ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 403 ฟิล์มถ่ายรูป
บทที่ 403 ฟิล์มถ่ายรูป
จ้าวชิงซงเคยเป็นทหารมาก่อน หลังจากนั้นก็ทำงานที่ต้องใช้แรงงาน กล้ามเนื้อบนร่างกายของเขาจึงแน่นและแข็งแรงโดยปริยาย ลี่หรงถูกเขาจับมือกดลงบนกล้ามเนื้อนั้น ความรู้สึกที่สัมผัสได้ย่อมดีอย่างแน่นอน
แต่ลี่หรงกลับรู้สึกตื่นตระหนกมากขึ้น เธอยิ้มเอาใจพลางพูดว่า “แน่นอนว่าต้องเป็นคุณไงคะ! คุณดีที่สุดในโลกเลย!”
จ้าวชิงซงหัวเราะเยาะ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่หลงกลกับวิธีนี้ของลี่หรง เขาจับคางของเธอแล้วกดจูบลงไป “ตอนนี้เรามาลองสัมผัสความรู้สึกของการทำเจ็ดครั้งในคืนเดียวกันไหม?”
“หา? อื้อ!”
…
วันที่สองลี่หรงตื่นเกือบบ่ายโมง ไม่เห็นใครอยู่ในบ้านแล้ว ทั้งจ้าวชิงซงและเสิ่นรั่วหนิงออกไปข้างนอกกันหมด
เสิ่นรั่วหนิงเขียนข้อความทิ้งไว้ให้ลี่หรง โดยบอกว่า จ้าวชิงซงให้เธอช่วยลาหยุดกับสวีจิ้งตานแล้ว และเธอจะแวะไปบอกที่หลานไห่ด้วย
ลี่หรงยกมือขึ้นกุมขมับ ไม่รู้ว่าพวกเธอจะพูดอย่างไร จริง ๆ แล้วแม้จะไม่บอก แล้วลี่หรงไม่ไปบริษัทก็ไม่มีใครว่าอะไรเธอหรอก
ถ้าเสิ่นรั่วหนิงบอกไป สวีจิ้งตานก็จะถามกลับมาว่า ลี่หรงลาหยุดเพราะอะไร เสิ่นรั่วหนิงคงจะเล่าเรื่องเมื่อคืนออกไปแน่นอน ทุกคนแต่งงานกันหมดแล้ว ย่อมเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ถึงตอนนั้น ลี่หรงคงไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้ากับการหยอกล้อของพวกเธออย่างไรดี นั่นคงเป็นสถานการณ์ที่น่าอึดอัดใจมาก
ลี่หรงจึงถอนหายใจออกมาอีกครั้ง
ลวี่สุ่ยเตรียมคอลเลคชั่นใหม่ไว้ยี่สิบแบบ หลังจากถ่ายโฆษณาชุดแรกสิบห้าแบบเสร็จ สวีจิ้งตานก็รับนักออกแบบใหม่ห้าคน ทั้งหมดเป็นนักศึกษาที่กำลังจะจบการศึกษาในปีนี้
คนเหล่านั้นต่างรู้จักลวี่สุ่ย เพราะลวี่สุ่ยเป็นแบรนด์เสื้อผ้าท้องถิ่นที่เคยลงหนังสือพิมพ์ อาจารย์มักนำมาเป็นกรณีศึกษาอยู่เสมอ เมื่อลวี่สุ่ยเปิดรับสมัครงาน จึงมีบัณฑิตจบใหม่มาสมัครมากมาย สุดท้ายก็เลือกไว้เพียงห้าคน
ลี่หรงกำหนดการสอบสัมภาษณ์ตามแฟชั่นของลวี่สุ่ย พูดตามตรง พวกเธอผ่านข้อกำหนดของลี่หรงตั้งแต่ครั้งแรก ดังนั้น งานยี่สิบแบบที่ลี่หรงคิดว่าออกแบบไม่ทัน ตอนนี้ก็น่าจะครบจำนวนแล้ว
ลี่หรงถือแบบไปที่โรงงานผลิตเพื่อพบหลี่ว์เส่าหวา และเร่งให้เขาทำแบบให้เสร็จเร็ว ๆ
หลี่ว์เส่าหวาทำแบบเสร็จภายในสองวัน จากนั้นลี่หรงจึงให้ต้าฉินและติงหลานถ่ายโปสเตอร์และวิดีโอเพิ่มอีกชุดหนึ่ง
ลี่หรงพูดกับต้าฉินว่า “เหนื่อยหน่อยนะคะ ยังต้องทำงานเพิ่มอีก”
“ไม่เหนื่อยหรอกค่ะ” ต้าฉินยิ้มและพูดว่า “เพราะฉันได้รับเงินตามจำนวนโปสเตอร์ที่ทำ”
เมื่อโปสเตอร์และโฆษณาทั้งหมดเสร็จเรียบร้อย ลี่หรงได้แจกจ่ายโปสเตอร์ให้กับเสิ่นรั่วหนิงและเซี่ยซินอี๋ แล้วเก็บไว้บางส่วนที่หลานไห่
ลี่หรงนำโปสเตอร์ไปที่สำนักพิมพ์ เพื่อลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ก่อน จากนั้นเธอจึงไปที่สถานีโทรทัศน์กับสวีจิ้งตาน เพื่อพบกับเติ้งซิ่วหรู
เติ้งซิ่วหรูยังจำลี่หรงได้ เพราะเธอเป็นพาร์ทเนอร์ที่จ่ายค่าโฆษณาหนึ่งแสนหยวน รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอจึงดูเป็นมิตรมากกว่าตอนที่พบกันครั้งแรก “คุณลี่ ฉันนึกว่าคุณไม่ต้องการร่วมงานกันแล้วเสียอีก”
“จะเป็นอย่างนั้นได้ยังไงคะ?” พูดจบ ลี่หรงจึงแนะนำให้เติ้งซิ่วหรูรู้จักสวีจิ้งตาน “นี่คือคุณสวี เป็นเจ้าของหลานไห่ของพวกเราค่ะ”
“สวัสดีค่ะคุณสวี” เติ้งซิ่วหรูพยักหน้าทักทาย ส่วนสวีจิ้งตานเรียกอีกฝ่ายว่าคุณเติ้ง เมื่อครู่ตอนนั่งรอ ลี่หรงได้บอกเธอล่วงหน้าแล้ว
ลี่หรงพูดกับเติ้งซิ่วหรูว่า “ฉันเตรียมจะกลับเมืองหลวง เลยพาคุณสวีมาทำความคุ้นเคยกับที่นี่สักหน่อยน่ะค่ะ วันนี้พวกเราเอาฟิล์มโฆษณามาด้วย ถ้ามีเรื่องอะไรต่อจากนี้ คุณสวีจะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดนะคะ”
โฆษณาทางโทรทัศน์ นอกจากทางแบรนด์จะเปลี่ยนฟิล์มโฆษณาระหว่างระยะสัญญา สถานีโทรทัศน์จะทำงานออกอากาศโฆษณาตามที่ตกลงในสัญญา นอกนั้นก็จะไม่มีปัญหาอะไร ยกเว้นอีกกรณีหนึ่ง คือการร่วมมือกันอีกครั้ง ต้องลงนามสัญญาใหม่ และอาจจะมีเรื่องที่ต้องพูดคุยกันเพิ่มอีกหน่อย
เมื่อลี่หรงพาคนมาด้วย เติ้งซิ่วหรูก็ยิ้มต้อนรับอย่างเป็นธรรมชาติ เธอพยักหน้า “อ๋อ งั้นเดี๋ยวต้องอธิบายเรื่องสัญญากับคุณสวีใหม่อีกครั้งไหมคะ?”
“สัญญาที่เราตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ไม่ต้องพูดถึงแล้วค่ะ เพราะฉันได้คุยกับเธอเรียบร้อยแล้ว”
เมื่อเซ็นสัญญาและส่งมอบใบโอนเงินเรียบร้อย เรื่องการลงโฆษณาทางสถานีโทรทัศน์ถือว่าจบลงแล้ว แต่โฆษณาคงไม่ได้ออกอากาศเร็วขนาดนั้น
เติ้งซิ่วหรูบอกกับลี่หรงว่า “การตรวจสอบโฆษณาของสถานีโทรทัศน์เข้มงวดมาก ฟิล์มโฆษณาต้องผ่านการตรวจสอบก่อนจึงจะสามารถออกอากาศได้ รอให้การตรวจสอบเสร็จสิ้น คาดว่าประมาณเดือนกรกฎาคมถึงจะได้เห็นบนโทรทัศน์นะคะ”
ลี่หรงแสดงความเข้าใจ “ค่ะ ฉันจะดำเนินการตามขั้นตอนของพวกคุณ แต่เมื่อใกล้จะออกอากาศแล้ว ขอรบกวนคุณช่วยแจ้งข่าวให้หลานไห่ทราบด้วยนะคะ”
“วางใจได้เลยค่ะ เราจะแจ้งให้พวกคุณทราบล่วงหน้าก่อนเริ่มออกอากาศ และค่าโฆษณาจะจ่ายตามที่ได้แสดงให้พวกคุณดูทั้งหมด”
ลี่หรงอยู่ที่เมืองหยางเกือบครึ่งเดือน ได้ทำงานมากมาย เธอจึงกลับเมืองหลวงด้วยความพึงพอใจ แต่พอลงจากเครื่อง เธอถึงนึกขึ้นได้ว่าตัวเองยุ่งจนลืมเจนนี่ไปเสียสนิท
เจนนี่ไม่เคยโทรหาลี่หรงเลย เธอไม่รู้ว่าเขายังอยู่ที่เมืองหยางหรือไม่
เมื่อกลับมาถึงเมืองหลวง เธอยังไม่ทันได้พักผ่อนดี เฉาเหลียงอวี้ก็วิ่งมาบอกเธอว่า “เมื่อไม่กี่วันก่อนมีชาวต่างชาติคนหนึ่งมาที่นี่ เขาเอ่ยชื่อของคุณ บอกว่ามาดูสตูดิโอ ฉันคิดจะโทรหาคุณแล้ว แต่เขาบอกไม่ต้อง เขาแค่ดูเฉย ๆ ก็พอ”
“เขาทิ้งข้อมูลอะไรไว้บ้างไหม?” ลี่หรงพอจะเดาได้ว่าเป็นเจนนี่ แต่ยังถามอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ
เฉาเหลียงอวี้ตอบว่า “เขาบอกว่าชื่อเจนนี่ เขาบอกคุณรู้จักเขา คนคนนี้แปลกมาก พอฉันบอกว่าจะพาเขาไปดูการออกแบบในโซนจัดแสดง แต่เขาบอกไม่ต้องสนใจ เขาดูเองได้”
ลี่หรงไม่คิดว่าเจนนี่จะมีนิสัยแบบนี้ จากการพบกันสองครั้งที่ผ่านมา เจนนี่น่าจะเป็นคนที่เป็นมิตรและกระตือรือร้น ใครจะคิดว่าเขามาที่ฝูหรงคนเดียว เห็นว่าลี่หรงไม่อยู่ ก็ไม่ให้นักออกแบบคนอื่นอธิบายให้ฟังเลย
ยิ่งไปกว่านั้น อีกฝ่ายดูการออกแบบในโซนจัดแสดงของฝูหรงเสร็จแล้ว แต่ไม่ได้ฝากอะไรไว้ให้ลี่หรงสักนิด หรือโทรมาบอกอะไรสักหน่อย เช่น มีความคิดเห็นอย่างไรหลังจากดูการออกแบบในโซนจัดแสดงบ้าง?
ในชาติที่แล้ว ในฐานะนักออกแบบเสื้อผ้า หากลี่หรงได้รับเชิญไปชมนิทรรศการ หรืองานแสดงเสื้อผ้าส่วนตัว หลังจากนั้นเธอจะต้องแลกเปลี่ยนความคิดเห็นบางอย่างอย่างแน่นอน
ลี่หรงถามเฉาเหลียงอวี้ “เขาไม่ได้พูดอะไรเลยเหรอ? เขาได้ไปดูห้องออกแบบและห้องตัดเย็บด้านหลังหรือเปล่า?”
“ไม่ได้ไปค่ะ เขาดูแค่ด้านหน้าเท่านั้น” เฉาเหลียงอวี้คิดสักครู่ “แต่เขาดูนานมาก เกือบสองชั่วโมงเลย!”
ลี่หรงอดไม่ได้ที่จะพึมพำกับตัวเอง เจนนี่อาจจะไม่ชอบการออกแบบที่เธอนำมาแสดง แต่พอนึกถึงเรื่องก่อนหน้านี้ การออกแบบในงานแสดงสินค้ากว่างโจวสามารถทำให้เจนนี่ประหลาดใจได้ ส่วนที่ฝูหรงนำมาแสดง ในความเห็นของลี่หรง เธอว่าดีกว่าที่แสดงในตอนนั้นมาก ดังนั้น ลี่หรงจึงไม่เข้าใจการกระทำของเจนนี่จริง ๆ
ลี่หรงกลับมาเมืองหลวง สิ่งแรกที่เธอทำคือลงมือทำชุดราตรีที่ติงหลานจะสวมใส่ในงานเทศกาลอวี้หลาน
ชุดราตรีนั้นลี่หรงได้ออกแบบไว้แล้วตั้งแต่อยู่เมืองหยาง และได้ให้ติงหลานดูด้วย
ติงหลานสวมชุดที่ลี่หรงออกแบบชื่อชิงฮวาฉือในงานเทศกาลอวี้หลานปีที่แล้ว เมื่อรู้ว่าลี่หรงยังออกแบบชุดให้เธอสำหรับงานเทศกาลอวี้หลานปีนี้ด้วย เธอก็ดีใจมาก “ฉันเคยบอกไว้แล้วว่าจะให้คุณออกแบบให้ แต่พี่อวี้บอกว่าบริษัทจะยืมชุดจากแบรนด์ H สำหรับงานแฟชั่นวีคมาให้ ฉันรู้สึกผิดหวังนิดหน่อย แต่ตอนนี้ฉันคิดว่ามันคงเป็นโชคชะตาที่ทำให้เราได้พบกันอีกครั้ง!”