ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 375 ความสามัคคีแตกกระจาย
บทที่ 375 ความสามัคคีแตกกระจาย
ทำไมไม่ไปเช่า?
คำตอบง่ายมาก แม้ว่าทุกคนจะมีความคิดที่แตกต่างกัน แต่มันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าความเห็นแก่ตัวของแต่ละคน
เหล่ากรรมการชุมชนยังคงพยายามเกลี้ยกล่อม ลี่หรงจึงเอ่ยปากขึ้นว่า “ฉันไม่อยากทำให้เรื่องมันใหญ่โตไปกว่านี้ งั้นเอาอย่างนั้นแล้วกัน นอกจากจะคืนเงินมัดจำให้พวกคุณแล้ว ใครก็ตามที่ย้ายออกเป็นคนแรก ฉันจะให้เพิ่มอีกสิบหยวน ถือว่าเป็นค่าเช่าบ้านข้างนอกให้ เป็นไง? พอใจไหม? สิบหยวนก็เกือบจะเท่าค่าเช่าบ้านหนึ่งเดือนแล้วนะ”
ผู้เช่าต่างมองหน้ากัน ไม่มีใครอยากลุกขึ้นยืนเพื่อย้ายออกก่อน แต่เงินตั้งสิบหยวนเชียวนะ!
บางคนก็เหมือนกับพยายามโน้มน้าวตัวเอง พลางบ่นพึมพำเบา ๆ ว่า “ใครจะไปย้ายกัน เอาเงินมาล่อพวกเราชัด ๆ…”
“ใช่แล้ว มีเงินหน่อยก็คิดว่าแน่เหรอไง?”
…
ลี่หรงเห็นว่าผู้เช่าเริ่มมีท่าทีเปลี่ยนใจ แต่ยังคงลังเลกันอยู่
เธอเผยยิ้มที่มุมปาก แล้วพูดขึ้นว่า “พวกคุณคิดให้ดี ๆ นะ คนแรกที่ย้าย ฉันจะออกให้สิบหยวน คนที่สองคนที่สามให้ห้าหยวน ส่วนคนที่เหลือไม่ได้อะไรทั้งนั้น”
เหล่าหูอุทานออกมา “ยังจะให้เงินอีก? สหายลี่ทำขนาดนี้แล้วพวกคุณยังไม่ยอมย้ายไปอีก พวกเราเป็นคนต้องมีจิตสำนึกเสียบ้าง…”
ขณะนั้นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งก็โผล่ออกมาจากฝูงชน “พวกเราจะย้าย”
“ตกลง” ลี่หรงยิ้มพลางล้วงหยิบเงินจากกระเป๋า หยิบธนบัตรใบใหญ่ให้เธอ
หญิงสาวรับเงินไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย เธอเก็บเงินเข้ากระเป๋าแล้วหันไปบอกกับผู้ชายที่ยืนอยู่ไม่ไกล “กลับบ้านไปเก็บของ”
ผู้หญิงคนนั้นคิดอย่างรอบคอบแล้ว แม้แต่คณะกรรมการชุมชนยังออกมา ไม่แน่ว่าพรุ่งนี้ตำรวจอาจจะมาก็ได้ เธอเลยไม่อยากมีเรื่องกับลี่หรง จึงรีบย้ายออกทันที แถมยังได้เงินสิบหยวนอีกต่างหาก!
เมื่อครอบครัวหนึ่งย้ายออกไป ความสามัคคีที่เหลืออยู่ก็พังทลาย ไม่นานนัก มีเสียงหลายคนแย่งกันพูดว่า “พวกเราจะย้ายออกไปด้วย!”
พวกเขากลัวว่าถ้าพูดช้าไปกว่านี้แล้วจะไม่ได้แม้แต่ห้าหยวน!
แต่เมื่อหลายคนพูดพร้อมกัน ลี่หรงจึงไม่สามารถตัดสินได้ว่าใครพูดก่อน เธอจึงตัดสินใจให้สองครอบครัว ก่อนที่เธอจะถามอะไร ครอบครัวเหล่านั้นก็เริ่มทะเลาะกันเสียก่อน
“พวกฉันพูดก่อน!”
“เหลวไหล! พี่ใหญ่โม่ พวกเราพูดก่อนชัด ๆ!”
“ทะเลาะกันทำไม? เห็นกันอยู่ว่าพวกเราพูดก่อน!” ชายคนหนึ่งเริ่มผลักชายที่อยู่ข้าง ๆ ที่กำลังหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ
ดูสิ เดิมทีผู้เช่าสามัคคีกันต่อต้านเจ้าของบ้าน แต่พอมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องก็พลิกหน้ามือเป็นหลังมือได้ทันที เมื่ออยู่ต่อหน้าผลประโยชน์ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนกลายเป็นผุยผง
“พอได้แล้ว พวกคุณอย่าทะเลาะกันเลย นับหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า พวกคุณมีทั้งหมดห้าครัวเรือนใช่ไหม?” ลี่หรงหยิบเงินออกมา “งั้นเอาอย่างนี้ พวกคุณรับไปคนละห้าหยวน แล้วพรุ่งนี้ย้ายของออกไปให้หมด”
หัวหน้าครอบครัวของแต่ละครัวเรือนรับเงินแล้วพากันเดินออกไป
ไม่นาน ในบริเวณบ้านก็เหลือเพียงผู้ที่ไม่ได้รับเงิน สีหน้าเต็มไปด้วยความโกรธเคือง ไม่รู้ว่าโกรธที่คนอื่นย้ายออกไปง่าย ๆ หรือโกรธที่ตัวเองไม่ได้รับเงินกันแน่
แต่ลี่หรงไม่ได้สนใจความรู้สึกของพวกเขา กติกาก็เป็นแบบนี้ การให้เงินเพิ่มอีกเล็กน้อย ถือว่าเป็นการผ่อนผันให้ แต่ถ้าหากให้ทุกครัวเรือนไป คำพูดที่เธอพูดออกมาก่อนหน้านี้ก็จะไม่มีความหมาย
ลี่หรงมองสีหน้าของพวกเขาแล้วยิ้มอย่างสุภาพ “พรุ่งนี้ฉันจะมารับบ้าน หวังว่าพวกคุณจะย้ายออกไปโดยเร็วที่สุดนะคะ”
เมื่อออกจากประตูบ้าน เหล่าหูกล่าวว่า “สหายคนนี้มีฝีมือมาก วางใจได้เลย พวกเขาจะต้องย้ายออกแน่นอน ถ้าพรุ่งนี้คุณมาที่นี่แล้ว มีอะไรต้องการก็ไปเรียกพวกเราที่สำนักงานได้”
เมื่อลี่หรงกล่าวขอบคุณแล้ว เธอจึงพาคุณแม่จ้าวกลับบ้าน
เมื่อครู่ลี่หรงคิดว่าจะให้เงินคนละไม่กี่หยวนแก่พวกคณะกรรมการชุมชนหรือไม่ แต่คิดอีกทีว่าไม่เหมาะสมนัก แม้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากพวกเขา แต่การให้เงินทันทีอาจดูเหมือนเธอประจบเอาใจ อาจส่งผลต่อความประทับใจที่พวกเขามีต่อเธอ
ในอนาคตเมื่อเปิดร้านฝูหรงแล้ว เธอจะต้องติดต่อกับคนจากสำนักงานอยู่บ่อย ๆ ตอนนั้นจะมีโอกาสให้ของขวัญอีกมาก
หลังจากกลับถึงบ้าน เธอก็โทรหาจ้าวชิงซง ปลายสายเล่าให้เธอฟังด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า “บ้านสร้างไปได้ครึ่งทางแล้ว เดี๋ยวถ้าจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ผมจะกลับไปเมืองหลวงนะครับ”
“เร็วขนาดนั้นเลยเหรอคะ?” ลี่หรงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เพราะเธอไม่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้ พลางคิดในใจว่า บ้านชั้นเดียวที่มีสวนด้วยนี่สร้างเสร็จเร็วขนาดนั้นเลยเหรอ?
“ผมจ้างทีมก่อสร้างใหญ่ มีคนงานเยอะ งานเลยเสร็จเร็วน่ะครับ” จ้าวชิงซง พูดต่อ “จริงสิ คุณหวงที่ฮ่องกงบอกว่าจะมาอยู่เป็นเพื่อนคุณตอนคลอด ผมเลยให้เบอร์บ้านใหม่เธอไป เธอโทรหาคุณหรือยังครับ?”
“คุณหวงอะไรกัน เธอชื่อเซิ่งหนานค่ะ คุณอย่าเรียกเธอแบบนั้นเลย” ลี่หรงพูดอย่างจนใจ “ยังไม่มีใครโทรมาหาฉันเลยค่ะ ถ้าเธอโทรหาคุณอีกก็ฝากคุณบอกเธอให้หน่อยแล้วกันนะคะ ช่างเถอะ… ฉันโทรหาเธอเองดีกว่า”
หลังจากนั้นลี่หรงก็โทรศัพท์ไปที่ฮ่องกง แต่กลับเสียงผู้ชายรับสาย ลี่หรงชะงักไปครู่หนึ่ง คิดว่าตัวเองโทรผิด เลยถามว่า “นี่บ้านของหวงเซิ่งหนานใช่ไหมคะ?”
“อ้อ! เธอไม่ได้อยู่บ้าน โทรมาใหม่คราวหลังแล้วกัน แค่นี้นะ”
แล้วผู้ชายคนนั้นก็วางสายทันที ไม่แม้แต่จะถามว่าลี่หรงโทรมาด้วยเรื่องอะไร ไม่มีมารยาทเอาเสียเลย ลี่หรงเบ้ปาก พลางวางโทรศัพท์ลง
อันอันกอดหนังสือนิทาน แล้วมองลี่หรงด้วยแววตาเว้าวอน
ลี่หรงหัวเราะเบา ๆ พลางกวักมือเรียกเจ้าตัวเล็ก “มานี่สิ เดี๋ยวแม่จะเล่านิทานให้ฟัง”
อันอันวิ่งเข้าไปหาด้วยรอยยิ้ม พลิกหนังสือนิทานไปยังหน้าที่ลี่หรงอ่านค้างไว้ จากนั้นก็ปีนขึ้นไปบนเตียงแล้วลูบท้องของลี่หรง “น้องสาวฟังนิทานด้วยนะ”
ลี่หรงยิ้ม แล้วเริ่มเล่านิทานต่อจากที่ค้างไว้ เสียงพัดลมไฟฟ้าผสานกับเสียงหญิงสาวที่แสนอ่อนหวาน ค่ำคืนฤดูร้อนค่อย ๆ คืบคลาน เสียงเล่านิทานนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหู
ไม่กี่วันก่อน หลี่เสี่ยวอ้ายได้กลับไปที่บ้านล้อมลาน เธอตั้งใจว่าจะโทรศัพท์ไปขอคำแนะนำจากลี่หรงหลังจากจบแล้ว เพราะตอนนี้ใกล้ถึงเวลาสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งเธอเองยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเรียนต่อที่ไหนดี
แต่สิ่งที่ทำให้เธอดีใจมากกว่าคือ เมื่อกลับไปถึงบ้านล้อมลานแล้ว เธอก็ได้พบกับลี่หรง!
เพราะเธออยู่แต่ที่โรงเรียน เธอเลยไม่รู้ว่าลี่หรงกลับมาแล้ว
ลี่หรงให้ความสนใจกับผลการเรียนของหลี่เสี่ยวอ้ายมาตลอดสองปี พอถึงตอนนี้ เธอก็ถามความตั้งใจของหลี่เสี่ยวอ้ายว่า “เธออยากเรียนอะไรล่ะ?”
หลี่เสี่ยวอ้ายตอบอย่างไม่ลังเลว่า “ฉันอยากเรียนออกแบบเสื้อผ้าค่ะ!”
ก่อนกลับไปโรงเรียน หลี่เสี่ยวอ้ายเคยพูดไว้ว่าโตขึ้นอยากเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าเหมือนลี่หรง และเรียนออกแบบเสื้อผ้าเหมือนเฉาเหลียงอวี้
ตอนนี้ความคิดของเธอยังคงเหมือนเดิม
ลี่หรงพยักหน้า ผลการเรียนของหลี่เสี่ยวอ้ายคงเข้ามหาวิทยาลัยชิงหัวได้ยากอยู่ และเพื่อความปลอดภัย ลี่หรงจึงแนะนำมหาวิทยาลัยอีกหลายแห่งในเมืองหลวงให้กับเธอ
ผลลัพธ์การสอบจำลองของหลี่เสี่ยวอ้ายค่อนข้างเสถียร แต่เรื่องการสอบเข้าชิงเป่ย เธอรู้ดีว่าเป็นไปได้ยาก จึงตัดสินใจเลือกจากที่ลี่หรงแนะนำมา
ในวันสอบเข้ามหาวิทยาลัย ลี่หรงเหลืออีกเพียงสิบกว่าวันก็จะคลอดแล้ว แต่เธอยังอุ้มท้องไปที่สนามสอบ แน่นอนว่าเธอไม่ได้ยืนรออยู่ข้างนอกตลอด เธอถือสมุดร่างแบบไปนั่งที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งนอกสนามสอบ
เมื่อใกล้ถึงเวลาแล้วเธอจึงจ่ายเงินและออกไปยืนที่ประตูสนามสอบ หวังว่าหลี่เสี่ยวอ้ายจะเห็นเธอทันทีที่ออกมา
ลี่หรงรู้สึกว่าถ้าเป็นบ้านอื่น เมื่อสอบเสร็จออกมาก็จะมีครอบครัวรออยู่ข้างนอก แต่หลี่เสี่ยวอ้ายอยู่อย่างโดดเดี่ยว เธอเลยน่าสงสารมาก