ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 363 ข่าวลือ
บทที่ 363 ข่าวลือ
ลี่หรงยักไหล่ “ฉันไม่ได้พูดมั่วนะ ฉันแค่พูดในมุมมองของนักออกแบบ ถ้าทำให้เธอไม่พอใจ ฉันก็ขอโทษด้วย” เธอหยุดครู่หนึ่ง “เพราะฉันตั้งใจพูดแบบนั้น”
“แก!” หญิงสาวโมโหจนแทบระเบิด!
เธอมองลี่หรงเขม็ง กระทืบเท้าเสียงดังแล้วหันหลังวิ่งออกไป
เมื่อละครฉากนี้จบลง ลี่หรงหันกลับไปยิ้มให้กับลูกค้าที่ยืนดูเหตุการณ์ “ขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้เสียเวลาการดูเสื้อผ้า ซินอี๋ แจกผ้าพันคอผืนใหม่ที่เราเพิ่งทำเสร็จให้พวกเธอคนละผืนนะ”
ผ้าพันคอเป็นลายจุดหลากสี สามารถนำมาพันคอ หรือจะใช้เป็นที่คาดผมก็ได้
ลี่หรงตั้งใจจะขายในร้านที่ราคาผืนละสามหยวน แต่ยังไม่ทันได้นำออกวางขายก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นเสียก่อน ร้านเสื้อผ้าของเธอไม่มีนโยบายลดราคา แต่สามารถให้ของแถมเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อสร้างความประทับใจแก่ลูกค้าได้
และตอนนี้ร้านของเธอมีลูกค้าอยู่เพียงเจ็ดแปดคน ลี่หรงจึงสามารถแจกของกำนัลเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้
ทันใดนั้นก็มีหญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นว่า “ถ้าไม่ซื้อของ จะได้ผ้าพันคอไหมคะ?”
“ได้สิคะ” ลี่หรงตอบพร้อมกับรอยยิ้ม
เด็กสาวผมเปียคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาหาลี่หรง เอ่ยถามด้วยท่าทีเขินอายว่า “คุณเป็นนักออกแบบของลวี่สุ่ยหรือเปล่าคะ?”
“ใช่ค่ะ แต่ที่ลวี่สุ่ยยังมีนักออกแบบอีกหลายคนด้วย”
จริง ๆ แล้วถ้าไม่ใช่เพราะลี่หรงพูดออกมาเมื่อสักครู่ และชี้ให้เห็นข้อบกพร่องในการแต่งกายของสาวที่เอาแต่ใจ พวกเธอคงไม่รู้เลยว่าหญิงตั้งครรภ์ที่นั่งอยู่เคาน์เตอร์คิดเงินนั้นเป็นนักออกแบบ
เด็กสาวคนนั้นดวงตาเป็นประกาย “งั้นคุณช่วยจัดชุดให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ?”
การจัดชุดนั้น เซี่ยซินอี๋และคนอื่นก็ทำได้ ไม่งั้นลี่หรงจะฝึกอะไรให้พวกเขาก่อนหน้านี้ล่ะ?
แต่เมื่อลูกค้าขอมาแล้วลี่หรงก็รู้สึกคันไม้คันมืออยู่บ้าง เธอจึงพยักหน้า “ได้ค่ะ”
เมื่อเธอตอบตกลง ปรากฏว่าคนข้าง ๆ ต่างเอ่ยปากขึ้นมาบ้างว่า “ฉันด้วย ๆ!”
โชคดีที่ในร้านไม่ได้มีคนเยอะ ลี่หรงจึงจัดการให้ทีละคน และสามารถเลือกแบบที่เหมาะสมให้ได้ทุกคน
พอพวกเธอลองชุดเสร็จ ลังเลอยู่ไม่กี่วินาทีก็ตัดสินใจซื้อ
ในนั้นมีอยู่คนหนึ่งซื้อทีเดียวสามชุด แม้หลายร้อยหยวนก็ไม่ลังเลใจควักเงินจ่ายในทันที
นับว่าเป็นลูกค้าที่รวยที่สุดในวันนี้เลยก็ว่าได้
แม้ว่าจะถามไปแล้วว่า หากไม่ซื้อเสื้อผ้า จะขอแค่ผ้าพันคอได้ไหม แต่สุดท้ายแล้ว สาว ๆ ที่ได้ผ้าพันคอไป ล้วนตัดสินใจซื้อเสื้อผ้ากันอยู่ดี
เสื้อผ้าของร้านลวี่สุ่ยนั้นสวยจริง ๆ แถมยังเป็นยี่ห้อเดียวกับดาราดังอย่างติงหลานใส่อีกต่างหาก เท่ากับว่าพวกเธอได้กลายเป็นดารากันไปโดยปริยาย
พวกเธอถือเสื้อผ้าที่ตัวเองชื่นชอบ เดินจากไปด้วยความพึงพอใจ
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในร้าน ไม่รู้ว่าถูกแพร่กระจายออกไปได้อย่างไร
อย่าได้ดูถูกยุคที่อินเทอร์เน็ตยังไม่เจริญเช่นนี้เชียว แม้จะไม่มีโลกออนไลน์ แต่เรื่องราวของลวี่สุ่ยก็ถูกผู้คนมากมายล่วงรู้โดยทั่วกัน
ไม่ว่าเรื่องราวจะถูกเติมแต่งไปมากน้อยเพียงใด จากปากต่อปาก สิบปากก็ร้อย จากร้อยก็พัน ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ความหมายจึงยิ่งบิดเบี้ยวไปไกล
“ร้านลวี่สุ่ยเนี่ยนะเหยียดคนธรรมดาอย่างพวกเรา เห็นว่าเคยให้ดาราใส่ด้วยนี่ เสื้อผ้าราคาแพงขนาดนั้นซื้อหมูได้ทั้งตัวเลยนะ!”
“คนขายในร้านไม่มีมารยาท ไม่ดีกับลูกค้าเลย!”
…
แน่นอนว่าก็มีเรื่องดี ๆ ด้วยเช่นกัน…
“วันก่อนไปซื้อเสื้อผ้าที่ร้านลวี่สุ่ย เจอนักออกแบบด้วย เธอสวยมาก ใจดีสุด ๆ เธอยังแถมผ้าพันคอให้พวกเราด้วย!”
“ผ้าพันคอสวยมากเลยนะ ปกติแค่วางขายในร้านก็หลายหยวนแล้ว! นี่ลวี่สุ่ยแจกฟรี ๆ เลย!”
“ลวี่สุ่ยคือที่สุด! นักออกแบบคนนั้นยังสอนฉันแต่งตัวด้วย!”
…
ทั้งคำชมคำติปะปนกันไป วัยรุ่นอย่างพวกเขาก็จนปัญญา ไม่รู้จะเชื่อข้างไหนดี
แต่เมื่อเห็นคนอื่นสวมใส่เสื้อผ้าของลวี่สุ่ยที่ดูสวยงาม และยังเป็นแบรนด์ที่ติงหลานเคยสวมใส่ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นจึงเดินเข้ามาในร้านโดยตรง
แน่นอนว่าพวกเขาจะไม่ถามตรง ๆ ว่าลวี่สุ่ยดูถูกลูกค้าหรือไม่ ถามแบบนั้นมันเหมือนหาเรื่องกันไม่ใช่หรือ?
พวกเขาเลยเข้ามาถามว่าที่นี่มีนักออกแบบช่วยจัดชุดเสื้อผ้าให้หรือไม่
วันนี้ลี่หรงไม่ได้อยู่ที่ร้าน เซี่ยซินอี๋พูดด้วยสีหน้าขอโทษ “วันนี้นักออกแบบไม่ได้อยู่ที่ร้านค่ะ แต่ถ้าคุณต้องการ พวกเราสามารถช่วยจัดชุดให้คุณได้”
คนที่เข้ามาเบ้ปาก “งั้นพวกคุณแจกผ้าพันคอฟรีไหม?”
“ขอโทษด้วยนะคะ” เซี่ยซินอี๋ทำสีหน้าลำบากใจ “ทางร้านแจกผ้าพันคอเป็นของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับแขกที่มาร่วมงานในวันนั้น ตอนนี้ไม่มีแล้วค่ะ”
“อะไรเนี่ย ไม่มีอะไรเลยเหรอ?”
เซี่ยซินอี๋แอบเหงื่อตกอยู่บ้าง ไม่คิดตัวเองอยู่ดูแลร้านแทนลี่หรงแล้วต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ และวันนี้มีคนมาถามแบบนี้หลายคนแล้ว
ดีที่ลี่หรงบอกพวกเธอไว้ล่วงหน้าแล้วว่า เดี๋ยวต้องมีคนมาถามแน่ เซี่ยซินอี๋จึงพูดตามที่เตรียมไว้ คิดว่าผู้หญิงคนนั้นคงจะหันหลังกลับไปเหมือนคนอื่น ๆ
แต่ไม่นึกเลยว่าผู้หญิงคนนั้นจะเดินตรงเข้ามา มองชุดกระโปรงสีเหลืองที่แขวนอยู่ในตู้ ซึ่งก็คือชุด ‘ลั่วรื่อ’ ที่เจิงเสี่ยวซานเคยอยากยืมให้เฉินไต้ ก่อนจะหันมาถามเซี่ยซินอี๋ว่า “ชุดนี้ราคาเท่าไหร่คะ?”
เซี่ยซินอี๋กล่าวว่า “นี่คือสินค้าประจำของทางร้าน เป็นงานทำมือของนักออกแบบค่ะ ไม่ได้มีไว้ขาย”
หญิงสาวขมวดคิ้วพลางมองไปที่เซี่ยซินอี๋ “แปลกจริง สิ่งนี้ก็ไม่ขาย สิ่งนั้นก็ไม่ขาย แล้วพวกเธอเปิดร้านมาทำอะไร? ปิดร้านไปดีกว่ามั้ง”
เซี่ยซินอี๋ไม่ได้โกรธ เธอยังคงตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ขออภัยด้วยนะคะ ที่ทำให้คุณไม่ได้รับความสะดวกในการเลือกซื้อสินค้า นอกจากสินค้าชิ้นนี้แล้ว ชิ้นอื่น ๆ ล้วนมีไว้ขาย คุณอยากจะดูหน่อยไหมคะ…”
“เธอเป็นนักออกแบบเหรอ?” หญิงสาวนั่งลงบนเก้าอี้ วางมือทั้งสองข้างไว้บนที่เท้าแขน
“ไม่ใช่ค่ะ”
“ก็ได้” หญิงสาวดูเหมือนจะหายโกรธแล้ว เธอหันมาบอกกับฉันว่า “งั้นเธอลองเลือกให้ฉันดูสิ ฉันจะได้รู้ว่าคนที่ไม่ใช่นักออกแบบจะเลือกชุดได้ยังไง”
เซี่ยซินอี๋แอบมองอีกฝ่าย ผิวของเธอขาว ผมหยักศก คิ้วโก่ง ทาปากสีสวย เมื่อครู่เห็นอีกฝ่ายสนใจชุด ‘ลั่วรื่อ’ เซี่ยซินอี๋เลยเดาว่าเธอน่าจะเป็นสาวแฟชั่น และน่าจะชอบสีเหลือง…
เธอคิดอย่างรวดเร็ว สุดท้ายก็หยิบเดรสยาวสีเหลืองอ่อนปักลายดอกไม้ ตรงคอเสื้อและแขนเสื้อเป็นผ้าโปร่งมาให้ “ชุดนี้น่าจะเข้ากับคุณนะคะ”
เธอมองแบบผ่าน ๆ ดูไม่ออกว่าชอบหรือไม่ แต่ยังดีที่เธอไม่พูดอะไรต่อ เพียงแค่ส่งเสียง “อืม” ตอนแรกเซี่ยซินอี๋คิดว่าเธอกำลังจะหาเรื่อง แต่ที่ไหนได้ เธอกลับลุกขึ้นยืนแล้วถามว่า “ร้านคุณมีที่ลองชุดไหม?”
ฉันยิ้ม “มีค่ะ เชิญทางนี้ค่ะ”
หลังจากลองชุดเสร็จ หญิงสาวยืนจ้องกระจกอยู่นาน ข้าง ๆ กันนั้น เซี่ยซินอี๋กลับยืนเงียบ ต่างจากพนักงานขายที่เธอเคยเจอเวลาไปเดินซื้อของตามร้านทั่วไป พนักงานขายพวกนั้นมักจะคอยพูดชมว่าเธอสวย
แต่เซี่ยซินอี๋กลับแค่ยิ้มบาง ๆ ไม่ได้เอ่ยปากชมเธอเลยสักคำ
ในใจเธอกลับรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก แต่นึกขึ้นได้ว่า วันนี้ที่เธอมา ไม่เห็นมีนักออกแบบอยู่เลย แถมยังไม่ได้ผ้าพันคอเป็นของแถมอีกต่างหาก ทั้งที่เธอชอบผ้าพันคอผืนนั้นมาก
พอคิดแบบนั้น เธอรู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก จึงเริ่มหาเรื่องติ “แขนเสื้อมันแปลก ๆ นะ กว้างแบบนี้ใส่แล้วดูอ้วน”
เซี่ยซินอี๋จึงกล่าวว่า “ไม่อ้วนหรอกค่ะ นี่คือแขนเสื้อแบบพองที่กำลังเป็นที่นิยมในปีนี้ ใส่แล้วช่วยลดอายุ แถมยังสวยอีกด้วยนะคะ”
“คิดว่าฉันไม่รู้หรือไง?” หญิงสาวเบิกตากับคำพูดของเซี่ยซินอี๋ “ฉันไม่ชอบชุดนี้”
เซี่ยซินอี๋ชะงักไป “แต่ชุดนี้เหมาะกับคุณมากเลยนะคะ”
เธอรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังจงใจหาเรื่อง แต่เพื่อค่าคอมมิชชั่นของตัวเอง เธอจึงต้องอดทน
ลี่หรงเดินเข้ามาจากด้านนอก มองลูกค้าคนเดียวในร้านตอนนี้แล้วยิ้ม “คุณใส่ชุดนี้แล้วดูดีจริง ๆ ซินอี๋ ดูแลลูกค้าคนนี้เสร็จแล้วไปกินข้าวเถอะ เดี๋ยวฉันดูร้านเอง”
ภายในร้านเหลือเพียงแค่เซี่ยซินอี๋และพนักงานขายอีกคนหนึ่ง เป็นเวลาพักกลางวันพอดี ลี่หรงจึงให้พนักงานไปทานข้าวเที่ยงก่อน ส่วนตัวเธอจะดูแลร้านเอง