ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 405 คำเตือน
บทที่ 405 คำเตือน
“หมายความว่าอย่างไร?” หม่าเหวินหงแทบไม่อยากเชื่อสิ่งที่ตัวเองได้ยิน
ลี่หรงพูดซ้ำอย่างใจเย็นว่า “ชุดราตรีของติงหลานเป็นฝีมือการออกแบบของฉัน ร้านฝูหรงก็เป็นร้านของฉัน แต่สตูดิโอของพวกเราอยู่ที่เมืองหลวง ช่วงนี้คุณใช้ชื่อเสียงของฝูหรงทำเงินไปไม่น้อยเลยใช่ไหมล่ะ? การโทรมาครั้งนี้ฉันอยากเจรจากับคุณ ขอให้คุณหยุดการกระทำทางธุรกิจทั้งหมดที่อาศัยกระแสของฝูหรงทันที รวมถึงการตั้งชื่อสตูดิโอด้วย”
นี่หมายความว่าต้องการให้พวกเธอทั้งสองเปลี่ยนชื่อร้าน?
หวงสุ่ยหลานที่อยู่ข้าง ๆ ได้ยินทุกคำอย่างชัดเจน แต่พวกเธอทำเงินไปมากมาย จะยอมเปลี่ยนชื่อร้านได้อย่างไร?
เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน!
ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไรออกมาในทันที
ความคิดของทั้งสองคนนั้นเดาได้ง่ายมาก ลี่หรงเตรียมใจไว้แล้วว่าการโน้มน้าวพวกเธอจะไม่ใช่เรื่องง่าย ลี่หรงพูดต่ออีกสองสามประโยค เพื่อเตือนสติพวกเธอว่า “อีกสามวัน ถ้าพวกคุณไม่ปรับเปลี่ยนอะไร ฉันจะใช้วิธีของตัวเองเพื่อเอาสิ่งที่เป็นของพวกเราคืนมาให้ฝูหรง ฉันจะพูดแค่นี้แหละค่ะ ขอให้พวกคุณคิดให้ดี ๆ”
พูดจบ ลี่หรงก็วางสายทันที
ฝูหรงรับช่างตัดเสื้อและช่างปักคนใหม่เข้ามา ทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นมาก แต่เนื่องจากฝูหรงยังไม่ได้ประชาสัมพันธ์ออกไป ลูกค้าที่มาเกือบทั้งหมดจึงเป็นลูกค้าเก่า ปริมาณคำสั่งซื้อจึงไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก
ปริมาณคำสั่งซื้อไม่เปลี่ยน แต่นักออกแบบเพิ่มขึ้นทันทีห้าคน จึงเกิดสถานการณ์พระมากกว่าข้าวได้ง่าย ๆ
ลี่หรงประสานงานการจัดสรรลูกค้าใหม่เรียบร้อยแล้ว โดยมอบหมายให้ช่างตัดและช่างปักคนใหม่ไปอยู่ภายใต้การดูแลของเหมยจีอวี้ และคนอื่น ๆ
เมื่อสอบถาม จ้าวชิงซงก็ทราบว่าหม่าเหวินหงและหวงสุ่ยหลานยังไม่ยอมหยุด ทั้งยังทำตัวเหลิงมากขึ้น พวกเธอผลิตชุดราตรีฉบับย่อของติงหลาน ออกมา ซึ่งขายดีเป็นเทน้ำเทท่า หนังสือพิมพ์เมืองหยางยังลงข่าวเกี่ยวกับพวกเธอ บอกว่าเป็นแบรนด์เสื้อผ้าในประเทศที่มีการออกแบบดีเป็นอันดับสองรองจากลวี่สุ่ย
ถึงขนาดมีหนังสือพิมพ์บางฉบับเรียกพวกเธอว่า ‘เสี่ยวลวี่สุ่ย’ อีกด้วย
เรื่องนี้ทำให้ลี่หรงรู้สึกขยะแขยงมาก!
พวกเธอไม่ได้สนใจคำเตือนของลี่หรงเลยแม้แต่น้อย!
ความจริงแล้วก็เป็นเช่นนั้น เมื่อลี่หรงวางสาย หม่าเหวินหงและหวงสุ่ยหลานซึ่งเคยทำงานใต้บังคับบัญชาของลี่หรง ต่างรู้สึกเกรงกลัวลี่หรง แม้ตอนนี้จะคุยกันทางโทรศัพท์และไม่ได้ทำงานให้ลี่หรงแล้ว พวกเธอยังมีจิตใต้สำนึกที่จะเชื่อฟังอยู่ แต่เมื่อนึกถึงเงินที่พวกเธอได้รับในตอนนี้ ซึ่งมากกว่าตอนเป็นนักออกแบบที่หลานไห่ถึงสิบเท่า ความกังวลเล็ก ๆ น้อย ๆ ในใจของพวกเธอกลับหายเป็นปลิดทิ้ง
และเมื่อนึกถึงนิสัยของลี่หรง…
สมัยก่อนตอนพวกเธออยู่ที่หลานไห่ เมื่อแบบที่ออกแบบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า การถูกโรงงานอื่นลอกเลียนแบบย่อมเป็นเรื่องปกติ ไม่เคยเห็นคุณสวีและคุณลี่ทำอะไรเพื่อลงโทษโรงงานที่ลอกเลียนแบบเลย!
ด้วยเหตุผลข้างต้น พวกเธอจึงไม่กลัวเลยว่าลี่หรงจะทำอะไรพวกเธอ ส่วนโทรศัพท์ครั้งนี้ พวกเธอคิดว่าเป็นแค่การโทรมา เพื่อให้พวกเธอยอมสละโอกาสในการได้รับความสนใจครั้งนี้เท่านั้น
พวกเธอคงโง่แล้ว หากยอมสละเงินมากมายขนาดนี้!
หม่าเหวินลี่และหวงสุ่ยหลานตกลงกันว่าจะลงมือทำอีกครั้ง เพื่อกอบโกยเงินให้มากขึ้น เพราะพวกเธอไม่เชื่อหรอกว่าลี่หรงจะทำอะไรได้จริง ๆ!
“ที่รัก เรื่องนี้ผมจะช่วยคุณจัดการเองครับ รับรองว่าอีกสองสามวัน พวกเธอจะไม่กล้าโผล่หน้ามาอีก”
จ้าวชิงซงพูดกับลี่หรง จนหญิงสาวหลุดขำออกมา “คุณจะช่วยฉันยังไงคะ?”
“เรื่องนี้คุณไม่ต้องห่วงนะครับ ผมเจอเรื่องแบบนี้มาเยอะ ผมรู้ว่าต้องจัดการยังไง”
“ช่างเถอะค่ะ คุณอย่าเพิ่งไปยุ่งกับมันเลย” ลี่หรงแทบไม่เคยถามเรื่องธุรกิจของจ้าวชิงซง เธอจะถามต่อเมื่อจ้าวชิงซงมีเงินไม่พอเท่านั้น แต่ก็คิดได้ว่าการทำธุรกิจของจ้าวชิงซงคงไม่ราบรื่นตลอด ส่วนเรื่องที่ทำให้ปวดหัวพวกนั้น จ้าวชิงซงคงไม่อยากเล่าให้ลี่หรงฟังเอง
ลี่หรงอยากจะแก้ปัญหาด้วยตัวเอง อีกอย่าง เธอมีแผนในใจแล้ว เลยไม่อยากให้จ้าวชิงซงเข้ามายุ่ง “คุณรับมือกับเรื่องของคุณเถอะค่ะ ฉันรู้ดีว่าต้องทำอย่างไร”
“คุณกังวลอะไรกันครับ? ผมไม่ได้จะทำอะไรผิดกฎหมายสักหน่อย”
“ไม่ได้กังวลเรื่องนั้นค่ะ” ลี่หรงยิ้มอย่างจนใจ “ยังไงคุณก็อย่าเพิ่งทำอะไรกับเรื่องนี้เลย ถ้าถึงเวลาแล้วฉันแก้ปัญหาเองไม่ได้ ฉันจะมาหาคุณเอง งั้นฉันขอวางสายก่อนนะคะ”
“รอก่อนครับ!” จ้าวชิงซงเรียกลี่หรงไว้ “คุยเรื่องงานเสร็จแล้ว ขอคุยเรื่องส่วนตัวหน่อยนะครับ ที่รัก คุณตั้งใจจะอยู่ที่เมืองหลวงตลอดไปเลยเหรอครับ? ถ้าเธอคุณไม่มาเมืองหยาง แล้วผมจะอยู่ที่นี่ทำไมล่ะ?”
ทำไมถึงรู้สึกว่าจ้าวชิงซงติดเธอมากขนาดนี้? ลี่หรงนึกแล้วอดขำไม่ได้ “คุณเหมือนน้องหมาที่ติดคนมาก ๆ เลยนะคะ”
ลี่หรงรู้สึกว่าจ้าวชิงซงมีอาการคลั่งรักอยู่บ้าง เธอจึงกล่าวอย่างจนปัญญา “ในอนาคต เป้าหมายหลักของฉันจะอยู่ที่ฝูหรง ฉันคงไม่อยู่เมืองหยางเป็นประจำหรอกค่ะ ถ้าหากหลานไห่ต้องการให้ฉันทำงาน ฉันถึงจะไปที่นั่น”
เรื่องนี้ลี่หรงตั้งใจว่าจะบอกจ้าวชิงซงทีหลัง แต่เมื่อจ้าวชิงซงถามขึ้นมาตอนนี้ ลี่หรงจึงตัดสินใจบอกไปเลย
ส่วนเรื่องที่จ้าวชิงซงจะเปลี่ยนแปลงอะไรในด้านอาชีพการงานเพราะเรื่องนี้หรือไม่ ลี่หรงไม่ทราบ
จ้าวชิงซงตอบรับด้วยความผิดหวังเล็กน้อย ผ่านไปสักพักเขาจึงพูดว่า “ปีหน้าผมก็จะกลับเมืองหลวงเหมือนกัน”
“หืม? แล้วธุรกิจผลไม้ของคุณจะทำอย่างไรคะ?”
“เดี๋ยวค่อยดูอีกที อาจจะรับเงินปันผลตอนสิ้นปีเลย หรือไม่ก็ขายหุ้นที่ถืออยู่ออกไปเพื่อแลกเป็นเงิน” จ้าวชิงซงไม่ได้ใส่ใจมากนัก “ทำธุรกิจที่ไหนก็ได้ หากไปที่เมืองหลวง เหล่าติงก็อยากให้ผมกลับไปดูแลโรงงานน้ำยาล้างจานด้วย”
“ไม่ใช่ติงลี่เหรินกับเฟยหนิงเป็นคนดูแลหรอกเหรอคะ?”
“เหล่าติงมีธุรกิจผลไม้ มีเรื่องให้จัดการเยอะ ส่วนโรงงานน้ำยาล้างจานก็มีเรื่องให้จัดการมากกว่า เพราะเป็นโรงงานนี่แหละ แล้วมีเฟยหนิงที่ดูแลด้านการผลิต ไม่ค่อยมีใจจะบริหารเท่าไหร่ เขายังพูดอยู่ตลอดว่าอยากให้ผมกลับไปช่วย”
“คุณเลือกเองเถอะค่ะ ไม่ว่าคุณจะเลือกอะไร ฉันก็สนับสนุนคุณทั้งนั้น สามีของฉันเก่งที่สุดแล้ว!” ลี่หรงไม่ตระหนี่คำชมต่อสามีของเธอเลย
จ้าวชิงซงรู้สึกสบายใจมากที่ได้ยินแบบนั้น “ขอคิดดูอีกทีแล้วกันครับ ตอนนี้โรงงานน้ำยาล้างจานยังต้องเช่าโรงงานของคนอื่นอยู่ เพิ่งวิจัยและพัฒนาเสร็จ ยังต้องหาวิธีขายอีก ยังมีอะไรให้ทำอีกเยอะ”
ลี่หรงไม่ค่อยเข้าใจเรื่องโรงงานน้ำยาล้างจานเท่าไหร่ แต่เมื่อสร้างหลานไห่กับสวีจิ้งตาน เธอถึงรู้ว่าการสร้างโรงงานนั้นมีเรื่องให้จัดการมากมายและยุ่งยาก
หลังจากคุยกับจ้าวชิงซงเสร็จ ลี่หรงก็เริ่มลงมือจัดการเรื่องที่หม่าเหวินหงและหวงสุ่ยหลานลอกเลียนแบบ
หลี่เสี่ยวอ้ายกลับมาช่วยงานที่ฝูหรงในช่วงปิดเทอม ถือเป็นการทำงานพิเศษช่วงปิดเทอมฤดูร้อน
เพื่อนร่วมห้องของหลี่เสี่ยวอ้ายคิดว่าเธอเป็นคนท้องถิ่นในเมืองหลวง จึงเข้าใจไปเองว่าครอบครัวของเธอคงร่ำรวยมาก แต่เมื่อรู้ว่าเธอต้องทำงานพิเศษในช่วงปิดเทอม พวกเขาจึงรู้เรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวของหลี่เสี่ยวอ้ายมากขึ้น
เพื่อนร่วมชั้นหลายคนมาจากต่างจังหวัด เพื่อเรียนมหาวิทยาลัยในเมืองหลวง เลยอยากให้หลี่เสี่ยวอ้ายช่วยแนะนำงานในเมืองหลวง พวกเขาอยากหาเงินเก็บไว้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเทอมหน้า หรือหาเงินเป็นค่าขนมเพื่อซื้อเสื้อผ้าสวย ๆ ให้ตัวเอง
เด็กผู้หญิงน่ะ รักสวยรักงามเป็นเรื่องปกติ
แต่หลี่เสี่ยวอ้ายทำงานเป็นช่างปักที่ฝูหรง งานนี้ถ้าไม่มีฝีมือก็ทำไม่ได้เลย เพื่อนร่วมชั้นของเธอไม่มีใครปักดอกไม้เป็นสักคน อย่างมากแค่ปะรอยขาดที่กางเกง พอยากกว่านั้นก็ทำไม่ได้แล้ว
หลี่เสี่ยวอ้ายจึงช่วยอะไรไม่ได้ แต่ไม่รู้จะปฏิเสธเพื่อนร่วมชั้นอย่างไรดี
แต่ลี่หรงรู้เข้า จึงได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเธอ เพราะลี่หรงกำลังคิดว่าจะไปหานางแบบที่ไหน เพื่อช่วยโปรโมตการออกแบบของฝูหรงพอดี