ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 377 แทรกคิว
บทที่ 377 แทรกคิว
สองวันก่อนเปิดร้านลวี่สุ่ย ติงหลานได้เดินทางมาจากเมืองหยาง
เมื่อมาถึงบ้านล้อมลาน ลี่หรงรู้สึกประหลาดใจมาก “คุณติง?”
“คุณลี่” ติงหลานมองสำรวจบ้านล้อมลาน “ที่นี่ดูดีมากเลยนะคะ”
“ขอบคุณค่ะ” ลี่หรงเชิญเธอเข้ามานั่งในบ้าน อันอันที่กำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่ในห้องนั่งเล่น เมื่อเห็นลี่หรงพาสาวสวยเข้ามา เด็กน้อยหัวเราะคิกคักสองสามที หลังจากติงหลานนั่งลง เขาก็กระโดดลงจากโซฟาแล้วเดินไปอีกด้านหนึ่งเพื่อรินชาให้ติงหลาน
ลี่หรงนั่งลง แล้วเรียกเด็กน้อย “อันอันเด็กดี มานี่มา”
พออันอันรินชาเสร็จ เขาก็มานั่งลงข้างลี่หรง
“โอ้! ขอบคุณนะจ๊ะ” หลังจากกล่าวขอบคุณ ติงหลานมองไปที่เด็กชายอายุเจ็ดแปดขวบแล้วถามว่า “นี่เป็นลูกของใครเหรอคะ?”
เธอไม่ได้คิดว่าเป็นลูกของลี่หรง เพราะลี่หรงดูเด็กมาก ติงหลานคิดว่าเด็กในท้องน่าจะเป็นลูกคนแรกมากกว่า
ลี่หรงลูบหัวอันอัน “ลูกชายคนโตของฉันเองค่ะ ชื่ออันอัน”
ติงหลานหัวเราะแห้ง ๆ “ดูไม่ออกเลยนะคะ”
เมื่อไม่เห็นว่ามีคนอื่นอยู่ข้าง ๆ เธอ แม้แต่ผู้จัดการก็ไม่เห็น ลี่หรงเลยรู้สึกสงสัยเล็กน้อย “คุณมาคนเดียวเหรอคะ?”
ติงหลานพยักหน้า “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ จะพาคนมาเยอะแยะทำไม ฉันมีธุระกับคุณ ที่อยู่นี่ฉันก็ขอมาจากคุณสวี แต่พอมาถึงเมืองหลวง ฉันก็นั่งแท็กซี่มาที่นี่เลย”
“อ้อ แล้วคุณมีธุระอะไรกับฉันเหรอคะ?”
“ฉันอยากจ้างคุณตัดชุดต่อ แต่คุณสวีบอกว่าคุณกลับเมืองหลวงไปแล้ว ตอนแรกฉันคิดว่าคงไม่มีโอกาส แต่คุณสวีบอกฉันว่าคุณมีสตูดิโอรับตัดชุดส่วนตัวในเมืองหลวง ฉันเลยมาหาคุณที่นี่ไงคะ” ติงหลานมองลี่หรงด้วยสายตากระตือรือร้น “ฉันอยากจ้างคุณตัดชุด ราคาเท่าไหร่ก็ได้ค่ะ”
เป็นสวีจิ้งตานที่กำลังช่วยหาลูกค้าให้ลี่หรงนี่เอง
แต่ถ้าจะให้ลี่หรงลงมือทำเองตอนนี้คงเป็นไปไม่ได้ แม้แต่การออกแบบอย่างเดียว เธอก็ไม่มีสมาธิพอ
ลี่หรงกล่าวด้วยความรู้สึกผิด “ช่วงนี้ฉันยุ่งกับเรื่องเปิดร้านใหม่ และกำหนดคลอดอีกสิบกว่าวัน ขอโทษด้วยนะคะ ตอนนี้ฉันทำไม่ไหว แต่ที่สตูดิโอของเรามีนักออกแบบหลายคน ก่อนหน้านี้ตอนฉันอยู่เมืองหยาง เฉาเหลียงอวี้เป็นคนออกแบบให้ฝูหรงตลอด ฝีมือของเธอไม่เลวเลย คุณยอมให้คนอื่นทำชุดให้ได้ไหมคะ?”
ติงหลานไม่ได้ตอบทันที พอผ่านไปสักครู่ เธอจึงถามว่า “ฝีมือเธอเหมือนที่คุณทำไหมคะ?”
“นักออกแบบแต่ละคนมีแนวคิดไม่เหมือนกันค่ะ” ลี่หรงยักไหล่ “แต่ฉันคิดว่านักออกแบบจากฝูหรงของเราคงไม่แย่หรอกค่ะ ถ้าคุณต้องการสั่งตัด ฉันจะให้เธอมาพบคุณ แล้วค่อยออกแบบมาให้ดูก่อน ถ้าคุณไม่พอใจก็ไม่ต้องทำชิ้นงานจริงก็ได้…”
ติงหลานมองไปทางประตู “ฉันเห็นว่ามีคนเยอะแยะอยู่ในห้องข้าง ๆ นั่นเป็นสตูดิโอของคุณหรือคะ?”
“ใช่ค่ะ” ลี่หรงพยุงตัวลุกขึ้นจากโซฟา “ฉันจะพาคุณไปดูนะคะ”
“แม่ครับ ผมจะช่วยพยุงแม่เอง” อันอันไม่สนใจดูโทรทัศน์อีกต่อไป เขาจับมือลี่หรงไว้ ท่าทางดูเป็นผู้ใหญ่จริง ๆ
“ปิดโทรทัศน์ด้วยนะ” ลี่หรงเตือนเขา
หลังจากพาติงหลานดูสตูดิโอทั้งสองห้องเสร็จแล้ว ขณะกำลังจะออกไป ลี่หรงก็เรียกเฉาเหลียงอวี้ “ออกมานี่หน่อยสิ”
ขณะที่เฉาเหลียงอวี้กำลังกระซิบกระซาบกับหลี่เสี่ยวอ้ายอยู่ “ผู้หญิงข้าง ๆ พี่ลี่หรงดูเหมือนดาราในหนังเลยนะ”
หลี่เสี่ยวอ้ายไม่เคยดูหนังมาก่อน เธอมองดูแล้วเลยไม่รู้สึกคุ้นตา เธอขมวดคิ้วพูดว่า “คุณคงมองผิดแล้วละ ดาราจะมาทำอะไรที่นี่คะ?”
ขณะที่ทั้งสองคนยังถกเถียงกันไม่จบ เฉาเหลียงอวี้ก็ถูกลี่หรงเรียกไปเสียก่อน
จะเป็นไปได้ไหมที่ลี่หรง ได้ยินเธอวิจารณ์แขก เลยเรียกเธอไปสั่งสอน…
เมื่อเดินมาถึงห้องนั่งเล่น อันอันยังอยากจะหยิบรีโมตเปิดโทรทัศน์ แต่ถูกลี่หรงตีมือไว้ “อันอันรอดูทีหลังนะ แม่ต้องคุยธุระกับพี่สาวคนนี้ก่อน”
เฉาเหลียงอวี้ไม่กล้าพูดอะไร ลี่หรงเห็นท่าทางของเธอแล้วจึงอดขำไม่ได้ “เหลียงอวี้ เธอทำอะไรของเธอน่ะ ทำไมดูรู้สึกผิดแบบนั้น? กล้าวิจารณ์แต่ไม่กล้ายอมรับเหรอ?”
เฉาเหลียงอวี้อุทานออกมา แล้วพูดว่า “คุณได้ยินแล้วเหรอ?”
“ใช่แล้ว นั่นแหละเหตุผลที่เรียกคุณออกมา” ลี่หรงหยุดชั่วครู่ แล้วเปลี่ยนน้ำเสียง “นี่คือเฉาเหลียงอวี้ เธอเป็นนักออกแบบที่เก่งมากคนหนึ่งของสตูดิโอเรา”
ประโยคสุดท้ายเป็นการแนะนำติงหลาน
เฉาเหลียงอวี้เบิกตากว้างมองไปที่ติงหลาน แล้วถามลี่หรงอย่างประหลาดใจ “เป็นติงหลานคนที่ฉันคิดใช่ไหมคะ?” เธออดไม่ได้ที่จะใช้มือทำท่าประกอบ “ติงหลานที่แสดงหนังน่ะเหรอคะ?”
“สวัสดีค่ะ” ติงหลานกล่าวทักทาย
ดาราภาพยนตร์นั่งอยู่ตรงหน้า เฉาเหลียงอวี้สมองมึนงง ปากตอบกลับโดยอัตโนมัติว่า “สวัสดีค่ะ”
ลี่หรงแค่นเสียงหึ “น่าอายจริง ๆ รีบตั้งสติหน่อย เรากำลังคุยเรื่องจริงจังกันอยู่นะ”
“หา?” เฉาเหลียงอวี้มองไปที่ติงหลานอีกครั้ง แล้วถามเสียงเบากับลี่หรง “อะไรนะคะ?”
“คุณติงอยากสั่งตัดเสื้อผ้า เธอไปคุยกับคุณติงหน่อยสิ”
“ฉันเหรอคะ?” เฉาเหลียงอวี้ชี้ที่ตัวเอง อ้าปากค้างด้วยความตกใจจนแทบจะกลืนไข่ลงไปได้ทั้งฟอง “ฉันจริง ๆ เหรอคะ?!”
ยกเว้นพนักงานใหม่ นักออกแบบของฝูหรงจะคุยกับลูกค้าเกี่ยวกับความต้องการในการตัดเสื้อแบบตัวต่อตัว โดยทั่วไปแล้วใครเป็นคนคุยก็จะได้รับออเดอร์นั้น
ลี่หรงให้เฉาเหลียงอวี้ไปพูดคุย หมายความว่าเธอมอบหมายงานขอติงหลานให้กับเฉาเหลียงอวี้
เฉาเหลียงอวี้ทั้งตื่นเต้นทั้งประหม่า รู้สึกเหมือนกำลังฝันไป
“ใช่” ลี่หรงเลิกคิ้ว “ยังไง ไม่กล้ารับงานเหรอ?”
เฉาเหลียงอวี้กลืนน้ำลาย กล้าก็กล้าอยู่หรอก แต่เธอรู้สึกประหม่ามาก ยิ่งกว่าตอนร่วมงานกับภรรยาผู้มีอำนาจคนอื่น ๆ ก่อนหน้านี้เสียอีก
ภรรยาผู้มีอำนาจพวกนั้น ลี่หรงพาไปพบหลายครั้ง ถึงจะส่งมอบงานให้ เธอเลยไม่รู้สึกว่ามีอะไร
ส่วนติงหลาน มีความรู้สึกบางอย่างที่บอกไม่ถูก เธอชอบดูหนังมาตลอดและรู้จักติงหลาน เมื่อเห็นเธอปรากฏตัวจากจอภาพยนตร์มาอยู่ตรงหน้า เฉาเหลียงอวี้เลยรู้สึกงุนงงไปชั่วขณะ
“…กล้าสิคะ ทำไมจะไม่กล้า” เฉาเหลียงอวี้ลุกขึ้นทันที “รอฉันแป๊บนึงนะคะ ฉันจะไปเอาสมุดร่างแบบก่อน”
ติงหลานมาด้วยกำหนดการส่วนตัว เรื่องที่มาเมืองหลวงเพื่อสั่งตัดชุดมีแค่ผู้จัดการส่วนตัวเท่านั้นที่รู้ ส่วนชุดที่เธอสั่งตัดก็เพื่อวันเกิดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
ขณะที่พวกเธอกำลังคุยกันอยู่ ลี่หรงจึงกลับเข้าห้องไปนอนพัก
หลังจากส่งติงหลานกลับไปแล้ว เฉาเหลียงอวี้ก็วิ่งเข้ามาด้วยท่าทางร้อนรน “พี่สาว ทำยังไงดี ฉันรู้สึกว่าคุณติงดูไม่ค่อยพอใจกับงานออกแบบของฉันเลย”
ลี่หรงขมวดคิ้ว “ทำไมถึงโวยวายขนาดนั้น ทำไมคุณติงถึงไม่พอใจล่ะ? คุณติงบอกเธอแล้วเหรอว่าไม่เอาน่ะ?”
“ไม่ใช่ค่ะ” เฉาเหลียงอวี้ส่ายหน้า “เธอบอกว่าเข้าใจแล้ว จากนั้นก็เดินออกไปเลย”
ลี่หรง “เธอพูดอะไรกับคุณติง คุณติงถึงได้ตอบเธอแบบนั้น?”
“ฉันอธิบายแนวทางการออกแบบของฉันให้เธอฟัง และบอกเธอว่าอีกสองสัปดาห์ฉันจะวาดภาพออกแบบให้เธอ”
“นั่นหมายความว่าคุณติงกำลังรอภาพออกแบบของเธอไม่ใช่หรือ?” ลี่หรงจิ้มหน้าผากของเฉาเหลียงอวี้ รู้สึกผิดหวังที่อีกฝ่ายไม่เข้าใจความหมายของลูกค้า “จะรีบร้อนไปทำไม วาดภาพออกมาก่อนสิ อ้อ! แล้วทำไมถึงต้องใช้เวลาตั้งสองสัปดาห์ล่ะ?”
การออกแบบอย่างง่ายใช้เวลาสี่ถึงห้าวัน ส่วนแบบที่ยากขึ้นมาหน่อยเจ็ดถึงแปดวันก็เพียงพอแล้ว ยกเว้นแบบที่มีลวดลาย อาจต้องเพิ่มอีกหนึ่งถึงสองวัน
สองสัปดาห์ นั่นเกือบครึ่งเดือนเชียวนะ?
“ฉันยังมีงานอีกสองสามชิ้นในมือ แต่ฉันได้แทรกคิวของคุณติงเข้าไปแล้ว หลังจากทำงานด่วนในมือเสร็จ ฉันจะทำของเธอทันทีค่ะ”
“ตอนนี้เธอเรียนรู้ที่จะแทรกคิวให้คนอื่นแล้วสินะ?”
เฉาเหลียงอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็สังเกตสีหน้าของลี่หรง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่โกรธ เธอจึงพูดเสียงเบาว่า “อืม… ฉันแทรกคิวให้แล้ว ฉันกลัวว่าคุณติงจะรอไม่ไหวน่ะค่ะ”