ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 442 คลื่นชีวิต
บทที่ 442 คลื่นชีวิต
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ มันผ่านไปแล้ว” ลี่หรงพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก
“จะผ่านไปได้ยังไงคะ? ทุกคนรู้ดีว่าการออกแบบของฝูหรงเป็นอย่างไร คุณไม่รู้หรอกค่ะ ว่าหลังจากคุณออกไปแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง”
“หืม? เกิดอะไรขึ้นเหรอ?” ลี่หรงเห็นหานซีโกรธมาก ทำให้เธออยากรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็นึกสงสัยว่า อีกฝ่ายมาหาเธอเพียงเพื่อแสดงความจริงใจแค่นี้จริงเหรอ?
หานซีอดกำหมัดแน่น “พอคุณออกไป การเดินแบบก็จบลงพอดี ประธานกัวขึ้นไปพูดอะไรนิดหน่อย แล้วให้กรรมการวิจารณ์การออกแบบของคนอื่น สุดท้ายการออกแบบที่ถูกเลือกกลับเป็นของเจี่ยนเจิน ทำเหมือนพวกเราเป็นคนโง่อย่างนั้นแหละ!”
ลี่หรงผ่านช่วงเวลาหงุดหงิดแบบนั้นมาแล้ว แต่มีประโยคหนึ่งของหานซีที่เธอได้ยินชัดเจน “การออกแบบของคุณถูกวิจารณ์ด้วยเหรอคะ?”
พวกเขาคงพูดถึงข้อเสียมากกว่าข้อดีแน่นอน
หานซีส่ายหัว “ไม่ใช่ฉันหรอกค่ะ” เธอเผยรอยยิ้มเย้ยหยัน “ฉันไม่มีคุณสมบัติพอที่จะนำการออกแบบไปร่วมงาน แต่น่าเสียดายการออกแบบเหล่านั้นนะคะ ทั้งที่พวกเขาตั้งใจทำ แต่กลับถูกวิจารณ์ว่าแย่ยิ่งกว่าขี้หมา แล้วยังแพ้เจี่ยนเจินอีก!”
แม้จะอยู่ในสตูดิโอของฝูหรง แต่หานซียังพูดให้เบาลง “ต้องเป็นการตกลงกันไว้ล่วงหน้าแน่ ๆ คุณคงไม่รู้ใช่ไหมคะ ว่าเจี่ยนเจินมีความสัมพันธ์เป็นญาติกับกัวซืออวี่ กรรมการพวกนั้นก็มีความเกี่ยวข้องกับโบตั๋น ถ้ารางวัลนี้ตกไปอยู่กับคนอื่นคงจะแปลกน่าดู!”
ลี่หรงคิดในใจว่า เธอรู้เรื่องเหล่านั้นอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้พูดออกมา ลี่หรงแสดงความประหลาดใจและพูดขึ้นว่า “โอ้! ถ้าเป็นอย่างนั้นคงไม่แปลกอะไร พวกเราคงถูกเชิญไปเป็นตัวประกอบเฉย ๆ สินะคะ?”
“ใช่แล้วค่ะ!” หานซีเบ้ปาก “มีเงินจ้างนักออกแบบมากมาย ทำไมพวกเขาไม่เอาไปทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ตัวเองล่ะ? ทั้งเสียเวลาและเสียความรู้สึกจริง ๆ!”
ลี่หรงยังไม่เข้าใจจุดประสงค์ที่หานซีมาหา เธอจึงไม่ได้แสดงออกอย่างชัดเจนกับสิ่งที่อีกฝ่ายพูด “พวกเขาคงคิดไว้แล้วละค่ะ”
หลังจากพูดคุยกันอีกสองสามประโยค ลี่หรงก็เริ่มรู้สึกอึดอัด เพราะเธอยังมีงานอีกมากมาย ไม่มีเวลามานั่งคุยเล่นกับหานซีอยู่ตรงนี้
ลี่หรงกำลังคิดหาข้ออ้างเพื่อไปทำงาน ในที่สุดหานซีเลยพูดถึงจุดประสงค์ที่เธอมา “คุณลี่ ฉันอยากถามว่าฝูหรงยังต้องการนักออกแบบอยู่ไหมคะ?”
ลี่หรงชะงักไปครู่หนึ่ง ที่แท้หานซีอยากมาทำงานที่ฝูหรง?
โฆษณารับสมัครงานของฝูหรงในหนังสือพิมพ์ก็ยังอยู่ ไม่รู้ว่าหานซีได้ดูหรือเปล่า? จากที่ลี่หรงได้ต้อนรับหานซีในช่วงเวลาไม่กี่สิบนาทีที่ผ่านมา เธอไม่ชอบพนักงานแบบหานซีนัก เพราะอีกฝ่ายอาจจะก่อปัญหาได้ง่าย
แต่การปฏิเสธตรง ๆ คงไม่ใช่วิธีที่ดี ลี่หรงคิดสักครู่แล้วยิ้ม “แน่นอนว่าเรายังต้องการคนค่ะ แต่ฝูหรงมีการสัมภาษณ์และมีช่วงทดลองงานสามเดือน คุณได้รับเชิญจากสมาคมการค้า ความสามารถคงไม่เลวเลยทีเดียว ถ้าฉันจำไม่ผิด คุณมาจากหางโจวใช่ไหม? ทำไมถึงคิดจะมาทำงานที่เมืองหลวงล่ะคะ?”
หานซีดูเหมือนจะคาดการณ์คำถามของลี่หรงไว้แล้ว “เดิมทีฉันเปิดร้านตัดเสื้อเล็ก ๆ ของตัวเอง แต่รายจ่ายดันมากกว่ารายรับ จนต้องปิดกิจการก่อนจะไปร่วมงานสมาคมการค้าแล้ว หลังจากได้พบคุณในงานสมาคม ฉันก็อยากทำงานร่วมกับคุณมาก ถ้าต้องหาที่ทำงานด้านการออกแบบ ฉันต้องเลือกฝูหรงแน่นอนค่ะ!”
“ขอบคุณที่ชื่นชอบฉันนะคะ” ลี่หรงยิ้ม “แต่ฉันคงไม่ลดมาตรฐานให้คุณเพียงเพราะเหตุนี้นะ เพราะนี่ก็เป็นการทำธุรกิจของฉันเหมือนกันค่ะ”
หานซีตอบว่า “ไม่เป็นไรค่ะ คนอื่นมาสมัครยังไง ฉันก็จะมาแบบนั้น”
ลี่หรงถอนหายใจ บางสิ่งบางอย่างมันปฏิเสธได้ยากจริง ๆ “ได้ค่ะ เดี๋ยวฉันจะหาเนื้อหาสำหรับการสัมภาษณ์และทดสอบให้คุณ ถ้าผ่าน ก็จะมีระยะทดลองงานอีกสามเดือน”
หานซีพยักหน้า เมื่อทั้งสองตกลงเรื่องข้อกำหนดการทดสอบเสร็จแล้ว หานซีถึงได้กลับไป
สวีเหมียนเดินเข้ามาถามลี่หรงว่า “นักออกแบบคนใหม่เหรอครับ?”
เพราะเขารู้ว่าฝูหรงขาดแคลนนักออกแบบมาตลอด
“อืม” ลี่หรงชะงักไปครู่หนึ่ง “ยังอยู่ในขั้นสัมภาษณ์น่ะ ผ่านแล้วค่อยว่ากันอีกที”
“ดูเหมือนคุณจะไม่ค่อยชอบคนนี้เท่าไหร่นะครับ?”
ลี่หรง “คุณรู้ด้วยเหรอคะ? ช่างสังเกตจริง ๆ”
สวีเหมียนมาที่นี่ไม่ใช่เพื่อมาคุยเล่นกับลี่หรงแน่นอน เมื่อเขาตรวจสอบการออกแบบเสร็จแล้วก็กลับไปที่ห้องทำงานของตัวเอง
ในยุคนี้การอ่านหนังสือพิมพ์เป็นวิธีสำคัญในการรับรู้ข่าวสารและความเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรม ลี่หรงจึงสร้างนิสัยการอ่านข่าวมานานแล้ว
เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข่าวของโบตั๋นปรากฏขึ้นทุกวัน ไม่รู้ว่าพวกเขาซื้อพื้นที่ข่าวหรือเปล่า เรื่องที่โบตั๋นได้รับรางวัลในงานสมาคมการค้าจึงถูกพูดถึงเป็นวงกว้าง
ลี่หรงอยากหัวเราะจริง ๆ รางวัลจากสมาคมเสื้อผ้าในสายตาของเธอไม่มีค่าอะไรเลย แต่คนนอกวงการมักจะถูกชี้นำได้ง่าย ใครจะไปสนใจว่าอีกฝ่ายได้รางวัลมาเพราะถูกกำหนดไว้หรือใช้เส้นสายหรือเปล่า?
สตูดิโอที่ได้รางวัลจะถูกมองว่าเก่งกาจ คนที่อยากสั่งตัดเสื้อผ้า โดยเฉพาะคนจากไห่ซื่อ ต้องเลือกโบตั๋นเป็นอันดับแรกแน่นอน
คนที่ดีใจที่สุดคือเจี่ยนเจิน เพราะธุรกิจของโบตั๋นรุ่งเรืองมาก
เธอยิ้มและพูดกับกัวซืออวี่ว่า “วิธีของป้านี่ดีจริง ๆ ตอนนี้โบตั๋นดังมากเลยค่ะ”
กัวซืออวี่ดูกังวลเล็กน้อย “เจี่ยนเจิน ป้าไม่สามารถช่วยเธอได้ทุกครั้งนะ เธอก็เห็นว่าผลงานของนักออกแบบหลายคนในงานไม่เลวเลย ที่ตอนนี้ไม่มีใครโวยวายเพราะป้ากดข่าวไว้ แต่หลังจากนี้ ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา เธอต้องจัดการเองนะ”
“วางใจได้ค่ะ” เจี่ยนเจินไม่กังวลเลยสักนิด ในเมื่อนักข่าวพวกนั้นถูกกัวซืออวี่กดไว้ได้ ต่อไปเธอคงไม่กังวลอะไรแล้ว
ส่วนนักออกแบบคนอื่น ๆ น่ะเหรอ? แม้ในใจของพวกเธอจะไม่ยอมรับแค่ไหนก็ต้องอดทนไว้ เพราะการที่สมาคมเชิญพวกเธอมา ถือว่าให้เกียรติมากแล้ว ยังจะมาโวยวายอะไรอีก?
เจี่ยนเจินคิดว่าพวกเธอคงก่อคลื่นอะไรไม่ได้หรอก
เมื่อเจี่ยนเจินเห็นการออกแบบของฝูหรง เธอรู้ดีว่าตัวเองสู้ไม่ได้ แต่เธอไม่ยอมรับหรอก เพราะฝูหรงออกจากงานกลางคัน หากล้มแล้วยังจะหวังได้รางวัล คงเป็นไปไม่ได้หรอกนะ!
กัวซืออวี่นึกถึงเหตุการณ์ตอนนั้น เธอมองเจี่ยนเจินอย่างจนปัญญา “เธอห้ามไม่ให้ฉันติดต่อลี่หรงเอง ฉันก็ไม่รู้ว่าทางนั้นจะคิดยังไงกับพวกเรานะ”
“ช่างเถอะค่ะ ฉันไม่ได้ทำให้นางแบบของฝูหรงล้มสักหน่อย”
กัวซืออวี่ “เธอยังเด็กเกินไป วิธีการก็ไม่แยบยล เธอคิดว่าฉันไม่รู้เหรอว่าใครไปยุ่งกับไฟบนเวที? แถมยังมีคนถ่ายภาพนางแบบที่เธอจ้างให้ไปสกัดขาคนอื่นด้วย”
“หา? แย่แล้ว! มีคนถ่ายได้จริง ๆ เหรอคะ?”
“จริงสิ ฉันไม่หลอกเธอหรอก” กัวซืออวี่ถอนหายใจ “ฉันจัดการให้แล้ว แต่คราวหน้าถ้าเธอจะทำอะไรก็วางแผนให้ดี ๆ หน่อย”
“ค่ะ” เจี่ยนเจินกอดแขนกัวซืออวี่ “แต่ฉันก็มีป้าอยู่ทั้งคนนี่คะ”
กัวซืออวี่โอบหลานสาวของตัวเอง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะที่บ้านตามใจเกินไปหรือเปล่า อีกฝ่ายถึงเป็นแบบนี้ วันนั้นเธอเห็นลี่หรงแล้ว อีกฝ่ายดูเป็นคนที่จัดการเรื่องราวได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่แปลกใจเลยที่สามารถดูแลฝูหรงได้ดีขนาดนั้น