ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 362 แบรนด์ดัง
บทที่ 362 แบรนด์ดัง
นักข่าวคนนี้นิสัยดีกว่านักข่าวส่วนใหญ่ ลี่หรงรู้สึกเสียดายเล็กน้อยที่ไม่ได้มอบชุดให้นักข่าวคนนั้น ไม่แน่เธออาจจะช่วยลงข่าวให้ร้านลวี่สุ่ยในพื้นที่ที่ใหญ่กว่านี้ก็ได้
ความเสียดายไม่ได้ทำให้ลี่หรงครุ่นคิดได้นานนัก เพราะอยู่ ๆ วันนี้ก็มีลูกค้าแวะเวียนเข้าร้านลวี่สุ่ยไม่ขาดสาย
กลุ่มหนึ่งเพิ่งออกไป อีกกลุ่มก็เข้ามาทันที ชาเย็นที่ชงเตรียมไว้ในร้านแทบจะไม่ได้พักหายใจ ชงกันหม้อแล้วหม้อเล่า แต่ขนมและลูกกวาดที่วางไว้บนโต๊ะกลับถูกปล่อยทิ้งไว้ไม่มีใครแตะ
ในร้านมีพัดลมขนาดใหญ่หลายตัว แม้จะเป็นเดือนมิถุนายนที่อากาศร้อนอบอ้าว แต่เมื่อเข้ามาในร้านแล้วกลับรู้สึกเย็นสบาย
ลี่หรงท้องโตแล้ว เธอจึงนั่งรับเงินอยู่ที่เคาน์เตอร์ ส่วนเซี่ยซินอี๋กับพนักงานขายกำลังแนะนำเสื้อผ้าให้ลูกค้าฟังอย่างคล่องแคล่ว เสื้อผ้าในร้านสามารถลองสวมได้ และมีห้องลองเสื้อผ้าโดยเฉพาะ
คำพูดที่เซี่ยซินอี๋ใช้แนะนำลูกค้าล้วนเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบเสื้อผ้าสลับกับการกล่าวชมลูกค้า…
ทั้งหมดนี้ลี่หรงเป็นคนสอน หากจะขายสินค้าเพียงอย่างเดียวนั้น คงไม่สามารถขายดีได้หรอก จำเป็นต้องขายบางสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าสามารถยกระดับตัวเองได้ นี่คือความหมายของมูลค่าแบรนด์
นี่ไม่ใช่เรื่องที่พูดขึ้นลอย ๆ
ไข่มุกเม็ดเดียวกัน แบรนด์ทั่วไปกับแบรนด์หรูหราบางยี่ห้อ ราคาต่างกันเป็นหมื่นเท่า!
ลี่หรงคิดว่าสาเหตุที่มีคนมากมายมาที่ร้านเพราะข่าวของต้าฉิน แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่
คนที่มาร้านเกือบทั้งหมดเห็นบทสัมภาษณ์ของติงหลาน แล้วหลายคนก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเคยเห็นโปสเตอร์ชุดนี้ที่ถนนคนเดินมาก่อน!
ตอนที่ลี่หรงเลือกวันเปิดร้าน เธอเลือกวันฉายรอบปฐมทัศน์ของภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง วัยรุ่นที่มาดูหนังหลายคนจึงจำได้และบอกต่อกันไปเรื่อย ๆ ทุกคนเลยรู้ว่าเสื้อผ้าลวี่สุ่ยที่ติงหลานใส่นั้นมีขายที่ถนนคนเดิน พวกเขาเลยแห่กันมา
เสื้อผ้าของร้านลวี่สุ่ยมีราคาแพง เริ่มต้นที่หลายสิบหยวน บางตัวก็เป็นร้อยหยวน ทั้งที่เป็นเพียงเสื้อผ้าฤดูร้อน เสื้อธรรมดาตัวหนึ่งราคาหลายสิบหยวน เทียบเท่ากับเงินเดือนหนึ่งเดือนของคนทำงานทั่วไปแล้ว
ลี่หรงทำป้ายราคาติดไว้ เมื่อหยิบเสื้อผ้าขึ้นมาก็เห็นราคาได้ทันที
ร้านลวี่สุ่ยเพิ่งเปิดใหม่ ไม่ใช่ทุกคนจะรู้ว่าร้านนี้ขายของราคาแพง
ทุกคนต่างอยากใส่เสื้อผ้าแบบเดียวกับที่ดาราใส่ หรือเป็นยี่ห้อเดียวกัน คิดว่าเป็นแบรนด์ในประเทศก็คงไม่แพง บางคนเดินเข้ามาเห็นราคาถึงรู้ว่า แบรนด์ใหม่ของประเทศก็ขายแพงเหมือนกัน
ทำไมต้องแพงขนาดนี้?
บางคนเห็นราคาก็ต่อรองทันที เซี่ยซินอี๋ยิ้มแล้วปฏิเสธ “ขออภัยค่ะ เสื้อผ้าของแบรนด์ลวี่สุ่ยไม่มีลดราคาค่ะ”
เมื่อได้ยินแบบนั้น คนที่รู้ตัวว่าคงซื้อไม่ไหวส่วนใหญ่ก็เดินจากไป
แต่มีบางคนที่นิสัยชอบหาเรื่อง แล้วทำตัวเหมือนตัวเองผ่านโลกมาเยอะ
มีผู้หญิงคนหนึ่งทำท่าทางยียวน เมื่อเซี่ยซินอี๋บอกกับเธอด้วยความรู้สึกผิดว่า “ขออภัยค่ะ เสื้อผ้าของแบรนด์ลวี่สุ่ยไม่ลดราคาค่ะ”
ผู้หญิงคนนั้นก็เบะปาก แล้วพูดว่า “แบรนด์ของประเทศตัวเองแท้ ๆ แต่ขายแพงขนาดนี้ ไม่ได้เป็นแบรนด์ดังระดับโลกสักหน่อย…”
ลี่หรงเคยสอนเซี่ยซินอี๋และคนอื่น ๆ ว่าต้องรับมือกับสถานการณ์แบบนี้อย่างไร ดังนั้นในตอนนี้เธอจึงไม่รีบร้อน ตอบกลับอย่างใจเย็นว่า “คุณภาพและการออกแบบของเสื้อผ้าแบรนด์ลวี่สุ่ย คุณก็เห็นอยู่แล้วว่ามันคุ้มค่ากับราคานี้ คุณ…”
เธอยังพูดไม่จบก็ถูกหญิงสาวคนนั้นพูดสวนขึ้นมา “แบรนด์จีนกาก ๆ แค่ดาราใส่ก็ดังได้แล้วหรอ ตอนที่พ่อฉันพาไปเที่ยวฮ่องกง ฉันซื้อชุดแบรนด์ D มาตั้งเยอะ แบบนั้นถึงจะเรียกว่าแบรนด์ระดับโลก! แต่นี่อะไร? แบรนด์ลวี่สุ่ยเนี่ยนะ ขายแพงจะเท่าแบรนด์ D อยู่แล้ว ฮ่า ๆ หน้าด้านจริง…”
พวกเธอกำลังโต้เถียงกัน จนลูกค้าในร้านหลายคนเริ่มหันไปมอง ลี่หรงเพิ่งรับเงินจากลูกค้าคนหนึ่งเสร็จ แล้วเดินมาได้ยินประโยคสุดท้ายของหญิงสาวคนนั้นพอดี
คนที่คลั่งไคล้แต่ของต่างประเทศแบบนี้ ลี่หรงเห็นมาเยอะแล้ว สินค้าแบรนด์จีนทั้งการออกแบบและคุณภาพก็ดี ทำไมจะขายแพงไม่ได้?
ยิ่งไปกว่านั้น ลี่หรงเชื่อมั่นว่าราคาของเธอถูกกว่าแบรนด์ D แน่นอน!
เธอมองหญิงสาวคนนั้นที่อายุประมาณสิบแปดปี แต่งตัวดูแพง ไม่รู้ว่าเป็นคุณหนูสมองกลวงที่พ่อแม่ตามใจ หรือเป็นพวกที่คิดว่าแบรนด์ต่างประเทศดีไปหมด…
ลี่หรงเดินเข้าไปหาเธอ แล้วพูดขึ้นว่า “คุณคิดว่าอะไรคือสาเหตุที่แบรนด์ในประเทศไม่สามารถขายในราคานี้ได้เหรอคะ?”
หญิงสาวคนนั้นมองมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความหยิ่งยโส เธอรู้ว่าลี่หรงเป็นคนของร้านนี้ เพราะเมื่อครู่ลี่หรงนั่งเก็บเงินอยู่ในร้าน เธอจึงดูถูกลี่หรงและพูดอย่างหยิ่งผยองว่า “เพราะนี่เป็นแค่แบรนด์เล็ก ๆ! จะขายแพงขนาดนี้ได้ยังไง?”
“ถ้าคุณรู้สึกว่ามันแพงแล้วซื้อไม่ไหว คุณไม่ต้องมาดูก็ได้นะคะ” ลี่หรงยิ้ม “คุณรู้จักแบรนด์ดังระดับโลกกี่แบรนด์? แบรนด์ D? แบรนด์ C? แบรนด์ G? แบรนด์ V แบรนด์ GINE? หรือ แบรนด์ VILL?”
ลี่หรงพูดชื่อแบรนด์ออกมาเจ็ดแปดยี่ห้อในคราวเดียว สีหน้าของหญิงสาวที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด หลังจากนั้นลี่หรงจึงยิ้มอย่างอ่อนโยน “คุณคิดว่าแค่เคยไปฮ่องกงแล้วจะรู้จักแบรนด์ดังระดับโลกทั้งหมดเหรอคะ?”
ผู้หญิงคนนั้นทำหน้างง แล้วถามว่า “ลวี่สุ่ยก็เป็นแบรนด์ดังระดับโลกด้วยหรือ?”
ลี่หรงยิ้ม “ตอนนี้ยังไม่ใช่ค่ะ”
ผู้หญิงคนนั้นจึงพูดดูถูก “ทำเป็นพูดดี…”
ลี่หรงกล่าว “แบรนด์ต่างชาติที่คุณบอก แค่พวกเขาเกิดมาก็เป็นแบรนด์เป็นแบบนั้นเลยเหรอ? ทำไมถึงคิดว่ามีแค่แบรนด์ต่างชาติเท่านั้นที่ขายราคาแพงได้ล่ะ?”
เธอเอื้อมมือไปหยิบเสื้อผ้าจากราวแขวนข้าง ๆ “การออกแบบเสื้อผ้าของลวี่สุ่ยไม่ดีหรือคุณภาพไม่ดีเหรอ? ฉันขายราคาแพงไม่ได้ตรงไหน?”
ลี่หรงมองผู้หญิงคนนั้นตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาพิจารณา จนทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่สบายใจ แต่เสื้อผ้าที่อีกฝ่ายสวมใส่ล้วนเป็นแบรนด์ต่างชาติ เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ ผู้หญิงคนนั้นเลยรู้สึกมั่นใจขึ้น แล้วถามลี่หรงกลับว่า “มองอะไร!”
ลี่หรงส่ายหน้า “ที่คุณใส่อยู่นี่ ของแบรนด์ D ใช่ไหมคะ? ส่วนรองเท้าก็เป็นรองเท้ากีฬาอะไรสักอย่าง ดูแล้วเป็นของแบรนด์ทั้งหมด แต่การจับคู่กันมันช่าง” เธอเว้นวรรคครู่หนึ่งแล้วเปลี่ยนเป็นคำสุภาพ “ช่างพูดยากจริง ๆ”
ลี่หรงยิ้มอย่างสุภาพ “เสื้อผ้าของแบรนด์ D คุณจะบอกว่าเป็นแบรนด์ระดับโลกก็ได้ อีกอย่าง ชุดนี้ก็สวยจริง แต่ถ้าฉันเดาไม่ผิด คุณน่าจะอายุสิบเจ็ดสิบแปดใช่ไหม? การที่เลือกชุดที่เต็มไปด้วยลายโลโก้แบบนี้ ถ้ามองจากด้านหลังอายุคุณจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยสิบปี คุณชื่นชอบแบรนด์ระดับโลก แต่ไม่รู้หรือไงว่าแบรนด์นี้เป็นสไตล์แบบเรียบหรู ถ้าให้ทางแบรนด์รู้ว่าคุณเอาชุดมาใส่คู่กับรองเท้ากีฬาแบบนี้ พวกเขาคงโกรธตาย…”
โลโก้คืออะไร ผู้หญิงคนนั้นไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่เธอเข้าใจความหมายของลี่หรงดี
อีกฝ่ายบอกว่าการที่เธอใส่ชุดนี้ทำให้เธอดูแก่ แล้วยังบอกว่ารองเท้าที่ใส่อยู่มันก็ไม่เข้ากัน!
ผู้หญิงคนนั้นเลยโมโหมาก!
“เธอเป็นใครกัน! เธอคิดว่าเสื้อผ้าที่เธอใส่มันสวยนักหรือไง? ท้องโตขนาดนั้น ไม่อยู่บ้านคลอดลูกกลับวิ่งออกมาพูดจาเพ้อเจ้ออะไรกัน!”
โดยปกติแล้ว ลี่หรงไม่ค่อยวิจารณ์การแต่งตัวของคนอื่น รวมถึงการเลือกรองเท้าก็เป็นอิสระของแต่ละคน ลี่หรงแทบไม่เคยเยาะเย้ยใครแบบนี้
แต่ผู้หญิงตรงหน้าช่างน่ารังเกียจเหลือเกิน และเธอก็เป็นคนเยาะเย้ยลวี่สุ่ยก่อน
บางครั้งลี่หรงก็อารมณ์ดี บางครั้งก็อารมณ์ไม่ดี และเธอยังชอบปกป้องคนที่เธอรักด้วย ส่วนลวี่สุ่ยก็เหมือนลูกของเธอ ถ้ามีใครมาพูดว่าลวี่สุ่ยไม่ดี นั่นเท่ากับพูดถึงลูกของเธอเหมือนกัน!