ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 365 ห้างสรรพสินค้า
บทที่ 365 ห้างสรรพสินค้า
ลี่หรงกลับมายังเมืองหลวงแล้วไม่ได้นั่งเฉย ๆ กำหนดคลอดยังอีกเกือบสองเดือน ช่วงเวลายาวนานขนาดนี้ เธอสามารถทำอะไรได้มากมาย
หลังจากไม่ได้อยู่ในเมืองหลวงมากว่าหนึ่งปี ลี่หรงเริ่มจากการดูคำสั่งซื้อของฝูหรงอีกครั้ง แล้วจึงจัดการเรื่องให้เช่าบ้านในตรอกเซี่ยงฝูและเมืองฝูเจี้ยน
หลี่เสี่ยวอ้ายยังไม่ได้สอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่เนื่องจากเป็นช่วงสำคัญ ในภาคเรียนสุดท้ายเธอจึงย้ายเข้าไปในหอพัก
ตอนนี้เป็นเดือนมิถุนายน รอจนถึงเดือนกรกฎาคมเธอจึงจะสอบเสร็จ ดังนั้นเธอจึงไม่รู้เรื่องที่ลี่หรงกลับมา และลี่หรงก็ไม่ได้ไปรบกวนเธอ
ตอนนี้เฉาเหลียงอวี้อยู่ปีสุดท้ายแล้ว เพื่อนร่วมชั้นคนอื่น ๆ กำลังวุ่นวายกับงานที่รัฐจัดสรรให้ แต่เธอกลับวิ่งไปที่บ้านล้อมลานทุกวัน
วันนี้เมื่อมาพบลี่หรง เฉาเหลียงอวี้ถึงกับตะลึงไปชั่วขณะ “พี่ลี่หรง?”
ลี่หรงยิ้ม “อืม ฉันกลับมาแล้ว”
ต้องบอกว่าตลอดเวลาที่ลี่หรงไปเมืองหยาง คนที่ทำให้เธอรู้สึกประทับใจมากที่สุดคือ เฉาเหลียงอวี้
ในช่วงที่ลี่หรงไม่อยู่ การรักษามาตรฐานการออกแบบของฝูหรงและการรักษาฐานลูกค้าให้มั่นคงนั้น แทบจะพึ่งพาเฉาเหลียงอวี้เพียงคนเดียว
ในช่วงสองปีนี้ แม้ว่าเฉาเหลียงอวี้จะเป็นคนที่ลี่หรงสอนมา แต่ท้ายที่สุดเธอก็ยังเป็นมือใหม่ ฝีมือยังห่างไกลจากลี่หรงมาก เนื่องจากนักออกแบบที่แตกต่างกัน ราคาของการออกแบบบางส่วนของฝูหรงจึงถูกปรับลดลงตามไปด้วย
โชคดีที่บรรดาคุณหญิงคุณนายไม่ได้ถือสาอะไรมากนัก ฝูหรงมีชื่อเสียงพอสมควรในสังคมชั้นสูง แม้ว่านักออกแบบจะเปลี่ยนไป แต่ยังคงเป็นการตัดเย็บเฉพาะบุคคล ผลงานยังคงติดชื่อของฝูหรงจึงไม่ส่งผลกระทบมากนัก
ตอนที่ลี่หรงอยู่เมืองหยาง เธอยังรับงานตัดเย็บที่นี่ด้วย แต่ต้องจ่ายเพิ่มและต้องเป็นลูกค้าเก่าเท่านั้น เพราะลี่หรงจำความชอบของลูกค้าได้ เหมยจีอวี้จึงส่งขนาดตัวของลูกค้ามาให้เธอออกแบบ แล้วส่งกลับไปที่เมืองหลวง โดยจะมีเหมยจีอวี้จัดการงานตัดเย็บต่อ
แต่งานที่ลี่หรงต้องลงมือเย็บด้วยตัวเองแทบไม่มีเลยในช่วงสองปีที่ผ่านมา
“พี่ลี่หรง” เฉาเหลียงอวี้มองท้องของลี่หรงอย่างประหลาดใจ แล้วพูดขึ้นว่า “ที่แท้พี่ก็ตั้งท้องนี่เอง”
ลี่หรงยิ้มแต่ไม่พูดอะไร เธอเพิ่งกลับมาได้สองวัน แทบทุกคนที่ทำงานที่ฝูหรงต่างสังเกตเห็นท้องของเธอ และเข้าใจว่าลี่หรงกลับมาเพื่อคลอดลูก
เฉาเหลียงอวี้มีเรื่องราวมากมายอยากจะบอกกับลี่หรง แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร พอเห็นลี่หรงสวมเสื้อผ้าและรองเท้าเตรียมออกไปข้างนอก เธอจึงถามว่า “พี่ลี่หรงจะออกไปไหนเหรอคะ?”
ลี่หรงพยักหน้า “ไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าเมืองฝูเจี้ยนน่ะ”
“ฉันไปด้วยค่ะ!” เฉาเหลียงอวี้ยิ้มร่า “เดี๋ยวฉันไปช่วยพี่ถือของ ตอนนี้พี่ห้ามยกของหนักนะ”
“วันนี้เธอว่างหรือไง?”
“เอ่อ…” เฉาเหลียงอวี้พูดไม่ออก จึงคว้าแขนลี่หรงอย่างออดอ้อน “แบบร่างน่ะ เมื่อไหร่ก็วาดได้ ฉันไม่ได้ไปเดินเล่นนานแล้ว พี่สาวสุดที่รักให้ฉันไปด้วยเถอะนะ ฉันสัญญาว่าจะรีบทำงานให้เสร็จ…”
ลี่หรงไม่ได้ไปห้างสรรพสินค้าเพื่อซื้อของ แต่เธอตั้งใจไปสำรวจตลาดเพื่อดูว่าการเปิดร้านฝูหรงและร้านลวี่สุ่ยจะเป็นไปได้หรือไม่?
ห้างสรรพสินค้าเมืองฝูเจี้ยนกลายเป็นศูนย์การค้าของรัฐที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองหลวง นักท่องเที่ยวที่มาเมืองหลวงต่างชอบไปเดินเล่นที่นั่น รวมถึงคนท้องถิ่นด้วย
ที่นั่นมีสินค้าให้เลือกมากมายหลากหลายแบรนด์ดังทั้งในและต่างประเทศ
ห้างสรรพสินค้าเมืองฝูเจี้ยนสูงถึงเจ็ดชั้น ลี่หรงจึงเดินสำรวจทุกชั้น
“พี่ลี่หรง” ขณะที่กำลังเดินสำรวจอยู่นั้น เฉาเหลียงอวี้ก็ดึงแขนลี่หรงจนเธอหันกลับมามองด้วยความงุนงง
เฉาเหลียงอวี้ชี้ไปยังร้านที่มีป้ายเขียนว่า ‘เสื้อผ้าเจินเจิน’ แล้วพูดว่า “นั่นไง นั่นคือร้านของหวังอ้ายเจินค่ะ” กลัวว่าลี่หรงจะจำไม่ได้ เธอจึงเสริมอีกประโยคว่า “ร้านที่ลอกแบบเสื้อผ้าฝูหรงของพวกเรา และแย่งออเดอร์เราไปนั่นแหละค่ะ เป็นร้านที่เพื่อนร่วมชั้นของฉันเปิดเองค่ะ”
พอเธอพูดแบบนี้ ลี่หรงจึงนึกออกทันที เธอมองร้านเสื้อผ้าเจินเจินอยู่หลายครั้ง พลางนึกถึงค่าเช่าร้านในห้างสรรพสินค้าเมืองฝูเจี้ยน เธอจึงถามว่า “พวกเขาเปิดร้านอยู่ที่นี่ตลอดเลยเหรอ?”
ถ้าลี่หรงจำไม่ผิด ตอนที่เฉาเหลียงอวี้บอกว่าหวังอ้ายเจินเปิดร้าน พอดีเป็นปีแรกที่เธอไปเมืองหยาง จนถึงตอนนี้ก็ผ่านมานานแล้ว ซึ่งค่าเช่าถือเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่
ไม่สิ… เมืองฝูเจี้ยนเปิดตอนปลายปีแรกที่ลี่หรงไปเมืองหยาง เวลาไม่ตรงกัน
แน่นอนว่าเฉาเหลียงอวี้ปฏิเสธ “ไม่ใช่ค่ะ เพิ่งย้ายมาเมื่อไม่นานมานี้เอง เธอเก่งเรื่องการสร้างกระแสมาก พอใกล้จบแล้วรัฐบาลจะจัดสรรงานให้ใช่ไหมคะ? แต่เธอกลับเอาแต่ยุ่งอยู่กับร้านของเธอที่เพิ่งย้ายมา แถมยังโฆษณาในชั้นเรียนอยู่นาน บอกว่าจะให้โอกาสการทำงานกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนด้วย…”
พวกเธอเรียนสาขาออกแบบ ต้องมีนักออกแบบมืออาชีพอยู่เยอะ แต่เท่าที่ลี่หรงเห็น นอกจากเฉาเหลียงอวี้แล้ว คนอื่นก็คงเป็นมือใหม่เหมือนกัน
แต่นี่คือเมืองหลวง พวกนักศึกษาสาขาออกแบบจากมหาวิทยาลัยดัง ๆ ถ้าที่บ้านรวยหน่อยคงไปเรียนต่อต่างประเทศกันหมดแล้ว
ร้านของหวังอ้ายเจินก็ดูเล็กนิดเดียว แบบนี้จะมีใครมาทำงานที่นี่กับเธอจริง ๆ เหรอ?
“มีเพื่อนร่วมชั้นตอบตกลงแล้วเหรอ?” ลี่หรงอดถามไม่ได้ เธอต้องศึกษาเรื่องของคู่แข่งเอาไว้บ้าง
เฉาเหลียงอวี้เบะปาก “พวกที่รวยก็ไปเรียนต่อต่างประเทศกันหมดแล้วค่ะ”
ลี่หรงพยักหน้า เธอเองก็คิดแบบนั้น
แต่เฉาเหลียงอวี้ยังพูดต่อ “แต่ยังมีมาสองสามคนนะคะ พวกที่บ้านไม่มีเงิน แต่ตัวเองดันมีความฝันอยากเป็นนักออกแบบชื่อดัง อยากทำเสื้อผ้าสวย ๆ ไม่อยากไปทำงานที่รัฐบาลจัดให้ หวังอ้ายเจินเลยสร้างกระแส บอกว่าต่อไปถ้าเจินเจินกลายเป็นแบรนด์ดังระดับโลก พวกเธอที่เป็นนักออกแบบก็จะดังไปด้วย…”
“แล้วธุรกิจของพวกเธอเป็นไงบ้าง?”
“ไม่ค่อยดีหรอกค่ะ ตอนแรกก็ลอกแบบพวกเราแล้วขายถูกกว่า มีอยู่ช่วงหนึ่งที่คนแห่กันไปเยอะอยู่ แต่พอรู้ว่าเราไล่เจิ้งเยี่ยนหงออกไปแล้ว พวกนั้นก็ลอกแบบไม่ได้ เลยต้องออกแบบเอง”
เฉาเหลียงอวี้เห็นลี่หรงตั้งใจฟัง ก็รู้สึกคึกใหญ่ เหมือนกับมีเรื่องที่อัดอั้นมานาน เลยรีบดื่มน้ำแล้วเล่าต่อ “แบบที่พวกเธอออกแบบเองก็ไม่สวย แล้วยังจะมาเลียนแบบเรา ทำเสื้อผ้าแบบสั่งตัดราคาแพง ถึงจะราคาไม่แพงเท่าของเรา แต่ถือว่าสูงอยู่ดี สุดท้ายทำไปทำมาคนก็หายไปอีก ได้ข่าวว่าหลัง ๆ มีเพื่อนร่วมรุ่นมาสมัครงาน ร้านเลยขายดีขึ้นหน่อย แต่เรื่องกำไรเท่าไหร่ ฉันไม่รู้เหมือนกันค่ะ”
“น่าจะทำกำไรได้อยู่หรอก ไม่งั้นคงไม่เปิดมานานขนาดนี้”
ลี่หรงมองเห็นเสื้อผ้าที่แขวนอยู่ข้างในร้านจากด้านนอก ดูแล้วก็แค่ระดับทั่วไป ไม่ได้ใกล้เคียงคำว่าเสื้อผ้าสั่งตัดระดับไฮเอนด์เลยสักนิด
แต่เพราะตอนนี้มันยังไม่เจริญ คนจีนหลายคนยังไม่เคยเห็นเสื้อผ้าแบรนด์มาก่อน ไหนเลยจะรู้จักแฟชั่น จะไปรู้ได้ยังไงว่าแบบไหนระดับสูง แบบไหนระดับล่าง
หลังจากเดินจนครบแล้ว ลี่หรงก็รู้สึกปวดเท้า เฉาเหลียงอวี้จึงพาเธอไปนั่งกินข้าวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง
ลี่หรงเดินมาเกือบสองชั่วโมง พอได้นั่งลงก็รู้สึกเมื่อยขา จึงเม้มปากแล้วนวดขาตัวเองเบา ๆ
เฉาเหลียงอวี้มองไม่เห็นการกระทำของลี่หรง เพราะมีโต๊ะกั้นอยู่ เธอสังเกตเห็นเพียงสีหน้าของลี่หรงที่ดูไม่ค่อยดี จึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงว่า “พี่ลี่หรงเป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”
“ไม่เป็นไรหรอก นั่งพักหน่อยก็หายแล้ว เธอสั่งอาหารก่อนเถอะ”