ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 394 ลูกค้า
บทที่ 394 ลูกค้า
สวี่อวี้มีสีหน้าแปลกไป “ฉันยอมรับว่าชุดชิงฮวาฉือทำให้ติงหลานได้รับความสนใจไม่น้อยในงานเลี้ยง และนำมาซึ่งผลประโยชน์ ฉันไม่ปฏิเสธผลจากชุดราตรี แต่ตัวติงหลานเองก็มีคุณค่าอยู่แล้ว และขอพูดตรง ๆ ชุดวันเกิดที่ติงหลานออกแบบที่ฝูหรง ราคาไม่ถึงหนึ่งพัน ฉันเดาว่า…”
สวี่อวี้หยุดชั่วครู่ แม้ในใจเธอคิดว่าชุดชิงฮวาฉือน่าจะราคาสองพัน แต่เธอไม่พูดออกมาตรง ๆ “ไม่ว่าชุดราตรีจะราคาเท่าไหร่ การที่ติงหลานสวมใส่นั้น เท่ากับเป็นการโฆษณาให้คุณฟรี พอหักลบค่าโฆษณาในส่วนนั้นแล้ว ฉันคิดว่าการใช้สิ่งนี้มาหักลบค่าเป็นพรีเซนเตอร์สองพันของลวี่สุ่ย ถือว่ามีความจริงใจมากแล้ว”
ตอนนี้สวีจิ้งตานเห็นความลังเลในใจของสวี่อวี้ ในสายตาของเธอ ผู้จัดการคนนี้ยังไม่ค่อยมีประสบการณ์นัก
เธอจึงยิ้มเล็กน้อย แล้วพูดกับสวี่อวี้ว่า “ถ้าฉันเดาไม่ผิด ตอนนี้พวกคุณกำลังยืมชุดราตรีจากแบรนด์ต่างประเทศใช่ไหมคะ? เป็นอย่างไรบ้างล่ะ?”
สวีจิ้งตานเป็นคนในวงการเสื้อผ้า เธอมักจะติดตามความเคลื่อนไหวของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าอยู่เสมอ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ลี่หรงเสนอว่าจะสร้างแบรนด์ สวีจิ้งตานก็เปลี่ยนจากการสนใจแค่การผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าภายในประเทศ มามีนิสัยใหม่คือการอ่านนิตยสารเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวโน้มของแบรนด์ต่างประเทศ
แม้ว่าลวี่สุ่ยจะแยกการบริหารจัดการกับหลานไห่ ไม่จำเป็นต้องให้สวีจิ้งตานกังวล แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอจะวางมือได้อย่างสมบูรณ์ เธอเริ่มทำความเข้าใจแนวโน้มการพัฒนาของแบรนด์อื่น ๆ ด้วยตัวเอง สิ่งที่เธอได้เรียนรู้มา เธอสามารถแบ่งปันกับลี่หรงได้
เธอรู้ว่าดาราและนักแสดงในประเทศจำนวนมาก หากไม่สวมใส่เสื้อผ้าธรรมดาไปร่วมงาน ก็ยืมเสื้อผ้าจากแบรนด์ต่าง ๆ โดยเฉพาะนักแสดงหญิงสาวสวยที่ชอบยืมเสื้อผ้าแบรนด์ดังจากต่างประเทศมากที่สุด
คนในวงการถึงกับแข่งขันกันลับ ๆ ว่าใครยืมแบรนด์ใหญ่กว่ากัน!
ติงหลานมีความสามารถในการแสดง แต่ก็มีความทะเยอทะยาน นับตั้งแต่ชื่อเสียงของเธอโด่งดัง ทุกครั้งที่เธอไปร่วมงานเลี้ยง เธอจะสวมใส่แบรนด์ดังจากต่างประเทศอยู่เสมอ
นอกจากนี้ การยืมชุดราตรีต้องยืมล่วงหน้า ถ้าไม่ยืมล่วงหน้า จะมีโอกาสสูงมากที่ศิลปินคนอื่นจะชิงไปก่อน
ตอนนี้เดือนเมษายน งานประกาศรางวัลอี้หลานจะจัดในเดือนมิถุนายน บริษัทของติงหลานได้ติดต่อยืมชุดจากแบรนด์ต่างประเทศตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แล้ว
เรื่องพวกนี้ไม่ใช่ความลับในวงการ สวี่อวี้ไม่แปลกใจที่สวีจิ้งตานสามารถพูดออกมาได้อย่างแม่นยำ เธอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “จริง ๆ แล้วเรายืมล่วงหน้า ชุดที่เรายืมมาก็เคยลงนิตยสาร และเป็นคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูร้อนจากแฟชั่นวีคที่ปารีสด้วย”
พอพูดถึงตอนท้าย สวี่อวี้รู้สึกภูมิใจเล็กน้อย
แฟชั่นวีคที่ปารีสเชียวนะ มันยอดเยี่ยมมากเลยไม่ใช่เหรอ?
ลี่หรงประหลาดใจเล็กน้อย “แล้วยืมมาได้หรือคะ?”
สวี่อวี้เตรียมรายงานการเป็นพรีเซนเตอร์ของศิลปินเป็นข้อต่อรอง ลี่หรงย่อมต้องเตรียมการบ้านล่วงหน้า จากข้อมูลที่เธอรู้มา แบรนด์ที่ติงหลานเคยยืมมานั้นเป็นแบรนด์ต่างประเทศจริง แต่ไม่มีชุดไหนที่เคยขึ้นแฟชั่นวีคเลย
แม้แต่ในอนาคต การจะได้ยืมชุดแบรนด์หรู โดยเฉพาะชุดราตรีที่เคยขึ้นแฟชั่นวีค หากดาราในประเทศจะยืมมาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
ไม่ใช่ว่าลี่หรงจะดูถูกใคร แต่เธอรู้สึกจริง ๆ ว่าติงหลานคงยืมไม่ได้
ในประเทศที่สามารถยืมชุดสำเร็จรูประดับสูงจากต่างประเทศได้ก็มี แต่มีน้อย และคงไม่ใช่ติงหลานแน่นอน
ลี่หรงเคยไปเรียนและทำงานในต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นนักออกแบบ เธอเข้าใจอย่างชัดเจนถึงลักษณะนิสัยของแบรนด์หรูจากต่างประเทศเหล่านั้น นอกจากพวกเขาจะเรียกร้องระดับความดังของศิลปินแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือรูปร่างและบุคลิกภาพ
ติงหลานเป็นสาวสวยแบบตะวันออก ซึ่งไม่อยู่ในรสนิยมของชาวต่างชาติ การที่จะสวมใส่ชุดหรูของแบรนด์ต่างประเทศนั้น ระดับของเธอยังด้อยกว่าอยู่บ้าง
สวี่อวี้ไม่ได้พูดอะไร เพราะตอนนี้บริษัทยังไม่มีข่าวคราวอะไรจริง ๆ ได้ยินมาว่าพวกฝรั่งนั้นต่อรองยากมาก แต่เธอรู้สึกว่ามันเป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น เลยไม่คิดว่าจะยืมไม่ได้ เธอจึงพูดว่า “แต่ตอนนี้ก็ยังมีเวลาอยู่ไม่ใช่เหรอคะ?”
สวีจิ้งตานพูดถึงเรื่องการยืมเสื้อผ้า เปิดมุมมองใหม่ให้กับลี่หรง ลี่หรงพยักหน้าราวกับเห็นด้วยกับคำพูดของสวี่อวี้
ผ่านไปสักครู่ ลี่หรงจึงพูดว่า “เมื่อครู่คุณไม่ได้อยากรู้หรอกหรือว่าชุดชิงฮวาฉือราคาเท่าไหร่? ชิงฮวาฉือไม่ได้มีไว้ขาย แต่ถ้าจะต้องตั้งราคา แม้แต่หนึ่งหมื่นก็ซื้อไม่ได้ มันเหมือนกับชุดสำเร็จรูปราคาแพงในแฟชั่นวีค คุณคิดว่าราคาชุดที่ติงหลานสั่งตัดจากฝูหรงไม่แพง ไม่ได้หมายความว่าฝูหรงมีค่าเท่ากับราคาชุดนั้น ฝูหรงคิดเงินตามการออกแบบ ในอนาคตก็จะเดินตามเส้นทางแฟชั่นราคาแพง ตอนนี้พวกคุณยืมเสื้อผ้าจากแบรนด์ก็ต้องจ่ายเงินใช่ไหมคะ?”
ประโยคหลังนั้น ลี่หรงถามแบบลองเชิง ดวงตาของสวี่อวี้วาววับ “ไม่ใช่ทุกตัวที่ต้องจ่าย บางทีก็ต้องคืนเงินและมอบให้เธอใส่ด้วยซ้ำ”
ลี่หรงพอจะเข้าใจแล้ว “หลานไห่ขอให้ติงหลานเป็นพรีเซนเตอร์ของลวี่สุ่ย พวกเราให้ค่าโฆษณาสองหมื่น บวกกับชุดออกแบบหนึ่งชุด ตอนนี้พวกคุณยังไม่มีเสื้อผ้าเลยต้องยืมกลับไป ฉันคิดว่าความร่วมมือนี้ก็รอได้อีกสักพัก อย่าเพิ่งรีบปฏิเสธเลยค่ะ บางทีถึงเวลานั้น คุณอาจจะได้ใช้ชุดตัดเย็บของฝูหรงจริง ๆ”
การติดต่อเพื่อเป็นพรีเซนเตอร์ครั้งแรกที่ไม่ได้ตกลงกันทันทีเป็นเรื่องปกติ สวี่อวี้รู้ดี แต่วันนี้เธอเป็นฝ่ายลูกค้าอย่างชัดเจน แต่กลับถูกลี่หรงและสวีจิ้งตานบีบให้ต้องกลับไป เธอเลยรู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก
ก่อนกลับ เธอยังฝืนยิ้มแล้วพูดว่า “งั้นคราวหน้าค่อยคุยกันใหม่นะคะ” ก่อนจะลุกขึ้นยืนตัวตรง
“คุณสวี่” ลี่หรงเรียกเธอ พร้อมกับยิ้มบาง ๆ “การออกแบบและตัดเย็บชุดของฝูหรงจะใช้เวลาอย่างเร็วที่สุดหนึ่งเดือน หวังว่าพวกคุณจะให้คำตอบเร็ว ๆ นี้นะคะ”
เธอคงมั่นใจว่าติงหลานจะยืมชุดสำหรับแฟชั่นวีคไม่ได้สินะ?
สวี่อวี้ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย แล้วหมุนตัวเดินจากไป
หลังจากส่งสวี่อวี้กลับไปแล้ว ลี่หรงและสวีจิ้งตานก็พูดคุยกันต่อในห้องประชุม
เสิ่นรั่วหนิงถามลี่หรงว่า “ทำไมเธอถึงมั่นใจนักว่าพวกเขาจะยืมไม่ได้? ถ้าหากพวกเขายืมได้ พวกเราก็จะไม่ได้ส่วนลดสองพันเลยไม่ใช่หรือ?”
ลี่หรงเชื่อมากว่า หากสวี่อวี้และพวกเธอยืมแบรนด์อื่นที่ไม่ใช่ชุดของแฟชั่นวีคปารีส ลี่หรงคงไม่มั่นใจขนาดนี้ เธอจึงอธิบายว่า “นักออกแบบและแบรนด์ของแฟชั่นวีคที่ปารีสนั้นมีนิสัยหยิ่งผยอง แม้มีเงินก็ยืมไม่ได้ พวกเขาส่วนใหญ่มีนางแบบประจำอยู่แล้ว ติงหลานอาจจะดังในประเทศ แต่พอออกไปข้างนอกก็ไม่แน่…”
เสิ่นรั่วหนิงดูเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ แต่เธอจำได้บ้างจากตอนที่เรียนอยู่ต่างประเทศ บางอย่างตรงกับที่ลี่หรงพูดจริง ๆ
สวีจิ้งตานพูดว่า “หนิงหนิงควรดูนิตยสารแฟชั่นต่างประเทศให้มากขึ้น”
พรีเซนเตอร์ยังเจรจาไม่เสร็จ แต่หลานไห่ได้เตรียมจัดแสดงแล้ว เสิ่นรั่วหนิงจึงยุ่งไปด้วย และได้สั่งสมประสบการณ์ใหม่ ๆ เช่น การจัดแสดงนิทรรศการ
ลี่หรงโทรหาหวงเซิ่งหนานล่วงหน้า ถามเธอว่าจะมางานแสดงสินค้าหรือไม่ ซึ่งหวงเซิ่งหนานบอกว่าจะมาแน่นอน
ในวันสุดท้ายของงานแสดงสินค้า ลี่หรงได้พบกับสุภาพบุรุษชาวต่างชาติ คุณเจนนี่
อีกฝ่ายเห็นลี่หรง เขาจึงเดินเข้ามาอย่างกระตือรือร้น “สวัสดีคุณลี่ คุณจำผมได้ไหมครับ?”
ลี่หรงพยักหน้า “คุณเจนนี่ ฉันนึกว่าจะไม่ได้เจอคุณแล้วเสียอีก”
เจนนี่แสดงสีหน้าเสียดาย ยักไหล่พร้อมกับยกมือทั้งสองข้าง “เครื่องบินดีเลย์ เกือบจะไม่ทันงานแสดงสินค้าวันสุดท้ายแล้ว”
เครื่องบินดีเลย์เป็นเรื่องปกติ ลี่หรงเข้าใจดี
เจนนี่มองบูธของเธอ ด้วยสีหน้าสับสน “ไม่มีดีไซน์ใหม่เหรอครับ?”
ปีที่แล้วที่งานนิทรรศการกว่างโจว ในงานแสดงสินค้าของหลานไห่ มีชุดกระโปรงที่ลี่หรงออกแบบเป็นพิเศษหลายตัว ตอนนี้มันกลายเป็นสมบัติล้ำค่าประจำร้านของลวี่สุ่ยไปแล้ว
เจนนี่อาจคิดว่าจะได้เห็นการออกแบบใหม่ แต่ผลลัพธ์คือ แม้แต่แบบเก่าก็ยังไม่ได้เห็น มีเพียงแบบเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่คนทั่วไปสวมใส่ เขาจึงอดรู้สึกผิดหวังไม่ได้