ทะลุมิติมาเป็นภรรยาของตัวร้าย - ตอนที่ 432 พวกเขาเติมเต็มกันและกัน
ตอนที่ 432 พวกเขาเติมเต็มกันและกัน
จางปี้เยียนแค่นยิ้ม “ตอนที่ข้ารู้เรื่องนี้ ก็รู้ว่าเจ้าเป็นคนเลวที่จอมปลอมและมากอุบาย จิตใจยังเลวอย่างมาก คนเช่นนี้ ตระกูลจางข้าจะให้ความช่วยเหลือได้อย่างไร ช่วยไปแล้วเจ้าจะไม่แว้งกัดพวกเราหรือ เจ้าน่าจะคิดใช้ตระกูลจางข้าเหยียบขึ้นไปสินะ”
“น่าขันเสียจริง คิดว่าใต้หล้านี้มีเพียงเจ้าที่ฉลาดหรือ ตระกูลจางจางอ่านแผนการร้ายเจ้าออกนานแล้ว ดังนั้นจึงได้เหยียบเจ้าไว้”
ทุกคนในศาลต่างตกใจอึ้งไปทันที ดังนั้นตอนนั้นที่แต่งเข้าตระกูลจาง เขายินยอมเอง ไม่ใช่เพราะมารดาป่วยจนไม่มีเงินรักษา จนเขาต้องแต่งเข้าเป็นเขยตระกูลจางเพื่อเงิน
หลี่เหวินปินเองก็นิ่งอึ้ง ดังนั้นแต่ต้นจนจบไม่เกี่ยวอะไรกับเซี่ยอวิ๋นจิ่น แต่เพราะเขาวางยามารดาตนเองทำให้หญิงผู้นี้ไม่ยอมให้เขาแตะต้อง ไม่ช่วยเหลือเขา เขาทำไปทำมา ทำโดนตัวเองหรือนี่
หลี่เหวินปินสีหน้าซีดเผือดมองจางปี้เยียน “ในเมื่อเจ้าก่อนแต่งงานก็รู้เรื่องนี้แล้ว ทำไมยังต้องให้ข้าแต่งเข้าตระกูลจางอีก”
“ประการแรก ตอนพบเรื่องนี้ ได้กำหนดวันแต่งงานแล้ว ประการที่สอง ข้าอยากให้บทเรียนคนเช่นเจ้า เจ้าแต่งเข้าตระกูลจางยังแสร้งทำหน้าทำตาไม่ยินยอม”
จางปี้เยียนกล่าวจบ หลี่เหวินปินก็ทนยั่วยุไม่ไหว หน้ามืดตาลายเป็นลมล้มลงทันที
นายอำเภอหูนึกเสียใจอย่างมากที่ไม่อาจใช้โอกาสนี้ อาศัยมือหลี่เหวินปินเก็บกวาดตระกูลจาง แต่เรื่องหลี่เหวินปินนี้ก็เป็นที่แน่นอนดังตอกฝาโลงแล้ว
“มือปราบจ้าว นำเขาออกไป ไว้รอนำตัวส่งไปใช้แรงงานชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือ”
“ขอรับ นายอำเภอ”
มือปราบจ้าวโบกมือ สองมือปราบก็เข้ามานำหลี่เหวินปินออกไป
นายอำเภอหูสั่งให้ลากหลิ่วซื่อเหรินออกไปโบยยี่สิบไม้
หรงต้าเองก็ต้องโทษถูกนำตัวออกไป
ในศาล เซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวเห็นว่าคนที่ควรโดนจัดการก็ล้วนถูกจัดการแล้ว ก็หันหลังจะเดินไป จางปี้เยียนกลับเดินตามมา
“เซี่ยซิ่วไฉ ลู่เหนียงจื่อ”
ทั้งสองคนหยุดฝีเท้าหันมามองจางปี้เยียน
เซี่ยอวิ๋นจิ่นคิดถึงว่าหลี่เหวินปินลงมือทำร้ายเขา เพราะจางปี้เยียนเอาแต่บอกว่าสาเหตุเป็นเพราะเขา แม้ว่าหลี่เหวินปินสมองไม่ดี แต่จางปี้เยียนก็ไม่ใช่คนดีอะไร หากเป็นหญิงที่ดี จะพูดถึงความดีของชายอื่นต่อหน้าสามีตนเองหรือ หญิงผู้นี้เป็นหญิงไม่ดี
เซี่ยอวิ๋นจิ่นมองจางปี้เยียนด้วยสายตาเยียบเย็น
จางปี้เยียนยิ้มบางมองพวกเขาทั้งสองคน
“เซี่ยซิ่วไฉ ลู่เหนียงจื่อ เกิดเป็นคนอย่างไรก็ควรเหลือทางรอดให้ผู้อื่นบ้าง อย่าได้บีบให้คนไร้ที่ไป สุดท้ายจะเป็นการทำร้ายตนเอง บีบสุนัขจนตรอกย่อมโดดกำแพง”
จางปี้เยียนกล่าวจบก็หันหลังจะจากไป ลู่เจียวพลันส่งเสียงดังไล่ตามไปว่า “เช่นนั้น ความหมายเจ้าก็คือ ตระกูลจางพวกเจ้าก็คือสุนัขสินะ”
จางปี้เยียนได้ฟังคำพูดลู่เจียว สีหน้าก็ย่ำแย่ทันที หันไปมองลู่เจียว แต่สุดท้ายก็ไม่พูดอะไรอีก พาคนจากไปทันที
ลู่เจียวไม่สนใจจางปี้เยียน หันหน้าไปประคองเซี่ยอวิ๋นจิ่นเดินออกไป
ยามนี้แม้ว่าดึกมากแล้ว แต่ทั้งสองคนก็ไม่รู้สึกกังวลว่าสี่ตระกูลใหญ่จะตามล่าสังหารพวกเขา เพราะพวกเขาข้างกายพวกเขามียอดฝีมือร้ายกาจหลายคน
ในรถม้า เซี่ยอวิ๋นจิ่นเอียงซบไหล่ลู่เจียว สีหน้าดูอิดโรยอ่อนแรง
“เจียวเจียว ข้าเจ็บ”
ก่อนหน้านี้ลู่เจียวไม่ได้ให้ยาแก้ปวดเขา จึงรู้ว่าเขาพูดจริง
“รู้ว่าเจ็บ ครั้งหน้าก็อย่าได้ปล่อยตนเองบาดเจ็บง่ายๆ แม้ครั้งนี้ไม่อาจทำให้หลี่เหวินปินเข้าคุก ก็ไม่ควรทำร้ายตนเอง”
“ข้าก็แค่รำคาญเขา หากไม่ส่งเขาเข้าคุก ไม่ถูกตัดสินโทษ วันหน้าย่อมคิดหาทางจัดการพวกเราอีก ข้ายินยอมจัดการเขาก่อน ข้าจะได้มีเวลามาอยู่เป็นเพื่อนเจ้ากับเจ้าหนูน้อยทั้งสี่”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นกล่าวจบก็เห็นลู่เจียวถลึงตาใส่เขา เขาเริ่มสำนึกตัวได้ทันที “ข้ารู้แล้ว นี่เป็นครั้งสุดท้าย ครั้งหน้าจะไม่ทำเช่นนี้อีกแล้ว ข้าจะหาทางอื่น”
ลู่เจียวมองแววตาเขา กล่าวหนักแน่นจริงจังว่า “ไม่ว่าตอนไหนก็อย่าได้เอาร่างกายตนเองมาเสี่ยงภัย คนชั่วเช่นนั้นคู่ควรหรือ เจ้าบาดเจ็บก็ย่อมต้องทำให้คนที่ห่วงใยเจ้าเสียใจ เจ้าก็รู้ว่าลูกทั้งสี่รู้ว่าเจ้าบาดเจ็บ จะเป็นห่วงเพียงใด”
ลู่เจียวคิดถึงว่าพรุ่งนี้ตอนเจ้าหนูน้อยทั้งสี่รู้ว่าเซี่ยอวิ๋นจิ่นบาดเจ็บ นางก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที นางหันไปถลึงตาใส่เซี่ยอวิ๋นจิ่นด้วยสีหน้าไม่ดีนัก
เซี่ยอวิ๋นจิ่นได้ฟังคำพูดนาง ก็คิดจริงจังแล้วก็กล่าวว่า “เจียวเจียว เจ้าอย่าโมโหนะ ครั้งหน้าข้ารับรองว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก”
ลู่เจียวพยักหน้า “จดจำคำพูดเจ้าไว้”
นางเพิ่งกล่าวจบ เซี่ยอวิ๋นจิ่นก็ได้คืบเอาศอกทันที “คืนนี้ข้าบาดเจ็บ เจ้าอยู่ห้องข้าคอยดูแลข้าหน่อยได้ไหม ข้ากลัวเป็นไข้ตอนกลางคืน”
ลู่เจียวค้อนขวับใส่เขาควักยาแก้ปวดเม็ดหนึ่งจากแขนเสื้อออกมาจ่อไปที่ริมฝีปากเขา “กินยาแก้ปวด”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นเห็นลู่เจียวไม่ยอมอ่อนข้ออยู่เป็นเพื่อนเขาก็เม้มปากแน่น “เจ้ายังไม่รับปากว่าจะอยู่เป็นเพื่อนข้า ข้าก็ไม่กิน”
ลู่เจียวมองเขาอย่างไร้วาจาจะกล่าว ถามว่า “เซี่ยอวิ๋นจิ่น เจ้าแน่ใจว่าเจ้าเป็นผู้ใหญ่หรือ”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นยิ้ม “เจ้าไม่ได้บอกว่าข้าคือเซี่ยสามขวบหรือ ข้าอาจสามขวบจริงก็ได้”
เขากล่าวจบก็ไม่รอให้ลู่เจียวกล่าวอะไร ค่อยๆ กล่าวต่อว่า “อาจเพราะตอนเด็กขาดความรัก ตอนนี้เลยอยากจะไขว่คว้าความรักของเจียวเจียวเอาไว้”
บางครั้งเขาเห็นลู่เจียวเป็นห่วงเจ้าหนูน้อยทั้งสี่แล้วก็อิจฉา บุตรชายโชคดีกว่าเขา
ลู่เจียวได้ฟังเขาก็อดคิดถึงตนเองไม่ได้ ตนเองก็ไม่มีความรักจากบิดามารดา ดังนั้นคิดจะหาคนที่รักตนเองสักคนอย่างนั้นหรือ แม้เขาเป็นผู้ชาย แต่จิตใจก็น่าจะเหมือนตนเอง ต้องการหาคนที่รักตนเองสักคน
พวกเขาทั้งสองคนความจริงก็เติมเต็มกันและกัน
ลู่เจียวครุ่นคิดแล้วแววตาก็อดอ่อนโยนลงไม่ได้ “เอาละ คืนนี้ข้าอยู่เฝ้าเจ้าก็แล้วกัน กินยาเถอะ”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นรีบอ้าปากกินยาทันที ไม่ต้องดื่มน้ำก็กลืนลงไปได้
กินยาเสร็จ เขาก็หันไปหอมแก้มลู่เจียว “ขอบคุณเจียวเจียว”
ลู่เจียวเห็นท่าทางอิดโรยของเขา ก็กำชับเขาว่า “พักผ่อนสักครู่ ไว้ถึงบ้านข้าค่อยเรียกเจ้า”
“ได้”
เขายื่นมือไปกุมมือลู่เจียวไว้ รู้สึกว่าในใจตนสงบนิ่งลง เหมือนได้ครอบครองความสุขและความโชคดีทั้งหมดเอาไว้แล้ว ข้างกายมีคนเป็นเพื่อนยามเขาทุกข์ ช่างดีจริง
รถม้ากลับถึงบ้านตระกูลเซี่ยอย่างปลอดภัย
ดึกแล้ว เซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวกลับถึงบ้านก็ขึ้นเตียงพักผ่อนทันที
เพราะเซี่ยอวิ๋นจิ่นได้รับบาดเจ็บร่างกายอ่อนแอ ดังนั้นจึงไม่ได้คิดจะพูดคุยกับลู่เจียวมาก แต่ก็ยังเอาแต่กุมมือลู่เจียวไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
วันรุ่งขึ้น พอเจ้าหนูน้อยทั้งสี่รู้ว่าบิดาอได้รับบาดเจ็บ ใบหน้าน้อยๆ สี่ดวงก็เต็มไปด้วยความเป็นห่วง ดวงตางดงามมีน้ำเอ่อคลอ หากไม่ใช่ว่าอดกลั้นไว้ก็คงหลั่งน้ำตาออกมาแล้ว
เซี่ยอวิ๋นจิ่นเห็นเจ้าหนูน้อยทั้งสี่เช่นนี้ก็นึกเสียใจที่ทำลงไป ในใจก็แอบตัดสินใจว่าหากวันหน้าคิดทำเรื่องอะไรเช่นนี้อีก จะต้องคิดถึงเจ้าหนูน้อยทั้งสี่กับลู่เจียวให้มาก พวกเขาเป็นห่วงตน เขาไม่อาจทำให้คนที่เป็นห่วงเขาต้องไม่สบายใจ
“พ่อไม่เป็นไร พวกเจ้าอย่าได้เป็นห่วง”
ต้าเป่าโมโห “ข้าได้ยินว่าท่านอาหลี่แทงท่านพ่อข้าบาดเจ็บ วันหน้าท่านพ่อไม่ต้องไปคบหากับเขาอีกแล้วนะ”
“ได้”