ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 427 เสื้อผ้าผู้ชาย
บทที่ 427 เสื้อผ้าผู้ชาย
หลี่เสี่ยวอ้ายคิดจะบอกลี่หรงเรื่องที่เธอมีแฟนแล้ว จนกระทั่งเทศกาลโคมไฟผ่านไปและใกล้เปิดเทอม เธอจึงรวบรวมความกล้าบอกกับลี่หรงไปตามตรง
ลี่หรงไม่ได้พูดอะไรมาก หลี่เสี่ยวอ้ายเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว และเธอก็รู้จักคนคนนั้น การมีแฟนไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
แต่เธอแค่อยากยืนยันให้แน่ใจเท่านั้น “ผู้ชายคนนั้นไม่ใช่ปี้ซิ่งสือใช่ไหม?”
หลี่เสี่ยวอ้ายตาโต “พี่รู้ได้ยังไงคะ?”
ลี่หรงหัวเราะเบา ๆ โดยไม่พูดอะไร ปี้ซิ่งสือคนนั้นช่างเจ้าเล่ห์จริง ๆ เขาค่อย ๆ จีบหลี่เสี่ยวอ้ายมาหลายปี สุดท้ายก็หลอกหลี่เสี่ยวอ้ายของพวกเธอไปได้แล้ว
ลี่หรงไม่ใช่ผู้ปกครองที่เคร่งครัด แต่เธอเพียงแค่สงสัย “ใครเป็นคนสารภาพรักก่อน?”
ถ้าลี่หรงจำไม่ผิด ก่อนหน้านี้หลี่เสี่ยวอ้ายยังมาขอคำแนะนำเรื่องความรักจากเธออยู่เลย
ใบหน้าของหลี่เสี่ยวอ้ายแดงเหมือนแอปเปิล “ฉัน…”
ลี่หรงถอนหายใจ ช่างมันเถอะ…
หลี่เสี่ยวอ้ายและอีกฝ่ายอายุห่างกันมาก แม้ว่าก่อนหน้านี้ลี่หรงจะบอกเธอว่าอายุไม่ใช่ปัญหา แต่พอถึงเวลาจริง ๆ เธอก็ยังกังวลว่าลี่หรงจะไม่เห็นด้วย
ในใจของหลี่เสี่ยวอ้าย ลี่หรงเป็นเหมือนพี่สาวแท้ ๆ เธอจึงหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนจากลี่หรง
แต่ดูท่าทางของลี่หรงแล้ว เหมือนจะไม่คัดค้าน หลี่เสี่ยวอ้ายจึงรู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อย “พี่จะสนับสนุนพวกเราไหมคะ?”
“ถ้าเขาดีกับเธอ แล้วเธอมีความสุข ฉันจะสนับสนุนแน่นอน”
ลี่หรงพูดพร้อมรอยยิ้มเป็นการปลอบประโลมหลี่เสี่ยวอ้าย ลี่หรงเข้าใจดีว่าเด็กสาวที่มีชีวิตแบบหลี่เสี่ยวอ้ายมักจะชอบคุณลุงที่ใจดี อ่อนโยนและเอาใจใส่
ตอนนี้ก็เป็นแบบนั้นไม่ใช่เหรอ?
ลี่หรงคิดสักครู่ แล้วพูดเพิ่มอีกสองสามประโยค “เสี่ยวอ้าย ตอนนี้เธออายุยังน้อย ยังอีกนานกว่าจะเรียนจบมหาวิทยาลัย แม้ว่าพวกเราจะรู้จักปี้ซิ่งสือ แต่เขาอายุห่างกับเธอมาก ถ้าเกิดเขารีบอยากให้เธอมีลูก เธออย่าให้เขาหลอกได้นะ! ปล่อยให้เขารอไป อายุมากขนาดนั้นแล้วยังมีหน้ามาจีบนักศึกษาอีก ช่างไม่รู้จักอายเสียเลย เสี่ยวอ้าย เธอจำไว้นะ ตอนนี้เธออยู่ในวัยเรียน การคบหาดูใจกันถือเป็นเรื่องปกติ แต่การเป็นแม่นั้นยังเร็วเกินไป…”
หลี่เสี่ยวอ้ายก้มหน้า หูแดงเหมือนถูกไฟเผา “…พี่ลี่หรงพูดอะไรกันคะ… มันคงไม่เร็วขนาดนั้นหรอก…”
“ฉันแค่เตือนเฉย ๆ ตอนนี้เธอเรียกฉันว่าพี่แล้ว บางสิ่งที่ควรสอน ฉันก็ต้องสอนเธอ”
“ค่ะ ฉันรู้ว่าพี่หวังดีกับฉัน” หลี่เสี่ยวอ้ายหยุดชั่วครู่ “อ้อ! พี่ลี่หรงคะ ฉันอยากพาเขามาพบพี่ด้วยค่ะ”
ลี่หรงกำลังจะพูด หลี่เสี่ยวอ้ายจึงเสริมว่า “แม้ว่าพวกพี่จะรู้จักกันอยู่แล้ว แต่ในฐานะคนรัก ฉันอยากพาเขามาพบพี่อีกครั้งค่ะ”
นี่คงหมายถึงการพบพ่อแม่ฝ่ายหญิงสินะ?
ลี่หรงอุทานว่า “โอ้!” แล้วพูดว่าต่อ “ได้เลย! แต่ถ้ามามือเปล่า ฉันจะไม่ให้เขาเข้าประตูนะ”
ฝูหรงขยายกิจการทำให้มีงานมากมาย โชคดีที่เสิ่นรั่วหนิงจัดการได้ดีขึ้นแล้ว ไม่มีอะไรที่เธอจะไม่ปรึกษาลี่หรง แน่นอนว่าถ้าเป็นการนัดส่วนตัวก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ฝูหรงขาดคนมาก นอกจากรับสวีเหมียนเข้ามาแล้ว ช่างตัดเสื้อและช่างปักถือว่าขาดแคลนมาก ลี่หรงพบว่าการลงโฆษณาหาช่างปักไม่ได้ผลเลยสักนิด ลี่หรงจึงพิมพ์ใบปลิวเล็ก ๆ ไปติดตามตรอกซอกซอย หวังว่าจะหาช่างปักที่มีฝีมือดีได้
ว่านซูและเชอเสี่ยวตงฝึกอบรมนางแบบมาสองเดือน พอออกมาแล้วบุคลิกภาพของพวกเธอก็ดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
หลี่เสี่ยวอ้ายอยู่หอเดียวกับพวกเธอ แต่ไม่ค่อยสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ หลังปีใหม่ฝูหรงต้องการถ่ายโปสเตอร์โฆษณา ลี่หรงจึงเรียกพวกเธอมา และได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของทั้งสองคนในทันที
“ไม่เลวเลย! เปลี่ยนไปมากทีเดียว คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปแล้ว!”
ว่านซูที่ได้รับคำชมพลันยิ้มกว้าง “จริงเหรอคะ? ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เปลี่ยนไปมาก กลัวว่าจะเสียเงินเปล่าซะอีก”
ลี่หรง “คนเรามักมองตัวเองไม่เห็นหรอก เหมือนกับการส่องกระจกมองตัวเอง แล้วก็โตขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว”
หลี่เสี่ยวอ้าย “แล้วทำไมฉันถึงไม่รู้สึกอะไรเลยละ…”
ลี่หรงมองเธอแวบหนึ่ง “อาจเป็นเพราะพวกเธออยู่ด้วยกันตลอดเวลา เดี๋ยวพอถ่ายรูปเสร็จพวกเธอก็จะรู้เอง”
ช่างภาพที่ถ่ายโปสเตอร์ยังเป็นต้าฉิน ลี่หรงทำเหมือนครั้งที่แล้ว จ่ายค่าอาหาร ที่พัก รถ และบัตรปันส่วนให้เธอ
ทุกคนเป็นลูกค้าเก่าแล้ว พอดีต้าฉินเพิ่งถ่ายโฆษณาและโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ของลวี่สุ่ยสาขาเมืองหยางเสร็จ พอลี่หรงตามหาเรียกเธอ เธอก็มาทันที
ครั้งนี้สวีจิ้งตานมาด้วย เพราะพาสามีและลูกกลับมาเยี่ยมญาติ ๆ ได้ยินว่าย่าของเสิ่นรั่วหนิงป่วยหนัก
เมื่อลี่หรงรู้เรื่องนี้ก็ไปหาเสิ่นรั่วหนิงด้วยตัวเอง “ให้ฉันดูแลลวี่สุ่ยสักสองวันไหม เธอจะได้ไปอยู่เป็นเพื่อนย่าของเธอ”
เสิ่นรั่วหนิงส่ายหัว “ช่วงนี้ฝูหรงก็ยุ่งกับการถ่ายโปสเตอร์ เธอไปไหนไม่ได้อยู่แล้วนี่ ส่วนร้านลวี่สุ่ยปล่อยให้พนักงานขายดูแลสักสองสามวันคงไม่เป็นไร ฉันสอนพวกเขามาตั้งเยอะ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรหรอก”
เมื่อเสิ่นรั่วหนิงพูดแบบนี้ ลี่หรงจึงได้แต่พยักหน้า “งั้นถ้ามีอะไรก็บอกฉันนะ”
ห้องแสดงผลงานฝูหรงมีชุดออกแบบเพิ่มขึ้นอีกหลายชุด ซึ่งว่านซู และคนอื่น ๆ กำลังถ่ายรูปชุดเหล่านี้อยู่
เชอเสี่ยวตงมีนิสัยเป็นคนโผงผาง แต่พอสวมชุดของฝูหรงแล้ว เธอกลับดูเรียบร้อยขึ้นมาก
แต่คำพูดของเธอก็ยังคงเป็น “ฉันกลัวว่าถ้าฉันยิ้มแล้วหน้าฉันจะพัง ถ้าชุดนี้ต้องด้อยค่าลงเพราะฉัน นั่นคงเป็นบาปใหญ่หลวงของฉันเลยนะคะ!”
“ฮ่า ๆ ๆ!” ลี่หรงหัวเราะกับคำพูดของเธอ
เมื่อโปสเตอร์ที่ถ่ายเสร็จแล้วถูกเผยแพร่ออกไป ลี่หรงก็ประกาศข่าวการจัดแฟชั่นโชว์ประจำปีนี้ หลังจากเริ่มจัดแฟชั่นโชว์ตั้งแต่ปีที่แล้ว ลี่หรงจึงตัดสินใจจะจัดแฟชั่นโชว์ปีละครั้ง
แต่ปีนี้เนื่องจากปัญหาการสั่งซื้อต่าง ๆ เวลาจึงถูกกำหนดไว้ประมาณเดือนสิงหาคมในฤดูใบไม้ร่วง
แฟชั่นโชว์เป็นข่าวที่ลี่หรงประกาศออกไปเอง จึงไม่มีใครสงสัยว่าเป็นข่าวปลอมหรือเปล่า และคนที่รู้ข่าวต่างตื่นเต้นมาก!
หลายคนที่ได้รับเชิญมาชมโชว์เมื่อปีที่แล้วยังตามถามลี่หรงว่า “ปีนี้จะได้มาชมโชว์อีกไหม?”
ลี่หรงไม่ได้ตอบทันที เพราะปีนี้ยังไม่รู้ว่าจะจัดโชว์ที่ไหน ถ้ายังจัดที่ เมืองฝูเจี้ยนอีก คงต้องจำกัดคนเข้างาน และต้องคัดคนใหม่อีกรอบ ดังนั้น เธอจึงไม่กล้ารับประกันว่าคนที่เคยมาก่อนจะไม่ถูกเปลี่ยนตัว
แน่นอนว่าจะมีลูกค้าระดับสูงอยู่บ้าง ถือเป็นปลาใหญ่ที่ไม่อาจพลาดได้เลย
ถึงอย่างไร คนเหล่านั้นล้วนรู้สถานะของตัวเองดี ไม่ว่าลี่หรงจะเชิญหรือไม่ พวกเขาก็จะไม่มาถามเรื่องนี้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว
สำหรับคนที่ตั้งใจมาถาม ลี่หรงจะใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะพวกเขาคงอยากมาจริง ๆ ถึงได้ถามแบบนั้น ลูกค้าที่อยากดูแฟชั่นโชว์จากใจจริงลี่หรงก็ชอบเหมือนกัน แต่เธอยังไม่อาจรับปากได้เช่นกัน
สตูดิโอฝูหรงมีออเดอร์เยอะมาก ส่วนแฟชั่นโชว์ที่จัดปีละครั้งก็สำคัญเช่นกัน
ลี่หรงเลยจัดการล่วงหน้าไปแล้ว ทั้งทิศทางการออกแบบที่นักออกแบบต้องทำและจำนวนที่ต้องทำให้เพียงพอ…
สวีเหมียนมาหาลี่หรง พลางเอ่ยว่า “คุณลี่ ผมมีเรื่องอยากถามคุณครับ”
“เรื่องแฟชั่นโชว์เหรอ?” ลี่หรงคิดว่าอีกฝ่ายคงมีความคิดอะไรดี ๆ
“ใช่ครับ” สวีเหมียนยิ้ม “ผมอยากถามว่าชุดแฟชั่นโชว์จะทำเป็นชุดผู้ชายได้ไหมครับ?”
“คุณอยากทำชุดผู้ชายเหรอ?” ลี่หรงนึกขึ้นได้ว่าตอนสวีเหมียนแข่งขันที่มหาวิทยาลัยชิงหัว เขาก็ทำชุดผู้ชาย และตอนสัมภาษณ์งานที่ฝูหรงก็เคยพูดแบบนี้เหมือนกัน
เสื้อผ้าผู้หญิงที่สวีเหมียนทำออกมานั้นสวยงามมาก ระดับการออกแบบของเขาสูงกว่าโจวลี่ลี่และคนอื่น ๆ เรียกว่าอยู่ในระดับเดียวกับเฉาเหลียงอวี้ผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่าด้วยซ้ำ