ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 81 ผลสอบออกแล้ว
บทที่ 81 ผลสอบออกแล้ว
จ้าวชิงซงพาเจ้าตัวเล็กออกไป ลี่หรงปล่อยมือจากเขาด้วยสีหน้ากังวล ไม่อยากให้เขาอยู่กับเจ้าตัวเล็กตามลำพังในเวลานี้
เธอเก็บชามเตรียมนำไปล้าง
จ้าวชิงซงบอกว่า “วางชามไว้เถอะครับ เดี๋ยวผมจะล้างให้เอง คุณรีบไปอาบน้ำเถอะ ไม่ได้อาบน้ำอย่างสบาย ๆ มาสองวันแล้วนี่ครับ”
เมื่อเห็นสายตากังวลของลี่หรง จ้าวชิงซงก็ยิ้ม “อย่าคิดมากเลยครับ ผมไม่ใช่คนจิตใจเปราะบางขนาดนั้นสักหน่อย ผมเคยได้ยินคำพูดแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว รีบไปอาบน้ำเถอะครับ”
ลี่หรงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเข้าห้องไปเตรียมเสื้อผ้าอาบน้ำ
หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว เด็กน้อยก็เล่นกับผู้เป็นพ่ออย่างเพลิดเพลิน และยังมองจ้าวชิงซงด้วยความชื่นชม สองพ่อลูกไม่ได้พูดอะไรกันมากนัก ทว่าก็เล่นกันอย่างอบอุ่น
ลี่หรงรู้สึกอบอุ่นใจที่ได้เห็นภาพนี้ เธอมาเล่นกับลูกแทน ขณะที่จ้าวชิงซงไปล้างจาน
เธอกับลูกน้อยอาบน้ำเสร็จแล้ว ลี่หรงจึงอุ้มลูกเข้าห้องไปนอนบนเตียงเตา
เตียงเตาในห้องถูกจุดไว้พร้อมกับตอนที่จ้าวชิงซงต้มน้ำ ทำให้ตอนนี้เตียงอุ่นขึ้นมาก
ลี่หรงอยู่กับลูกน้อยตามลำพัง แม้ว่าสิ่งที่เจ้าตัวเล็กพูดเมื่อครู่นี้ ด้วยเพราะเกิดจากความอยากรู้อยากเห็น จึงเลียนแบบคำพูดของคนอื่นตามประสาเด็ก แต่ไม่ว่าอย่างไร ทว่าเมื่อได้ยินดังนั้นก็ชวนให้เจ็บใจไม่น้อย
เธอไม่ได้เล่นกับลูกน้อย แต่ก้มหน้าลง นั่งเผชิญหน้ากับเขา “อันอัน ต่อไปอย่าพูดคำว่าขาพิการกับพ่อของลูกอีกนะจ๊ะ พ่อของลูกเป็นวีรบุรุษ เขาได้รับบาดเจ็บจากตอนที่ไปสู้กับคนร้ายเพื่อปกป้องประเทศชาติ ลูกพูดอย่างนั้น พ่อจะเสียใจเอานะ”
เด็กน้อยพยักหน้า บ่งบอกว่าเข้าใจ “ใช่แล้ว! พ่อเป็นวีรบุรุษ!”
ลี่หรงยิ้ม “ลูกรู้ไหมว่าวีรบุรุษคืออะไร?”
“สู้กับคนร้าย!” เด็กน้อยตะโกน แล้วยกมือขึ้นโบกไปมา
“ใช่จ้ะ” ลี่หรงชมเขา “อันอันฉลาดมาก”
จ้าวชิงซงน่าจะกำลังล้างจานอยู่ เมื่อเขากลับเข้าห้องมา ลี่หรงก็กล่อมเจ้าตัวเล็กนอนไปแล้ว
ลี่หรงเห็นเขาเข้ามา จึงหาวแล้วพูดว่า “ดับตะเกียงให้หน่อยนะคะ”
ทันทีที่ชายหนุ่มขึ้นไปบนเตียงเตา ลี่หรงก็ขยับเข้าไปแนบชิด แล้วกระซิบกับจ้าวชิงซงว่า “อันอันก็แค่เลียนแบบคำพูดของคนอื่น คุณอย่าโกรธเขาเลยนะคะ”
“ไม่ว่ายังไงเขาก็เป็นลูกของผม จะโกรธได้อย่างไรล่ะครับ?” จ้าวชิงซงกอดลี่หรงแน่น “แต่คนข้างนอกก็พูดถูก ผมเป็นคนขาพิการจริง ๆ ขอโทษนะครับ ที่ทำให้คุณกับลูกไม่สบายใจ”
“พูดเรื่องอะไรกันคะ?” ลี่หรงหยิกจ้าวชิงซงอย่างแรง “ฉันไม่ได้ไม่สบายใจเลยค่ะ คุณดีกว่าผู้ชายหลายคนมาก ทั้งปกป้องและทำงานหาเงินมาดูแลเราสองแม่ลูก”
ต่อหน้าลูกน้อย จ้าวชิงซงไม่ได้แสดงท่าทางเศร้าออกมาเลย ทว่าตอนนี้เขาเงียบไป
ลี่หรงรู้สึกว่าความเงียบของชายหนุ่มทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจ และยิ่งรู้สึกเป็นทุกข์มากกว่าเดิม เธอเงยหน้าขึ้นจูบคางของจ้าวชิงซง “สามีของฉันเก่งที่สุดในโลกค่ะ”
จ้าวชิงซงเผยรอยยิ้มอย่างรวดเร็ว แต่น่าเสียดายที่ในห้องมืดมาก จนมองไม่เห็นอะไรเลย
ได้ยินเพียงเสียงกระซิบแผ่วเบาของเขา “นั่นหมายความว่าคุณไม่ได้รังเกียจผม ผมเป็นคนพิการ แต่คุณอย่าทิ้งผมไปเลยนะครับ ที่รัก ผมมีแค่คุณเท่านั้น”
ลี่หรงไม่เคยเห็นผู้ชายคนไหน ‘เปราะบาง’ ขนาดนี้มาก่อน เธอกอดคออีกฝ่ายแน่น ก่อนจูบเขาหลายครั้ง บ่งบอกว่าเธอจะไม่จากไปไหน
จ้าวชิงซงยิ้มอย่างภาคภูมิใจ แล้วหันกลับมาพลิกตัว ตรึงลี่หรงไว้กับเตียง “คุณยังจำตอนที่คุณแกล้งยั่วผมในโรงแรมได้ไหมครับ? ถึงเวลาคิดบัญชีแล้วนะครับ”
“…” บรรยากาศอบอุ่นเมื่อครู่นี้ ถูกจ้าวชิงซงทำลายไปหมดแล้ว ลี่หรงพูดไม่ออก แต่เธอก็ปล่อยให้เขาทำตามใจ
เธอกอดจ้าวชิงซงกลับ พลางกระซิบ “อย่าทำนานนักนะคะ ฉันง่วงแล้ว”
…
ยุวชนที่สอบเสร็จแล้วเริ่มกลับมาทำงาน
พวกชาวบ้านถามพวกเขาว่าการสอบเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อเจอพวกเขา
ยุวชนที่ทำข้อสอบได้ดีมีสีหน้าภาคภูมิใจและร่าเริง พูดอย่างมีความสุขว่า “มั่นใจว่าทำได้เกินครึ่งแน่นอน …”
ส่วนยุวชนที่ทำข้อสอบได้ไม่ดีนั้นส่ายหน้า ไม่ตอบโต้อะไรเมื่อถูกคนถาม
ผู้หญิงบางคนที่ทำงานกับแม่จ้าว ถามแม่จ้าวเมื่อได้เจอ “ฟางหง ฉันได้ยินมาว่าลูกสะใภ้คนรองของเธอก็ไปสอบเหมือนกัน การสอบเป็นยังไงบ้างล่ะ?”
แม่จ้าวขี้เกียจเกินกว่าจะจัดการกับคนพวกนี้จริง ๆ อย่าคิดว่าเธอไม่รู้ว่าคนพวกนี้กำลังคิดอะไรอยู่
ถ้าเธอบอกว่าลี่หรงทำข้อสอบได้ดี คนเหล่านี้ก็จะคิดว่าถ้าลี่หรงไปเรียนมหาวิทยาลัย แล้วกลับไปอยู่ในเมือง ก็คงจะไม่ต้องการลูกชายคนรองกับหลานชายของเธออีกต่อไป
แม่จ้าวโกรธมากเมื่อรู้ว่าพวกเขาพูดอะไรกับหลานชายตัวน้อย ทำไมถึงพูดแบบนั้นกับเด็กตัวเล็ก ๆ ได้?
แต่ถ้าแม่จ้าวบอกว่าลี่หรงทำข้อสอบได้ไม่ดี คนเหล่านี้ก็จะพูดจาทับถมอีก
บอกว่าแต่งงานมีลูกแล้ว อยู่บ้านไม่สุขสบายเหรอ ทำไมถึงต้องออกไปสอบอีก!
แม่จ้าวส่ายหน้า แล้วตอบว่า “ไม่รู้เหมือนกัน ยังไม่ได้ถามเธอเลย”
นี่เป็นเรื่องจริง นับตั้งแต่ลี่หรงกลับมาจากการสอบ ครอบครัวจ้าวไม่เคยพูดเรื่องนี้ต่อหน้าหรือถามเธอถึงเรื่องนี้เลย
ผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่อยู่ข้าง ๆ ขมวดคิ้ว “จะไม่รู้ได้ยังไง ฉันได้ยินมาว่ายุวชนลี่เลือกสอบเข้าสาขาวิทยาศาสตร์ แถมสาขาวิทยาศาสตร์ยังสอบผ่านได้ยากอีก พวกยุวชนหญิงในหมู่บ้านของเราก็เลือกเรียนสาขาศิลปศาสตร์กันหมด”
เธอส่ายหน้า แล้วพูดต่อ “เป็นเรื่องปกติถ้าสอบสาขาวิทยาศาสตร์ไม่ผ่าน ถ้าทำไม่ได้จริง ๆ ก็รอสอบอีกครั้งปีหน้า”
คนเพิ่งสอบเสร็จไป แต่มาพูดว่าคนอื่นจะสอบตก!
ไม่ว่าใครที่ไปสอบก็คงไม่พอใจทั้งนั้น หากได้ยินแบบนี้
สีหน้าของแม่จ้าวกลายเป็นบึ้งตึงทันที ก่อนจะโยนจอบลงบนพื้น “หลี่เซียง! ฉันได้ถามความเห็นเธอหรือเปล่า ทำไมเธอต้องมาแช่งลูกสะใภ้คนรองของฉันแบบนี้? มีปากก็ควรพูดอะไรดี ๆ บ้างนะ!”
เธอถอนหายใจ “หัดทำตัวเองให้ดีบ้างเถอะ แล้วอย่าได้ขโมยกุนเชียงของคนอื่น เหมือนลูกสะใภ้คนรองของเธอด้วย!”
ผู้หญิงที่พูดจารุนแรงเมื่อครู่นี้คือหลี่เซียง แม่สามีของคนที่ขโมยกุนเชียงของลี่หรงไปก่อนหน้านี้
เมื่อหลี่เซียงได้ยินสิ่งที่เธอพูด ก็ไม่กล้าทะเลาะกับแม่จ้าวอีกต่อไป แล้วเดินถือจอบจากไปด้วยความหงุดหงิด
ประเด็นเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในหมู่บ้าน มาแล้วก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพราะทุกคนล้วนมีหน้าที่ต้องทำ
ผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยประกาศออกมาอย่างรวดเร็ว
เมื่อลี่หรงได้ยินข่าว เธอก็รอให้จ้าวชิงซงกลับมาก่อนไม่ไหว จึงอุ้มลูกน้อยไว้ข้างหลัง แล้วปั่นจักรยานออกไปดูผลสอบ
ลี่หรงเห็นผลสอบของตัวเองทันที
เธอสอบได้อันดับสอง
อันดับสอง!
ลี่หรงกอดลูกน้อยด้วยความดีใจ พลางหอมแก้มเขาหลายครั้ง
เด็กน้อยไม่รู้ว่าแม่ของเขาดีใจมากขนาดไหน แต่เขาสัมผัสได้ถึงความสุขที่เอ่อล้นจากใจแม่ เด็กน้อยยิ้มกว้างขณะกอดลี่หรง แล้วส่งเสียงหัวเราะชอบใจใหญ่
คะแนนเต็มห้าร้อยคะแนน ลี่หรงทำได้สามร้อยห้าสิบหกคะแนน
คะแนนภาษาอังกฤษของเธอแทบจะสมบูรณ์แบบ เธอได้คะแนนภาษาอังกฤษสูงสุดในบรรดาผู้สมัครสอบทั้งหมด
น่าเสียดายที่ภาษาอังกฤษเป็นวิชาพิเศษ ไม่ได้นำมารวมในคะแนนรวม
ลี่หรงเหลือบมองชื่อคนที่สอบได้อันดับหนึ่ง เธอไม่รู้จักคนคนนั้น เขาไม่ใช่ยุวชนจากหมู่บ้านต้าเจียง ไม่รู้เลยว่าเขามาจากหมู่บ้านไหน
เขาทำคะแนนได้สามร้อยหกสิบคะแนน ซึ่งสูงกว่าลี่หรงเพียงสี่คะแนนเท่านั้น
คะแนนสอบภาษาอังกฤษของคนที่สอบได้อันดับหนึ่ง เป็นสี่สิบคะแนนเท่านั้น ส่วนลี่หรงได้ถึงเก้าสิบคะแนน หากรวมภาษาอังกฤษไว้ในคะแนนรวม ลี่หรงจะได้เป็นที่หนึ่งแน่นอน!
เธอถอนหายใจด้วยความเสียดาย
อันดับสองก็อันดับสอง
ไม่รู้ว่าเรื่องการสอบนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง แต่เธอจำได้ว่าในนิยาย คนที่สอบได้อันดับหนึ่ง สอง และสาม ในการสอบระดับตัวเมือง จะสามารถไปชิงเป่ย*[1]ได้
ผลสอบที่ประกาศนี้ เป็นผลสอบระดับตัวเมืองของทั้งจังหวัดด้วย ลี่หรงคิดว่าคงจะดีมาก ถ้าเธอสามารถไปชิงเป่ยได้จริง ๆ
ในยุคหลัง เธอไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึงชิงเป่ยเลย
[1] ชิงเป่ย คือ มหาวิทยาลัย ‘ปักกิ่ง’ หรือ ‘ชิงหัว’ คนจีนเรียกย่อ ๆ รวมกันว่า ชิงเป่ย