ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 373 พ้นกำหนด
บทที่ 373 พ้นกำหนด
เสิ่นรั่วหนิงรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที หลังจากที่ได้ยินลี่หรงพูด “ตกลง ฉันจะลองดู ถ้าอยู่บ้านเฉย ๆ ต่อไป ฉันคงกลายเป็นคนไร้ประโยชน์แน่ เธอก็รู้อยู่ว่าฉันไม่ชอบงานเลี้ยงของพวกคนรวย”
ลี่หรงยิ้ม ฐานะทางบ้านของเสิ่นรั่วหนิงนั้นดีมาก การจะทำอะไรสักอย่างจึงเป็นเรื่องง่าย เหมือนที่เสิ่นรั่วหนิงบอก ครอบครัวของเธอเคยเสนอให้เธอเปิดร้านขายสินค้าจากต่างประเทศแล้วด้วยซ้ำ
ก็เหมือนกับการเปิดร้านขายสินค้าแบรนด์เนมนั่นแหละ ด้วยภูมิหลังของครอบครัวเสิ่นรั่วหนิง สามีที่หาเงินเก่ง บวกกับเธอเองที่จบจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง จุดเริ่มต้นของเธอจึงสูงกว่าคนทั่วไปมาก
คนแบบนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็มั่นใจ
ลี่หรงเชื่อว่า ตราบใดที่เสิ่นรั่วหนิงตั้งใจจริง การบริหารร้านเพียงร้านเดียวนั้นไม่ใช่เรื่องยาก
สำหรับลี่หรงแล้ว เสิ่นรั่วหนิงเป็นทั้งเพื่อนรักและญาติ ถ้าลี่หรงก้าวหน้าในหน้าที่การงานตลอดเวลา ส่วนเสิ่นรั่วหนิงเป็นแม่บ้านอยู่กับบ้าน ช่วงแรก ๆ คงคุยกันได้ แต่พอนานวันเข้า เรื่องที่คุยกันก็จะน้อยลง
คนที่ไม่ได้อยู่ในโลกเดียวกัน สักวันก็ต้องแยกจากกัน
ลี่หรงจึงอยากช่วยเสิ่นรั่วหนิงด้วย แน่นอนว่าสุดท้ายแล้ว เสิ่นรั่วหนิงจะประสบความสำเร็จแค่ไหน คงต้องขึ้นอยู่กับความพยายามของเธอเอง
โชคดีที่เสิ่นรั่วหนิงไม่ทำให้ลี่หรงผิดหวัง หลังจากตอบตกลง เสิ่นรั่วหนิงก็มาที่บ้านล้อมลานบ่อยขึ้น
พอมาบ่อย ๆ เข้า เสิ่นรั่วหนิงก็ได้เจอกับโจวลี่ลี่และคนอื่น ๆ เสิ่นรั่วหนิงจึงรู้ว่าพวกเธอเรียนจบด้านการออกแบบมาจากมหาวิทยาลัยชิงหัว จู่ ๆ เสิ่นรั่วหนิงก็นึกอะไรขึ้นได้ “เสี่ยวหรงเธอยังจำได้ไหม ตอนนั้นที่เธอไปประกวดออกแบบเสื้อผ้าแล้วได้ที่สามน่ะ”
“จำได้สิ มีอะไรเหรอ?” ลี่หรงมองเธออย่างไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมา
เสิ่นรั่วหนิงขยับเข้ามาใกล้ ๆ แล้วกระซิบว่า “ฉันจำได้ว่าโจวลี่ลี่ได้ที่สองนะ”
ลี่หรงเลิกคิ้วขึ้น “ฉันรู้”
“เธอรู้งั้นเหรอ?” เสิ่นรั่วหนิงประหลาดใจ
“พวกเธอเขียนไว้ในใบสมัครแล้วนี่ ว่าปีไหนแข่งอะไรได้ที่เท่าไหร่”
การแนะนำตัวเองและจดหมายรับรองจากอาจารย์ก็คล้าย ๆ กัน ไม่ว่าจะไปทำงานในหน่วยงานหรือต้องการหางานด้วยตัวเอง หากมีสิ่งนี้ติดตัวไปด้วย การหางานอะไรก็จะง่ายขึ้นเป็นสองเท่า
ยุคนี้ไม่มีอะไรที่เรียกว่าประวัติโดยย่อ แต่จดหมายรับรองนี้ก็คล้าย ๆ กับสิ่งนั้นนั่นแหละ
เสิ่นรั่วหนิงพูดขึ้นมาทันทีว่า “ในโรงเรียนเรายังสามารถเปรียบเทียบผลการเรียนได้ แต่พอออกจากโรงเรียนแล้วดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจอีกต่อไป นักเรียนเก่งบางคนมีผลการเรียนดีมาก แต่พอออกไปข้างนอกยังต้องทำงานให้คนอื่นอีก”
เธอพูดถึงสิ่งที่เป็นความจริงอย่างหนึ่ง คนส่วนใหญ่ในโรงเรียนไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ กว่าจะรู้ต้องรอจนเรียนจบและถูกสังคมตบหน้าเสียก่อน ถึงจะรู้ว่าผลการเรียนกับความสามารถทางสังคมของแต่ละคนอาจไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป
ลี่หรงไม่แสดงความคิดเห็นใด เธอเพียงแค่ยิ้มและพูดว่า “อย่าดูถูกคนที่ยังหนุ่มสาวและยากจน ใครจะรู้ว่าในอนาคตพวกเขาอาจมีคนที่ได้เป็นเจ้าของกิจการก็ได้”
เสิ่นรั่วหนิงรู้ว่าพวกเธอมาที่นี่เพื่อเป็นนักออกแบบ เธอหรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ถ้าในอนาคตพวกเธอมีความสามารถมากขึ้น แล้วแยกตัวออกไปทำธุรกิจมาแข่งกับคุณล่ะ จะทำยังไง?”
“จะทำอะไรได้ล่ะ? นั่นเป็นทางเลือกของพวกเธอเอง ถ้าพวกเธอมีความสามารถจริง ๆ ไม่ว่าพวกเธอจะไปฝึกงานที่ไหนก็เหมือนกันทั้งนั้น” ลี่หรงมองเสิ่นรั่วหนิงอย่างจนปัญญา “ตราบใดที่พวกเธอยังอยู่ร้านฝูหรง พวกเธอก็ต้องสร้างผลงานให้กับฝูหรง ไม่ทำอะไรที่เป็นการทำร้ายฝูหรง แต่หลังจากออกไปแล้ว พวกเธอจะทำอะไรฉันคงไม่สามารถควบคุมได้”
เสิ่นรั่วหนิงพยักหน้าอย่างเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง “เมื่อกี้พูดถึงเรื่องรับพนักงานขาย พวกเราควรรับกี่คนดี?”
หลังจากลี่หรงกลับไปเมืองหลวง ร้านลวี่สุ่ยที่เมืองหยางเลยเหลือเพียงเซี่ยซินอี้และพนักงานขายอีกหนึ่งคน จึงรับสมัครเพิ่มมาอีกสองคน แล้วให้เซี่ยซินอี้เป็นคนฝึกอบรมแทนลี่หรง
ร้านลวี่สุ่ยในเมืองหลวงใหญ่กว่าร้านในเมืองหยางเล็กน้อย ลี่หรงคิดว่าอาจจะเพิ่มอีกหนึ่งหรือสองคนตามความเหมาะสม เธอจึงพูดว่า “สามถึงสี่คนแล้วกัน ถ้าในอนาคตมีความจำเป็นต้องเพิ่มก็สามารถรับเพิ่มได้”
“ตกลง เรื่องการฝึกอบรมที่เธอบอกไว้ ช่วยเล่าให้ฉันฟังอีกทีได้ไหม…”
ส่วนของการจัดสวนน้ำตกเสร็จแล้ว เหลือแต่ของตกแต่งภายใน ของที่เมืองหยางยังไม่ได้ส่งมา ลี่หรงเลยพาเสิ่นรั่วหนิงไปเลือกซื้อของตกแต่งภายในด้วยกัน
ตกเย็น คุณแม่จ้าวถามขึ้นว่า “เสี่ยวหรง เรื่องคนเช่าบ้านที่เมืองฝูเจี้ยน เธอจัดเรียบร้อยแล้วหรือยัง?”
เธอไม่ค่อยรู้เรื่องนี้นัก เพราะไม่ได้ยินลี่หรงพูดถึง จึงคิดว่าลี่หรงจัดการเรียบร้อยแล้ว เพราะตอนนี้เลยกำหนดย้ายออกมาสองวันแล้ว
“อุ๊ย!” ลี่หรงตบหน้าผากตัวเอง “ช่วงนี้ยุ่งมากจนฉันลืมไปเลยค่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เราค่อยไปดูกันนะคะ”
คุณแม่จ้าวถอนหายใจ “ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้เช่าพวกนั้นย้ายออกไปรึยัง ตอนเซ็นสัญญาเห็นดูดีกันทุกคน นึกไม่ถึงว่าลับหลังจะทำสวนเละเทะขนาดนั้น รู้แบบนี้ไม่ให้พวกเขาเช่าหรอก”
พวกเขาน่าจะยังไม่ย้ายออก และลี่หรงก็ไม่ได้มาตามวันที่กำหนด คาดว่าพวกเขาคงไม่สนใจอะไรแล้ว
เรื่องนี้โทษคุณแม่จ้าวไม่ได้ อย่างที่เขาว่ากันว่า รู้หน้าไม่รู้ใจ เธอจะไปรู้ความประพฤติที่แท้จริงของคนอื่นได้ยังไงกัน?
ลี่หรงปลอบเธอสองสามคำ “เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของคุณแม่หรอกค่ะ การจะดูคนออกมันไม่ง่ายขนาดนั้น แต่เรายังเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นบทเรียนได้ เดี๋ยวเราหาเวลาไปดูที่สวนแถวตรอกเซี่ยงฝูกันดีกว่า เผื่อโดนพวกนั้นทำเละเทะไปด้วย”
สวนแถวตรอกเซี่ยงฝู ลี่หรงซื้อไว้ตั้งนานแล้ว แถมปล่อยเช่ามานานแล้วด้วย ถ้าสวนที่เมืองฝูเจี้ยนยังโดนขนาดนี้ ไม่รู้ว่าที่ตรอกเซี่ยงฝูจะเป็นยังไงบ้าง
ลี่หรงกลับมาที่บ้านในเมืองฝูเจี้ยนอีกครั้ง ภาพข้างในยังเหมือนเดิมทุกอย่าง ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย แม้แต่ราวไม้สำหรับแขวนเสื้อผ้าก็ยังอยู่ โต๊ะเก้าอี้ทานข้าวและเตาหุงต้มแบบเคลื่อนย้ายได้ในห้องโถงก็ยังคงอยู่ที่เดิม
ตอนนี้ไม่ใช่เวลาอาหาร อีกทั้งผู้เช่าหลายรายก็ไม่ได้หยุดงาน จึงไม่ค่อยมีคนอยู่นัก เธอเดินวนไปรอบ ๆ ลานบ้าน พบว่ามีคนอยู่ไม่กี่คน แทบไม่เห็นทั้งคนแก่และเด็ก คาดว่าคงออกไปข้างนอกกันหมดแล้ว
อย่างไรก็ตาม เธอยังเห็นร่องรอยการใช้ชีวิตของผู้คนอยู่ แสดงว่าไม่มีใครย้ายออกไป แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้ใส่ใจคำพูดของเธอเลยแม้แต่น้อย
เธอเห็นบ้านหลังหนึ่งมีคนอยู่ จึงยืนเคาะประตูอยู่หน้าบ้าน “เลยกำหนดย้ายออกไปสองวันแล้ว ทำไมพวกคุณยังไม่ย้ายออกไปอีก”
มีผู้หญิงหลายคนนั่งจับกลุ่มคุยกันอยู่ในบ้าน ไม่รู้ว่าเป็นเหล่าสะใภ้หรือเป็นผู้เช่าที่สนิทสนมกัน พวกเธอมองมาที่ลี่หรงด้วยสีหน้าตื่นตระหนกเล็กน้อย แต่แล้วก็นึกถึงคำที่สามีของพวกเธอเคยพูดไว้ว่า ‘ยัยนั่นยังไม่เห็นมาเลย เธอคงขู่ไว้เฉย ๆ แหละ ช่างเถอะ ถ้าเธอจะมาจริง ๆ ค่อยหาทางแก้กันอีกที’
พวกเขาเคยเช่าบ้านหลังอื่นแล้วโกงค่าเช่าสำเร็จมาแล้ว ไม่เชื่อหรอกว่าพวกเขาจะทำกับที่นี่ไม่ได้
“พวกเราอยู่มาเกือบปีแล้วนะ จะให้ย้ายก็ย้ายเลยได้ยังไง…” ผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
“นั่นสิ แล้วจะให้พวกเราไปอยู่ที่ไหน ถ้าไม่นึกถึงตัวเองก็ให้นึกถึงลูกในท้องบ้างสิ ฉันก็ท้องแก่ใกล้คลอดอยู่แล้วเหมือนกัน ยังจะกล้าไล่พวกเราออกไปอีก” คนข้าง ๆ พูดเสริม
เพื่อยืนยันคำพูด ผู้หญิงคนนั้นยังลูบท้องของตัวเองอีกด้วย
เอาอีกแล้ว พวกเธอมาพร้อมกับคำพูดเดิม ๆ แบบนี้อีกแล้วสินะ
ดึงเรื่องศีลธรรมมาเพื่อกล่าวโทษลี่หรง แต่ลี่หรงทำอะไรผิดสักหน่อย เพียงเพราะพวกเธอพักอยู่หนึ่งปีแล้วจะขอยกเลิกสัญญาไม่ได้อย่างนั้นหรือ?
ถ้าพักอยู่สักสิบปี ก็ต้องยกบ้านให้พวกเธอไปเลยงั้นสิ?
ลี่หรงตอบหญิงสาวคนที่พูดก่อนหน้าว่า “ก่อนหน้านี้ฉันบอกไปแล้วว่าให้เวลาเจ็ดวัน เพื่อให้พวกเธอหาบ้านใหม่ พวกเธอไม่ได้ไปหากันเลยรึไง? นี่ฉันยังตั้งใจมาช้ากว่ากำหนดตั้งสองวัน เธอคิดว่าฉันพูดเฉย ๆ หรืออย่างไร?”