ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 466 สำนักพิมพ์นิตยสาร
บทที่ 466 สำนักพิมพ์นิตยสาร
จ้าวชิงซงยุ่งกว่าลี่หรงเสียอีก ช่วงนี้เขามักจะกลับบ้านดึกและตื่นไปบริษัทตั้งแต่เช้าตรู่
ลี่หรงบอกหวงเซิ่งหนานว่า เธอไม่ได้ตั้งใจให้จ้าวชิงซงต้องมาวุ่นวายด้วย เพราะไม่ว่าจะทำยังไงก็เอาเงินคืนไม่ได้อยู่แล้ว
พอจ้าวชิงซงรู้เรื่องในภายหลัง แม้ลี่หรงจะไม่พอใจนัก แต่เธอก็ต้องยอมรับผลที่เกิดขึ้น เธอตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าปีหน้าจะร่วมมือกับนิตยสารอื่น เพื่อตบหน้านิตยสารแฟชั่นให้หนำใจ!
นิตยสารแฟชั่นเป็นนิตยสารเอกชนที่ทำได้ค่อนข้างดีในประเทศ แต่การดำเนินการครั้งนี้ช่างเลวร้ายเหลือเกิน
สิ่งที่ทำให้ลี่หรงรู้สึกอึดอัดใจจนพูดไม่ออกคือ ถ้าเปลี่ยนไปร่วมมือกับบริษัทอื่น เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาจะมาทำแบบนี้กับเธออีกหรือเปล่า?
แต่จะให้ลี่หรงเลิกทำนิตยสารคงไม่ได้ เพราะนอกจากจะได้เงินแล้ว ยังถือเป็นการโฆษณาอีกรูปแบบด้วย
หวงเซิ่งหนานไม่ต้องไปที่ไซต์งานด้วย เลยมีเวลาอยู่กับลี่หรงตลอด
เธอนึกถึงเรื่องนิตยสาร “ทำไมพวกเราไม่ทำสำนักพิมพ์นิตยสารเองล่ะ? นิตยสารแฟชั่น สถาปัตยกรรมศิลป์ และข่าวบันเทิงแบบในอนาคต”
หวงเซิ่งหนานมีเงินทุนหลายร้อยล้านในมือ การจะเปิดสำนักพิมพ์นิตยสารไม่ใช่เรื่องยาก
เธอยอมรับว่าตัวเองมีความคิดที่จะทุ่มเงินเพื่อลี่หรง เธอไม่มีธุรกิจของตัวเองในแผ่นดินใหญ่อยู่แล้ว เลยคิดจะเปิดสำนักพิมพ์นิตยสารเล่น ๆ
ลี่หรงรู้สึกซาบซึ้งจนพูดไม่ออก หากเป็นสำนักพิมพ์นิตยสารที่หวงเซิ่งหนานเปิด ลี่หรงไม่เพียงแต่ไม่ต้องกลัวถูกกลั่นแกล้ง แต่ยังถือว่าสำนักพิมพ์นิตยสารเป็นของตัวเอง และร่วมลงทุนได้อีกด้วย!
บริษัทในมือของเธอก็จะมีมากขึ้น!
ลี่หรงน้ำตาคลอด้วยความปลาบปลื้ม นี่คือความรู้สึกของการเกาะขาเศรษฐินีใช่ไหม?
หวงเซิ่งหนานบอกเหอไฉซานเพียงคำเดียว แน่นอนว่าเขาต้องสนับสนุนแน่นอน หรือถ้าเขาจะไม่สนับสนุน หวงเซิ่งหนานก็มีเงินของตัวเองอยู่แล้ว
ในเดือนนั้นพวกเธอเลยหาที่ จดทะเบียนด้วยเงินทุนต่างชาติ ซึ่งจะมีความสะดวกมากมาย ส่วนลี่หรงก็ลงทุนไปหลายแสนหยวนเช่นกัน
สำนักพิมพ์นิตยสารชื่อ ‘รุ่ยสือ’
นิตยสารรุ่ยสือแตกต่างจากนิตยสารแฟชั่น โดยเฉพาะเนื้อหาที่แตกต่างกัน รุ่ยสือครอบคลุมเรื่องเสื้อผ้าและสถาปัตยกรรมที่หวงเซิ่งหนานเคยพูดถึงก่อนหน้านี้ บางทีในอนาคตอาจจะมีเรื่องอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย
แต่แฟชั่นยังคงมุ่งเน้นการออกแบบแฟชั่นเป็นหลัก
รุ่ยสือทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแลของหวงเซิ่งหนาน ลี่หรงไม่จำเป็นต้องออกหน้า
ในเมืองหลวงมีสำนักพิมพ์นิตยสารใหม่เปิดขึ้นมากมาย ไม่มีใครสนใจมากนัก สำนักพิมพ์นิตยสารขนาดใหญ่อย่างแฟชั่นยิ่งไม่ให้ความสนใจกับรุ่ยสือเลย
รุ่ยสือเปิดกิจการโดยไม่ได้ทำการตลาด และเปิดอย่างเงียบ ๆ
เมื่อเปิดกิจการแล้วก็ต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่ใช่แค่เปิดมาให้คนดูเฉย ๆ หวงเซิ่งหนานเลยเรับบรรณาธิการมาสองสามคน จัดประชุมไปหลายครั้ง ก็ยังคิดไม่ออกว่าจะทำเนื้อหาอะไรในนิตยสารฉบับแรกดี
“ทำเรื่องแฟชั่นสิ!” ลี่หรงเสนอ “พวกเราไปมิลานมาไม่ใช่เหรอ? พวกเราเข้าใจสถานการณ์หน้างานดี เราสามารถทำเรื่องการวิจารณ์สัปดาห์แฟชั่นได้”
หวงเซิ่งหนานคิดว่าได้ แต่ “พวกเราไม่มีรูปถ่ายจากงานสัปดาห์แฟชั่นนี่?”
“นั่นไม่ยากหรอก” ลี่หรงยังมีช่องทางรวบรวมภาพจากงานส่วนใหญ่มาได้
นอกจากภาพเหล่านี้ ลี่หรงและหวงเซิ่งหนานก็นำเสื้อผ้าที่สั่งจากสัปดาห์แฟชั่นมาใช้ด้วย
ลี่หรงให้ว่านซู และคนอื่น ๆ สวมใส่ไปเดินบนถนนในเมืองหลวง สร้างสรรค์ภาพบุคคลธรรมดาในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เช่น การเดินเที่ยว ทานอาหาร เพื่อแสดงผลลัพธ์ของการสวมใส่
สิ่งนี้สามารถทำให้ผู้อ่านนิตยสารเข้าถึงได้ดี
นิตยสารฉบับนี้เป็นความคิดของลี่หรง แต่แน่นอนว่ามันเคยมีมาก่อนในอนาคต ลี่หรงเพียงแค่นึกถึงมันและนำมาใช้ในตอนนี้เท่านั้น
ตอนแรกที่ออกไปขายไม่ได้ดีเป็นพิเศษ ลี่หรงจึงใช้วิธีเก่า เริ่มลงโฆษณาและยังนำนิตยสารไปวางที่ฝูหรง ให้ลูกค้าได้อ่านก่อน
นิตยสารเล่มนี้มียอดขายไม่ดีอย่างที่คาดไว้ หลังจากวางจำหน่ายได้หนึ่งเดือนก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น
ลี่หรงตัดสินใจเปลี่ยนหน้าปกทันที โดยเชิญติงหลานมาถ่ายโปสเตอร์เป็นหน้าปกโฆษณา
ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ติงหลานมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อย ๆ ค่าโฆษณาก็เพิ่มขึ้นไม่น้อย ได้ยินว่าเธอได้รับรางวัลอะไรสักอย่าง ทำให้ค่าตัวของเธอพุ่งสูงขึ้น
เนื่องจากมาสั่งตัดชุดส่วนตัวที่ฝูหรงบ่อย ๆ และอ่านนิตยสารด้วย ความนิยมในแวดวงด้านแฟชั่นของติงหลานจึงดีขึ้นเรื่อย ๆ
ในบรรดาบุคคลสาธารณะ การแต่งตัวและการแต่งหน้าของติงหลานกลายเป็นกระแสนิยมของประชาชนอยู่ช่วงหนึ่ง
ลี่หรงจึงใช้เงินไม่น้อยเพื่อเชิญติงหลานมาถ่ายปกนิตยสาร โดยไม่เปลี่ยนเนื้อหาด้านใน เมื่อตีพิมพ์อีกครั้งยอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ทำให้สำนักพิมพ์นิตยสารต่าง ๆ รู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ
นิตยสารแฟชั่นก็สังเกตเห็นรุ่ยสือเช่นกัน ซินอวี่รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง ในการประชุมผู้บริหาร เธอพูดเรื่องนี้ขึ้นมาว่า “รุ่ยสือมาแรงมาก พวกเขามีภูมิหลังอะไรกันแน่ สำนักพิมพ์นิตยสารเล็ก ๆ ที่เพิ่งก่อตั้งจะมีเงินจ้างดาราดังได้อย่างไร?”
หลัวเหม่ยเฟิงนั่งมองเล็บตัวเองไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น แล้วพูดอย่างเยาะเย้ยว่า “ก็แค่สำนักพิมพ์นิตยสารเล็ก ๆ จะมีภูมิหลังอะไรได้?”
ตอนที่ลี่หรงเพิ่งร่วมมือกับนิตยสารแฟชั่น นิตยสารแฟชั่นยังไม่รุ่งเรืองเหมือนตอนนี้ อาจกล่าวได้ว่าการร่วมแบรนด์กับฝูหรงเพียงหนึ่งฉบับก็ทำให้นิตยสารแฟชั่นเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ
แต่นิตยสารแฟชั่นกลับหักหลัง ตอนนี้พวกเขาเติบโตขึ้นแล้วไม่อยากให้ส่วนแบ่งลี่หรงอีกต่อไป
หลัวเหม่ยเฟิงและคนอื่น ๆ ที่ทำงานที่นิตยสารแฟชั่น ต่างมีทิฐิสูงขึ้นตามไปด้วย พวกเขามองข้ามสำนักพิมพ์นิตยสารเล็ก ๆ รอบข้างไปทั้งหมด
การจงใจทำบัญชีซ้อนเพื่อแบ่งเงินที่ลี่หรงควรได้รับออกมา เป็นความคิดของหลัวเหม่ยเฟิงและหัวหน้าฝู ไม่รู้ว่าพวกเขาไปพูดอะไร ผู้บริหารเบื้งบนถึงยอมรับได้?
ซินอวี่ถูกข่มขู่ ไม่สามารถลาออกจากงานได้ และยังเปลี่ยนความคิดของคนอื่น ๆ ไม่ได้เช่นกัน
หัวหน้าฝูโบกมือ “ไม่ต้องกังวลไปหรอก แค่สำนักพิมพ์นิตยสารเล็ก ๆ เท่านั้น เปิดตัวมาก็ไม่มีเสียงอะไร อย่างมากแค่บังเอิญขายดีไปหนึ่งฉบับ เพราะพวกเขาทุ่มเงินจ้างนักแสดงมาโฆษณาเท่านั้น”
ถ้าหวงเซิ่งหนานได้ยินคำพูดนี้ เธอคงจะบอกพวกเขาว่า เธอสามารถทุ่มเงินได้ทุกฉบับจริง ๆ แต่ตอนนี้ก็ไม่จำเป็นแล้ว
ตอนนี้รุ่ยสือฉบับแรกขายดี ต่อไปถ้าอยากร่วมมือกับร้านหนังสือก็มีอำนาจต่อรองแล้ว
ซินอวี่รู้สึกหมดหนทาง นิตยสารแฟชั่นมีคนสองคนนี้ ไม่ช้าก็เร็วคงจะพังแน่
เธอไม่ค่อยสบายใจกับการทำงานที่นี่นัก ส่วนลี่หรงก็รู้สึกไม่สบายใจที่ถูกหักหลัง
ซินอวี่เฝ้าสังเกตรุ่ยสืออย่างเงียบ ๆ สอบถามข้อมูลจากเพื่อนร่วมอาชีพหรือนักข่าวที่คุ้นเคย ถึงรู้ว่ารุ่ยสือเป็นทุนต่างชาติ ผู้บริหารเป็นคนฮ่องกง เธอจึงเกิดความคิดอยากย้ายงานขึ้นมา
ซินอวี่ทำงานจนถึงตำแหน่งนี้ เงินเดือนที่นิตยสารแฟชั่นก็ไม่น้อย
แม้เธออยากจะเปลี่ยนงาน แต่ก็มีความกังวลมากมาย
โดยทั่วไปคนที่ไต่เต้ามาถึงตำแหน่งนี้จะไม่ลาออกง่าย ๆ หากลาออกเพื่อหางานใหม่ บริษัทอื่นก็อาจไม่จ้างด้วยเงินเดือนเท่าเดิม และอาจไม่ได้ตำแหน่งสูงเท่าเดิมอีก
แม้ว่าจะเจอบริษัทที่เสนอเงินเดือนสูง ตราบใดที่ซินอวี่ยังทำงานในสายงานนี้ เธอต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับนายจ้างเก่า อย่าให้การลาออกเป็นเรื่องน่าเกลียด เพราะในวงการนี้มีคนพวกนั้นอยู่ หากพวกเขาแกล้งเธอลับหลัง อาจทำให้เธอทำงานต่อไปไม่ได้
ซินอวี่เข้าใจดี เมื่อตัดสินใจเปลี่ยนงาน เธอจึงหาข้ออ้างที่สมเหตุสมผล ผู้บริหารเบื้องบนพยายามรั้งเธอไว้ แต่เธอตัดสินใจแน่วแน่แล้ว แม้จะขึ้นเงินเดือนก็ไม่อาจรั้งเธอไว้ได้