ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 461 งอน
บทที่ 461 งอน
ลี่หรงนั่งลงข้าง ๆ จ้าวชิงซง พลางคิดในใจว่าควรจะเอ่ยปากอย่างไรดี
จ้าวซีเห็นลี่หรงนั่งเงียบอยู่ข้าง ๆ จึงเดินเตาะแตะเข้ามาหา “แม่คะ มาเล่นด้วยกันเถอะ”
ลี่หรงชำเลืองมองจ้าวชิงซง เขาไม่แม้แต่จะมองเธอด้วยซ้ำ ลี่หรงยิ้มให้ลูกสาว “พ่อของลูกโกรธอยู่น่ะ”
จ้าวซีตัวน้อยมองพวกเขาสลับไปมา ด้วยความสับสน แต่ดูเหมือนจะนึกถึงคำพูดของจ้าวชิงซงก่อนที่เขาจะออกไปข้างนอกได้ เด็กน้อยจึงพูดว่า “พ่อบอกว่าแม่ไม่เชื่อฟัง พ่อเลยโกรธใช่ไหมคะ?”
ลี่หรงเลิกคิ้ว “แม่ไม่ได้ทำอะไรนะ”
เธอดันตัวจ้าวซีไปข้างหน้า “ไปง้อพ่อของลูกสิ”
ในที่สุดจ้าวชิงซงก็เงยหน้ามองลี่หรง แต่ไม่ได้พูดอะไร
ลี่หรงรู้สึกงุนงงมาก คุณแม่จ้าวกำลังจะไปตลาด ลี่หรงเลยคิดว่าเธอควรทำอาหารที่จ้าวชิงซงชอบเพื่อง้อเขาดีไหม?
ผู้ชายคนนี้เวลาโกรธแล้วไม่พูดอะไร ทำให้คนอื่นกังวลไปหมด ลี่หรงเลยเรียกคุณแม่จ้าว “แม่คะ หนูไปซื้อของด้วยนะคะ”
งานที่สตูดิโอมีมากมาย อย่าว่าแต่ทำอาหารเลย แม้แต่การไปตลาด ลี่หรงก็ไม่ได้ไปมาเกือบครึ่งปีแล้ว
คุณแม่จ้าวจึงถามเธอด้วยความแปลกใจว่า “เกิดอะไรขึ้นระหว่างพวกเธอเหรอ?”
ลี่หรงกำลังกังวลเรื่องนี้พอดี เธอเลยอยากจะปรึกษาคุณแม่จ้าว แต่ไม่รู้จะเริ่มพูดอย่างไรดี จะให้เล่าเรื่องที่ตัวเองเจออันตรายให้อีกฝ่ายฟังก็คงไม่ได้
ถ้าคุณแม่จ้าวรู้เข้า คงต้องสั่งสอนเธอมากกว่าให้คำปรึกษาแน่ ๆ!
ลี่หรงกำขึ้นฉ่ายไว้ในมือ แล้วบอกกับคุณแม่จ้าวว่า “ฉันปิดบังเรื่องบางอย่างจากเขา พอเขารู้เข้าก็เลยโกรธน่ะค่ะ”
“ปิดบังเรื่องอะไรเหรอ?” เรื่องของคู่สามีภรรยา คุณแม่จ้าวและสามีแทบไม่เคยยุ่งอยู่แล้ว แต่จะให้พวกเขาทนเห็นหนุ่มสาวคู่นี้ทะเลาะกันคงไม่ได้
แม้การที่คู่สามีภรรยาทะเลาะกันบ้างถือเป็นเรื่องปกติ แต่ลี่หรงกับจ้าวชิงซงแทบไม่เคยทำหน้าบึ้งใส่กันมาสิบกว่าปีแล้ว จู่ ๆ มาทะเลาะกันแบบนี้ คุณแม่จ้าวพลอยร้อนใจไปด้วย เธออยู่ที่เมืองหลวงมาหลายปี ได้ยินเรื่องราวของคู่สามีภรรยาบางคู่ที่ไม่ลงรอยจนหย่าร้างกันมากมาย
ตอนนี้จ้าวชิงซงทำธุรกิจใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ ลี่หรงก็ยุ่งมาก ทั้งคู่มักออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง และกลับบ้านตอนฟ้ามืดแล้ว ถ้าเกิดความขัดแย้งแล้วแก้ไขไม่ได้ นั่นคงไม่ดีแน่
คุณแม่จ้าวสังเกตสีหน้าของลี่หรงสักพัก อีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีรังเกียจลูกชายของเธอ เธอจึงต่อว่าจ้าวชิงซงก่อน “เขาเป็นพวกหยาบกระด้างมาตลอด บางครั้งก็ไม่ได้ละเอียดอ่อนเหมือนผู้หญิงอย่างเรา มีอะไรก็คุยกันดี ๆ ถ้าเขายังไม่พอใจอะไรอีก แม่จะช่วยด่าเขาให้เอง!”
คุณแม่จ้าวและคุณพ่อจ้าวอาศัยอยู่ในเมืองหลวงมาหลายปี พวกเขาอยู่บ้านที่ใหญ่กว่าบ้านในชนบทหลายเท่า นอกจากทำอาหารก็ดูแลหลาน นับว่าได้เพลิดเพลินกับความสุขในครอบครัวแล้ว
ต่อมาลี่หรงซื้อบ้านหลังใหม่ และยังให้คุณแม่จ้าวช่วยเก็บค่าเช่า โดยปกติลี่หรงก็ดีกับเธอ คุณแม่จ้าวจึงคิดว่าจ้าวชิงซงคงหาคู่ที่ดีกว่าลี่หรงไม่ได้แล้ว ถ้าจ้าวชิงซงทำให้อีกฝ่ายหนีไป เธอคงไม่รู้จะไปร้องไห้ที่ไหนแล้ว!
คุณแม่จ้าวยังแอบด่าจ้าวชิงซงอยู่ในใจ แล้วคิดว่าเธอต้องกลับไปคุยกับเขาให้รู้เรื่อง
ส่วนเรื่องที่คุณแม่จ้าวจะไปพูดกับจ้าวชิงซงหรือไม่นั้น ลี่หรงไม่ทราบ แต่หลังจากฟังคำพูดของคุณแม่จ้าวแล้ว ลี่หรงก็รู้สึกสบายใจขึ้น เธอกับจ้าวชิงซงเป็นสามีภรรยากัน จะมีอะไรที่พูดกันไม่ได้บ้าง?
ในเมื่อเป็นสามีของเธอเอง จะง้อยังไงก็ไม่เสียหน้าหรอก รอให้ลี่หรงง้อจ้าวชิงซงสำเร็จก่อน เธอค่อยโกรธแล้วให้เขาง้อกลับก็ได้นี่นา!
ตอนเย็นเธอทำอาหารหลายอย่างที่จ้าวชิงซงชอบกิน แต่ไม่เห็นว่าสีหน้าอีกฝ่ายจะดีขึ้นเลย
เห็นทีครั้งนี้คงง้อยาก เมื่อลี่หรงเห็นว่าสามีไม่ยอมอ่อนข้อ เธอเลยถอนหายใจออกมา ตอนกลางคืนลี่หรงตั้งใจจะใส่ชุดนอนสายเดี่ยว ใช้กลอุบายสาวงามเอาใจคน เพียงเท่านี้จ้าวชิงซงคงไม่ทำหน้าบึ้งใส่เธออีกแล้วใช่ไหม?
ลี่หรงอาบน้ำเสร็จแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้า รอจนสองสามทุ่มกลับไม่เห็นแม้แต่เงาของจ้าวชิงซงเลย เธอเลยสวมเสื้อคลุมออกไปดูจ้าวชิงซง ผู้ชายคนนั้นไม่บอกกล่าวอะไรแล้วหนีไปนอนห้องเดียวกับลูกชายเสียอย่างนั้น?
ลี่หรงเห็นแบบนั้นก็เริ่มโกรธจริง ๆ แล้ว!
จ้าวชิงซงเห็นว่าลี่หรงอาบน้ำเสร็จแล้วแต่ไม่ได้ดูทีวีในห้องนั่งเล่น เขาเดาไม่ออกจริง ๆ ว่าลี่หรงกำลังคิดอะไรอยู่? เขารู้ดีว่าตัวเองเป็นพวกใจอ่อน เลยตัดสินใจไปนอนห้องอันอัน เพื่อให้ลี่หรงจำความผิดในครั้งนี้ให้ดี
อันอันอายุสิบเอ็ดสิบสองแล้ว แต่ตอนกลางคืนยังนอนเตะผ้าห่มอยู่เลย มันน่ารำคาญมาก แต่จ้าวชิงซงต้องอดทน ไม่อย่างนั้นแผนการใหญ่ก็จะพังพินาศ เขาต้องไม่ยอมให้ลี่หรงใช้กลอุบายต่าง ๆ กับเขาเด็ดขาด
นิสัยดื้อรั้นของจ้าวชิงซง ไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วเป็นการลงโทษลี่หรง หรือลงโทษตัวเองกันแน่
ลี่หรงนอนไม่หลับทั้งคืน วันรุ่งขึ้นเธอตื่นมากินอาหารเช้าแล้วก็ออกไปข้างนอก ส่วนจ้าวชิงซงก็คิดว่า ถ้าวันนี้ลี่หรงมาง้อเขา เขาจะพูดอะไรสักหน่อยแล้วกลับไปนอนในห้องกับเธอ แต่ตอนเช้าจ้าวชิงซงตื่นมาไม่เห็นลี่หรง เขาถามคุณแม่จ้าวถึงรู้ว่าลี่หรงกินข้าวแล้วไปสตูดิโอแล้ว
คุณแม่จ้าวเห็นจ้าวชิงซงออกมาจากห้องอันอัน ถึงได้รู้สึกว่าความขัดแย้งระหว่างทั้งสองคนต้องรุนแรงมาก
ในเมื่อถามหาคำตอบจากลี่หรงไม่ได้ วันนี้คุณแม่จ้าวอดไม่ได้จึงถามจ้าวชิงซงแทน “พวกลูกเป็นอะไรกัน? ลูกไปทำอะไรให้เสี่ยวหรงโกรธเหรอ?”
“ไม่ใช่ครับ” จ้าวชิงซงไม่อยากพูดมาก “แม่ไม่ต้องกังวลหรอกครับ เดี๋ยวตอนเย็นก็ดีเอง”
ที่ดินของฟู่หย่วนต้องดำเนินการหลายอย่าง พอจ้าวชิงซงจัดการเรื่องของจงเหอเรียบร้อยแล้ว จึงรีบขับรถไปที่ฟู่หย่วน
ฟู่หย่วนเช่าสำนักงานสองชั้น ตกแต่งค่อนข้างหรูหรา
เมื่อจ้าวชิงซงมาถึง เหอไฉซานก็อยู่ที่นั่นแล้ว
ใบหน้าของเหอไฉซานเต็มไปด้วยความสุข เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของจ้าวชิงซง เขาเลยรู้สึกสงสัย “น้องจ้าว พวกเราไม่ได้ประมูลที่ดินมาแล้วหรอกเหรอ? ทำไมถึงทำหน้าบึ้งแบบนั้นล่ะ?”
จ้าวชิงซงส่ายหน้า “อย่าพูดถึงมันเลยครับ มาคุยเรื่องที่ดินกันก่อนดีกว่า”
ถ้าประสบความสำเร็จในธุรกิจก็คงจะเป็นปัญหาเรื่องความรัก เหอไฉซานมองจ้าวชิงซงอย่างแปลกใจ “นายกับภรรยามีปัญหากันเหรอ?”
จ้าวชิงซงไม่พูดอะไร เหอไฉซานรู้ว่าตนเองเดาถูก เขาจึงหรี่ตามองอีกฝ่าย “นายยังไม่ได้แก้ไขเรื่องนั้นอีกเหรอ?”
เหอไฉซานเป็นนักธุรกิจอายุสามสิบกว่าปีแล้ว ไม่ว่าจะพูดอย่างไร เหอไฉซานไม่มีทางยอมเสียเปรียบใครแน่นอน แทนที่จะโกรธหวงเซิ่งหนาน เขาเลยอาศัยโอกาสนี้เรียกร้องสิทธิที่ไม่เคยได้รับมาก่อนให้หมด!
แต่ดูจากท่าทางของจ้าวชิงซง เหมือนว่าวิธีแก้ปัญหาของเขาจะแตกต่างออกไป?
ให้ตายเถอะ น้องชายของเขาคนนี้คิดอะไรอยู่กันแน่?
หากเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน เหอไฉซานคงไม่ปากมากขนาดนั้น แต่ภรรยาของทั้งสองคนเป็นเพื่อนสนิทกัน แน่นอนว่าช่วงหลัง ๆ มาเขาย่อมสนิทสนมกับจ้าวชิงซงเป็นธรรมดา เพราะถ้าพวกเขาไม่สนิทกันเข้าไว้ เวลาเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาจะทำอย่างไรเล่า?
……………………………………………………………………………………………….
YF069PEO