิดว่าเจ้าของร้านจะสวยขนาดนี้ เธอลูบนิ้วบนกล้องสองสามครั้ง พยายามระงับความอยากหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูป เมื่อเห็นลี่หรงทักทายก่อน ต้าฉินจึงยิ้มตอบ “ขอโทษนะคะ นี่เป็นร้านแบรนด์ลวี่สุ่ยใช่ไหมคะ? ลวี่สุ่ยของหลานไห่น่ะค่ะ”
แม้ว่าจะมีป้ายลวี่สุ่ยอยู่หน้าร้านแล้ว แต่ต้าฉินยังต้องถามอีก เพราะไม่อย่างนั้นจะเริ่มบทสนทนาได้อย่างไร?
ในระหว่างที่ทักทาย ลี่หรงก็ได้สังเกตต้าฉินไปด้วย เมื่อเห็นว่าเธอถือกล้องมาด้วย ในใจจึงเดาว่าอีกฝ่ายอาจจะเป็นนักข่าวอะไรสักอย่าง
เมื่อได้ยินคำถามนี้ ลี่หรงจึงแน่ใจแล้ว และตอบอีกฝ่ายไปว่า “ใช่ค่ะ ฉันคือลี่หรง ส่วนคุณคือ?”
“สวัสดีค่ะ” ต้าฉินหยิบบัตรนักข่าวออกมาจากกระเป๋า “ฉันเป็นนักข่าวค่ะ เมื่อวานได้เห็นชุดที่คุณติงหลานใส่ในงานมอบรางวัล เลยถือโอกาสมาหาค่ะ”
ลี่หรงพยักหน้า เป็นอย่างที่เธอคิดไว้ไม่มีผิด
ดูเหมือนผลลัพธ์จากการที่ติงหลานใส่ชุดนี้ออกมานั้นดีทีเดียว ตอนนี้ก็มีนักข่าวมาสัมภาษณ์แล้วด้วย
“ไม่ทราบว่าตอนนี้คุณพอมีเวลาไหมคะ? ฉันจะขอสัมภาษณ์สั้น ๆ สักหน่อยค่ะ”
แน่นอน! ถือว่าเป็นโฆษณาไปด้วยในตัว หนำซ้ำอีกฝ่ายยังมาถึงหน้าประตูแล้ว ขอแค่เธอยอมลงข่าวก็เท่ากับว่าจะมีคนรู้จักร้านลวี่สุ่ยมากขึ้น
ลี่หรงตกลงรับปาก เธอหันไปบอกกับเซี่ยซินอี๋ที่เป็นพนักงานขายว่า “เรื่องที่ต้องบอกฉันก็บอกหมดแล้ว พวกเธอไปทำความเข้าใจกันเอาเองแล้วกัน ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนค่อยมาถามนะ”
เดิมทีเซี่ยซินอี๋เป็นพนักงานขายของหลานไห่ เพราะความสามารถที่โดดเด่น ลี่หรงและสวีจิ้งตานจึงปรึกษาและตัดสินใจย้ายเธอมาอยู่ที่ร้านลวี่สุ่ย ช่วงนี้ลี่หรงเป็นคนฝึกสอนเธอเอง เพื่อให้เธอคุ้นเคยกับระบบการจัดการและรูปแบบการขายของร้านเสื้อผ้าแบรนด์ลวี่สุ่ย
ลี่หรงตั้งใจจะให้เธอเป็นผู้จัดการร้าน จึงฝึกสอนทั้งการขายและการบริหารจัดการร้านเสื้อผ้าแบรนด์สมัยใหม่ให้กับเธอ
จริง ๆ แล้วลี่หรงมีคนอื่นอยู่ในใจสำหรับตำแหน่งผู้จัดการร้าน แต่เขากลับคิดว่า การมาขายของที่ร้าน คงไม่ได้ค่านายหน้าเยอะเท่ากับการขายที่หลานไห่ เพราะร้านลวี่สุ่ยเพิ่งเปิดใหม่ มีเสื้อผ้าอยู่ไม่กี่ตัว
หลานไห่มียอดสั่งซื้อสินค้าเป็นหมื่นเป็นแสนชิ้น ค่านายหน้าจึงไม่น้อยเลย
แต่เขากลับปฏิเสธโดยอ้างสิ่งต่าง ๆ มากมาย
ส่วนเซี่ยซินอี๋นั้นเป็นตัวเลือกที่สอง เธอรู้ว่าร้านนี้เป็นร้านค้าของหลานไห่ ซึ่งมีอยู่แค่ร้านเดียว เธอไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายเหมือนคนแรก แต่กลับรู้สึกแบบนี้ยิ่งเต็มไปด้วยความท้าทาย และได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ามากขึ้น
เมื่อมาถึงที่ร้าน ลี่หรงฝึกฝนสอนงานให้เซี่ยซินอี๋มากมาย ในใจของเซี่ยซินอี๋จึงรู้สึกว่าตัวเองเลือกไม่ผิด ตื่นเต้นดีใจจนแทบเก็บอาการไม่อยู่
ก่อนที่ลี่หรงจะกลับเมืองหลวง เซี่ยซินอี๋ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการร้านลวี่สุ่ยอย่างเป็นทางการ
ตอนที่เซี่ยซินอี๋รู้ว่าพนักงานขายคนแรกปฏิเสธข้อเสนอที่จะย้ายมาที่ลวี่สุ่ย มันก็เหมือนฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆ
เพราะถึงแม้ว่างานขายที่หลานไห่จะมีรายได้ดี แต่ยังอยู่บนพื้นฐานของยอดขาย ในขณะที่ลวี่สุ่ย แม้จะยังไม่รู้ว่าจะมีผลงานเท่าไหร่ แต่ฐานเงินเดือนขั้นต่ำที่เซี่ยซินอี๋นั้นจะได้มากกว่ายอดขายถึงสองเท่า!
แน่นอนว่า นี่เป็นเพียงเรื่องของอนาคต
ต้าฉินไม่ใช่นักข่าวธรรมดาที่ตามขุดคุ้ยเรื่องซุบซิบ เธอเป็นนักข่าวที่ให้ความสนใจกับเสื้อผ้าของดาราดังและกระแสแฟชั่น
นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมครั้งนี้เธอถึงรีบติดต่อลวี่สุ่ยเป็นที่แรก
หลังจากการสัมภาษณ์ง่าย ๆ เสร็จสิ้น ต้าฉินได้อวยพรให้ร้านลวี่สุ่ย แล้วจากไปด้วยความยินดี
ติงหลานมีอิทธิพลในประเทศไม่น้อย ต้าฉินรีบเขียนต้นฉบับข่าวจนดึกดื่น และเผยแพร่รายงานข่าวของร้านลวี่สุ่ยในที่สุด
แม้เนื้อหาในหนังสือพิมพ์จะไม่มาก แต่คนที่ติดตามข่าวสารในวงการต่างก็รู้จักร้านลวี่สุ่ยกันไม่น้อยแล้ว
พนักงานของร้านหลานไห่ต่างได้อ่านหนังสือพิมพ์นั้นแล้ว ในวันรุ่งขึ้นหลังจากการสัมภาษณ์ พวกเขาก็ได้เห็นข่าวของร้านลวี่สุ่ย ทำให้สวีจิ้งตานรู้สึกดีใจเป็นพิเศษ
เธอจึงโทรศัพท์ไปหาลี่หรงเป็นการส่วนตัว พร้อมกับพูดว่า “ร้านลวี่สุ่ยได้ลงหนังสือพิมพ์แล้ว รวดเร็วจริง ๆ เลยนะเนี่ย ชุดที่ติงหลานยืมไปยังไม่ได้เอามาคืนเลยด้วยซ้ำ!”
ลี่หรงเพิ่งมาถึงร้านของลวี่สุ่ย ยังไม่ทันได้เห็นหนังสือพิมพ์ เมื่อได้ยินก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “เร็วจริง ๆ เมื่อวานเพิ่งมาสัมภาษณ์ไป ฉันยังไม่ทันได้บอกคุณเลย พวกเขาพูดอะไรบ้าง? ไม่ได้ว่าร้ายพวกเราใช่ไหม?”
“ไม่มีหรอก ล้วนแต่เป็นคำชมทั้งนั้น เดี๋ยวเธออ่านเองก็รู้”
บนหน้าหนังสือพิมพ์มีรูปติงหลานสวมชุดกระโปรง ต้าฉินเขียนระบุไว้เป็นพิเศษว่าลวี่สุ่ยเป็นแบรนด์ใหม่ และเธอยังกล่าวถึงหลานไห่ด้วยว่าเป็นม้ามืดของโรงงานเสื้อผ้าเมืองหยางในช่วงสองปีนี้ นักข่าวคนนี้ใช้หมึกไปไม่น้อยในการชื่นชมหลานไห่ และแสดงความมั่นใจต่อการพัฒนาในอนาคตของลวี่สุ่ยเป็นอย่างมาก