ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 386 เป็นลม
บทที่ 386 เป็นลม
หลี่เสี่ยวอ้ายและเพื่อน ๆ ตักอาหารเสร็จแล้วตั้งใจจะกลับไปกินที่หอพัก ขณะเดินผ่านบริเวณที่ครูฝึกนั่งอยู่ เชอเสี่ยวตงตั้งใจจะเร่งฝีเท้า กลัวว่าครูฝึกหลู่จะเห็น
แต่ใครจะรู้ว่าสิ่งที่กลัวจะเกิดขึ้นจริง ๆ!
ครูฝึกหลู่เรียกเชอเสี่ยวตง
เชอเสี่ยวตงสะดุ้งทั้งตัว ในใจด่าชื่อครูฝึกหลู่นับหมื่นครั้ง ก่อนจะฝืนยิ้มออกมา “ฮ่า ๆ ครูฝึก”
“มากินข้าวเหรอ?” ครูฝึกหลู่รู้สึกประทับใจในตัวของเชอเสี่ยวตง ตอนแรกเธอตะโกนเสียงดังมาก ตอนจะไปก็ยังด่าเขาอีก แน่นอนว่าเชอเสี่ยวตงอาจคิดว่าเขาไม่ได้ยิน พอคราวนี้เห็นเธอทำเหมือนมองไม่เห็นเขา เขาเลยอดไม่ได้ที่จะเรียกเธอ พวกนักเรียนพวกนี้ช่างไม่เคารพครูฝึกเอาเสียเลย!
เชอเสี่ยวตงนึกอยากจะกลอกตาใส่คนตรงหน้าเหลือเกิน มือเธอกำลังถือกล่องข้าวอยู่ ถ้าไม่ได้มากินข้าวแล้วจะมาทำอะไร?
แม้ในใจจะคิดเช่นนั้น แต่เชอเสี่ยวตงไม่กล้าพูดออกมาตรง ๆ เธอหัวเราะแห้ง ๆ สองทีแล้วตอบอีกฝ่าย “ใช่ค่ะ”
“เธอมาทางนี้สิ ตรงนี้มีที่ว่างอยู่สองสามที่”
เชอเสี่ยวตงไม่กล้าปฏิเสธ เธอเลยลากหลี่เสี่ยวอ้ายไปด้วย
หลี่เสี่ยวอ้ายรู้สึกกังวลใจเล็กน้อย เพราะพอนั่งลงแล้วตรงข้ามเธอก็คือปี้ซิ่งสือ
ช่างน่าอึดอัดจริง ๆ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรทักทายดีหรือไม่
ขณะที่กำลังลังเลอยู่นั้น เธอเงยหน้าขึ้นมาสบตากับปี้ซิ่งสือพอดี จนหลี่เสี่ยวอ้ายนั่งตัวตรงขึ้นมาทันที “พี่ปี้ซิ่งสือ”
ปี้ซิ่งสือพยักหน้า “การฝึกช่วงเช้าเป็นอย่างไรบ้าง ปรับตัวได้ไหม?”
ครูฝึกหลู่ยังอยากจะสั่งสอนเชอเสี่ยวตงอยู่ แต่ไม่คิดว่าหัวหน้าของเขาจะรู้จักกับนักศึกษาหญิงข้าง ๆ และยังถามเธอว่าปรับตัวได้หรือไม่
ดวงตาของเขาเบิกกว้างจนแทบถลน เขาไม่มีเวลาสนใจเชอเสี่ยวตงอีกต่อไป ฟ้าดินเป็นพยาน ตอนที่เขาเพิ่งเข้ากองทัพใหม่ ๆ ปี้ซิ่งสือยังพูดกับพวกเขาเลยว่า ‘ถ้าปรับตัวไม่ได้ก็ไสหัวไปซะ!’
ครูฝึกหลู่หันไปถามหัวหน้าของเขาว่า “พวกคุณรู้จักกันเหรอ? เป็นหลานสาวหัวหน้าเหรอครับ?”
ปี้ซิ่งสือที่เพิ่งได้สถานะเป็นลุงของหลี่เสี่ยวอ้ายพลันสำลัก เขาเตะเท้าครูฝึกหลู่ใต้โต๊ะ “พูดอะไรเหลวไหล!”
ไม่ใช่ความสัมพันธ์ทางเครือญาติ และหัวหน้าก็ไม่ได้พูดอะไร ครูฝึกหลู่จึงไม่กล้าส่งเสียงอีก แต่ในใจก็คิดเดาไปเรื่อย
ปี้ซิ่งสือเห็นว่าในกล่องข้าวของหลี่เสี่ยวอ้ายแทบไม่มีเนื้อสักชิ้น เขาจึงเขี่ยน่องไก่ที่ตัวเองยังไม่ได้กินไปให้ “ทำไมไม่กินเนื้อล่ะ? ช่วงนี้แดดแรงมาก ถ้าไม่มีสารอาหารจะฝึกซ้อมได้ยังไง?”
เชอเสี่ยวตงที่คิดว่าจะต้องเผชิญกับการดุด่าจากครูฝึกหลู่ เลยได้รับการช่วยเหลือจากหลี่เสี่ยวอ้าย เธอก้มหน้ากินข้าว แต่ด้วยนิสัยชอบซุบซิบของเธอ แม้จะก้มหน้าอยู่แต่หูก็ตั้งฟัง
เธอรู้สึกสงสัยเช่นกันว่า ทำไมหลี่เสี่ยวอ้ายดูเหมือนจะสนิทสนมกับครูฝึกใหญ่มากเลย?
แถมยังให้น่องไก่กับหลี่เสี่ยวอ้ายอีก!
เมื่อกลับถึงหอพัก เชอเสี่ยวตงก็เล่าเหตุการณ์ที่โรงอาหารให้ว่านซูและคนอื่น ๆ ฟังอีกรอบ จากนั้นเธอก็กอดหลี่เสี่ยวอ้ายแล้วพูดว่า “มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่! เล่ามาเร็ว! ถ้าสารภาพแล้วเธอจะได้รับความเมตตา แต่ถ้ายังดื้อจะถูกลงโทษหนัก!”
หลี่เสี่ยวอ้าย “ครูฝึกใหญ่เป็นเพื่อนทหารของพี่ชายของพี่สาวฉัน”
ประโยคนี้ฟังดูวกวนไปหน่อย เชอเสี่ยวตงและคนอื่น ๆ เลยไม่เข้าใจ “พี่ชายของพี่สาวเธอไม่ใช่พี่ชายของเธอหรอกเหรอ?”
“ไม่ใช่” หลี่เสี่ยวอ้ายเม้มปาก “เธอไม่ใช่พี่สาวแท้ ๆ”
ฟังดูซับซ้อนดี แต่เชอเสี่ยวตงไม่ได้ถามต่อ เธอส่ายหัวแล้วพูดกับตัวเอง “ซับซ้อนจริง ๆ”
แม้จะไม่รู้ว่าหลี่เสี่ยวอ้ายกับหัวหน้าของเขามีความสัมพันธ์อะไรกัน แต่ครูฝึกหลู่ไม่ได้โง่ เมื่อเห็นปี้ซิ่งสือไม่ได้ตั้งใจปิดบังว่ารู้จักกับนักศึกษาหญิงคนนี้ เขาจึงจดจำไว้ในใจว่าต้องคอยสังเกตนักศึกษาหญิงคนนี้ เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นระหว่างการฝึก
ครูฝึกหลู่คอยดูว่า ถ้าสภาพของหลี่เสี่ยวอ้ายไม่ค่อยดี ก็จะให้หยุดพัก ทุกครั้งที่ลงโทษคนจนครบรอบ คนแทบไม่ค่อยได้ลงโทษหลี่เสี่ยวอ้ายเลย
แต่ก็มีบางครั้งที่ไม่ทันสังเกตเห็น วันนี้นักเรียนทั้งหมดวิ่งมาหลายรอบแล้ว เมื่อกลับเข้าแถวก็เริ่มเดินสวนสนามและยืนท่าทหารทันที ครูฝึกหลู่เพิ่งจะคุยโม้กับครูฝึกข้าง ๆ ได้แป๊บเดียว หลี่เสี่ยวอ้ายก็เป็นลมหมดสติไป
ปี้ซิ่งสือยืนอยู่ใต้ต้นไม้มองมาทางนี้จากที่ไกล ๆ เขาเห็นนักศึกษาหญิงกลุ่มหนึ่งล้อมรอบหลี่เสี่ยวอ้ายอยู่ เขาเลยตะโกนบอกให้ทุกคนหลีกทาง แล้วก้มลงอุ้มหลี่เสี่ยวอ้ายไปที่ห้องพยาบาลทันที
ถ้าปี้ซิ่งสือไม่มา ครูฝึกหลู่คงต้องพาคนไปห้องพยาบาลเหมือนกัน แต่ตอนนี้ปี้ซิ่งสืออุ้มไปแล้ว ครูฝึกหลู่มองครูฝึกที่คุยโม้กับเขาด้วยสีหน้าสิ้นหวัง “แย่แล้ว! หัวหน้าต้องฆ่าฉันแน่ ๆ!”
หลังจากนอนพักในห้องพยาบาล สีหน้าของหลี่เสี่ยวอ้ายก็ดีขึ้นมาก เธอฟื้นขึ้นมาแล้วมองปี้ซิ่งสือด้วยความรู้สึกเกรงใจ “พี่ปี้ซิ่งสือ”
“ทำไมเด็กผู้หญิงอย่างเธอถึงไม่ดูแลร่างกายตัวเองบ้าง? ไม่รู้หรือว่าเมื่อมีประจำเดือนไม่ควรออกกำลังกายกลางแดดจัด ๆ แบบนี้ แถมตัวเองก็ขาดสารอาหารอยู่ด้วย…”
หมอบ่นอยู่ข้าง ๆ ว่า หลี่เสี่ยวอ้ายไม่รู้จักถนอมร่างกาย แถมยังด่าปี้ซิ่งสือด้วย “พวกครูฝึกนี่ไม่รู้จักเอาใจใส่เด็กผู้หญิงกันบ้าง แดดแรงขนาดนี้ นี่คนที่เข้ามาคนที่เท่าไหร่แล้ว? ทุกปีมีคนเป็นลมแดด โลหิตจาง หมดสติส่งมาที่นี่ ปีแล้วปีเล่าไม่เคยจำเป็นบทเรียนกันบ้างเลย…”
ทุกปีครูฝึกที่มาฝึกทหารไม่ใช่ชุดเดียวกัน ปี้ซิ่งสือรู้สึกอึดอัดจนพูดไม่ออก อีกอย่างคนที่เป็นทหารเคยเจอสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากมาแล้ว ไหนเลยจะคิดว่าแค่ตากแดดก็มีคนเป็นลมได้?
หลี่เสี่ยวอ้ายประจำเดือนมาเมื่อตอนเช้า แถมยังกินข้าวแค่นิดหน่อยเท่านั้น เธอคิดว่าคงไม่เป็นไร แต่ผลคือวิ่งไปไม่กี่รอบก็เป็นลมไปโดยไม่รู้ตัว
การพูดเรื่องประจำเดือนต่อหน้าปี้ซิ่งสือ ทำให้หลี่เสี่ยวอ้ายหน้าแดงก่ำไปหมด
ปี้ซิ่งสือรู้ว่าผู้หญิงจะมีช่วงนั้นสักไม่กี่วันในแต่ละเดือน แต่ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร เขาจึงปรึกษากับหมอประจำโรงเรียนอย่างจริงจังว่า ในสถานการณ์แบบนี้ควรทำอย่างไร?
วันต่อมา เมื่อไม่มีใครสังเกตเห็น ปี้ซิ่งสือเลยยัดกระติกน้ำร้อนให้กับหลี่เสี่ยวอ้าย
หลี่เสี่ยวอ้ายคิดว่าเป็นเพียงน้ำร้อนธรรมดา แต่เมื่อดื่มแล้วถึงรู้ว่าเป็นน้ำขิงน้ำตาลทรายแดง
หลังจากได้รับติดต่อกันหลายวัน หลี่เสี่ยวอ้ายก็รู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก
เรื่องนี้นอกจากเชอเสี่ยวตงและว่านซูแล้ว ก็มีแต่พวกครูฝึกเท่านั้นที่รู้ว่าหัวหน้าครูฝึกของพวกเขาส่งน้ำร้อนให้นักศึกษาหญิงคนหนึ่ง!
พวกเขาต่างคิดว่าเป็นน้ำร้อนธรรมดา ใครจะคิดล่ะว่าปี้ซิ่งสือจะตื่นแต่เช้าตรู่ วิ่งไปที่โรงอาหารเพื่อขอยืมหม้อต้มน้ำตาลทรายแดง!
หลี่เสี่ยวอ้ายฝึกทหารอยู่ทางนี้ ส่วนลี่หรงกำลังยุ่งอยู่กับเรื่องของฝูหรงและลวี่สุ่ย
ฝูหรงและลวี่สุ่ยต่างเป็นร้านใหม่ แม้ว่าลวี่สุ่ยจะมีเสิ่นรั่วหนิงคอยดูแล แต่ลี่หรงก็ยังวุ่นวายจนต้องบินไปบินมา
อีกหนึ่งเดือน โจวลี่ลี่และเพื่อน ๆ ของเธอก็จะสิ้นสุดการประเมินผลแล้ว
ตอนที่พวกเธอมาสัมภาษณ์ ลี่หรงได้ให้การประเมินการออกแบบแก่พวกเธอ ทุกคนได้คะแนนแค่พอผ่าน ถ้าหากในช่วงการประเมินสามเดือนนี้ พวกเธอต้องการจะอยู่ต่อ แต่ยังคงมีระดับเท่าเดิมก็คงมีโอกาสสูงที่จะไม่ผ่านการประเมิน
ในช่วงที่ลี่หรงอยู่ไฟ ลี่หรงได้มอบหมายงานให้พวกเธอ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมือไม่ถนัดหรือไม่มีประสบการณ์ งานที่ทำเสร็จก็ออกมาแค่พอใช้ได้
ลี่หรงหมดช่วงอยู่ไฟแล้ว ลี่หรงทั้งยุ่งทั้งต้องดูแลพวกเธอ ตอนแรกเฉาเหลียงอวี้ก็เป็นคนที่เธอเลี้ยงดูมาด้วยตัวเอง แต่เฉาเหลียงอวี้เป็นคนมีพรสวรรค์อยู่แล้ว ส่วนโจวลี่ลี่เป็นประเภทมีพรสวรรค์ แต่บางครั้งชอบหาทางลัด ส่วนเฟิงหงเซี่ยเป็นประเภทขยัน ต้องคอยชี้แนะเพิ่มเติม ดีที่เธอยังชอบเรียนรู้ แต่แค่มีนิสัยร้อนรนไปหน่อย…