ทะลุมิติมาเป็นภรรยาของตัวร้าย - ตอนที่ 460 บุตรสาวตัวจริงตระกูลเซี่ย
ตอนที่ 460 บุตรสาวตัวจริงตระกูลเซี่ย
ต้าโถวและเหมาเหมาหลานชายสองคนของผู้ใหญ่บ้านวิ่งไปดึงมือเจ้าหนูน้อยทั้งสี่ “ต้าเป่า พวกเจ้าไปเป็นแขกบ้านเราเถอะ ท่านปู่ท่านย่าข้าให้ท่านอาข้าฆ่าเป็ดไว้แต่เช้าแล้ว หากพวกเจ้าไม่ไป ท่านปู่ท่านย่าข้าน่าจะเสียใจตายเลย”
เจ้าหนูน้อยทั้งสี่หันไปมองเซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียว ส่งเสียงเรียกด้วยท่าทางลำบากใจว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวสบตากันแล้วก็กล่าวว่า “ก็ได้ เที่ยงวันนี้ไปกินข้าวบ้านผู้ใหญ่บ้าน”
ปรากฏพอมีตัวอย่างแรก คนในหมู่บ้านก็พากันมาเชิญพวกเขากินข้าวด้วยท่าทีกระตือรือร้นยากปฏิเสธ ไม่กินก็ไม่ได้ สุดท้ายเซี่ยอวิ๋นจิ่นเลือกไปกินกับอีกสองตระกูล เรื่องนี้จึงได้ยุติ
สามวันต่อมา โจวเส้ากงก็กลับมารายงาน “คุณชาย ข้าน้อยทำตามที่ท่านสั่ง ไปสืบดูละแวกนี้ ไม่พบคนที่หน้าตาเหมือนที่คุณชายวาด”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นได้ฟังโจวเส้ากงรายงานก็เดาว่าตอนนั้นบุตรสาวตระกูลเซี่ยน่าจะถูกท่านปู่ท่านย่าเขาส่งไปที่ตำบลชีหลี่
ตำบลชีหลี่ไม่ใหญ่ คิดจะหาก็ไม่ยาก
เซี่ยอวิ๋นจิ่นสั่งให้โจวเส้ากงไปค้นหาที่ตำบลชีหลี่
โจวเส้ากงใช้เวลาเพียงวันเดียวก็หาหญิงผู้นี้พบ
ตระกูลหวังอาชีพฆ่าหมูมีสะใภ้ที่เลี้ยงดูมาแต่เล็กเหมือนกับภาพวาดเซี่ยอวิ๋นจิ่น หน้าตาเหมือนหร่วนซื่อ แต่หญิงผู้นั้นอ่อนโยนและมีใบหน้าเมตตาอารี ดูแล้วเป็นคนละประเภทกับคนในภาพวาดอย่างเห็นได้ชัด
เซี่ยอวิ๋นจิ่นได้ฟังโจวเส้ากงก็รู้ว่าหญิงผู้นี้น่าจะเป็นบุตรสาวหร่วนซื่อจริง ท่านปู่ท่านย่าสับเปลี่ยนทารกหญิงไป ย่อมต้องหาตระกูลที่ดีให้นาง
ตระกูลหวังนี้น่าจะเป็นคนดีมาก ดังนั้นท่านปู่ท่านย่าจึงได้ส่งทารกหญิงแรกเกิดไปยังตระกูลหวัง
เซี่ยอวิ๋นจิ่นคิดไปพลางมองไปยังลู่เจียวข้างๆ กล่าวว่า “ข้าอยากไปดูนางสักหน่อย”
“ได้ ข้าไปเป็นเพื่อนเจ้า พอดีจะได้พาเจ้าหนูน้อยทั้งสี่ไปเยี่ยมอาจารย์กับอาจารย์แม่ด้วย”
ไม่ว่าอาจารย์เฉินเคยมีความคิดผิดพลาดอย่างไร แต่เขาก็เป็นอาจารย์เซี่ยอวิ๋นจิ่น เซี่ยอวิ๋นจิ่นกลับตำบลชีหลี่ จะไม่ไปเยี่ยมอาจารย์ได้อย่างไร
เซี่ยอวิ๋นจิ่นได้ฟังคำพูดลู่เจียว ความรู้สึกแรกก็คือไม่อาจพาเจ้าหนูน้อยทั้งสี่ไปด้วยได้
“ข้าไปกับเจ้าก็แล้วกัน อย่าพาเจ้าหนูน้อยทั้งสี่ไปดีกว่า”
ลู่เจียวหันไปมองเซี่ยอวิ๋นจิ่น เซี่ยอวิ๋นจิ่นรีบกล่าวว่า “พวกเขาไม่ค่อยได้กลับมาหมู่บ้าน ให้พวกเขาเล่นให้สบายใจดีกว่า”
ลู่เจียวคิดถึงว่าระยะนี้เจ้าหนูน้อยทั้งสี่เล่นผจญภัยกันจนสนุกสนานสุดเหวี่ยง ก็อดยิ้มไม่ได้
หลายวันนี้เล่นผจญภัยกับเด็กๆ ในหมู่บ้านสนุกสนานเต็มที่ ไม่ใช่ยิงนกก็ล่ากระต่ายป่า
ลู่เจียวเรียกหร่วนไคให้คอยตามพวกเขาเงียบๆ อย่าให้พวกเขารู้ตัว ขอเพียงไม่เล่นอันตรายก็ปล่อยพวกเขาไป
สรุปตอนนี้ไม่มืดค่ำ เจ้าหนูน้อยทั้งสี่ไม่มีทางกลับมาอย่างเด็ดขาด
ลู่เจียวคิดแล้วก็พยักหน้า “ได้ เช่นนั้นข้าไปบ้านอาจารย์เฉินกับเจ้า”
“อืม”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นโล่งอก เขาไม่อยากให้เจียวเจียวรู้เรื่องสถานะซื่อเป่าในตอนนี้ เกรงว่านางจะผิดหวังจนทำใจรับไม่ได้
ไว้เขาค่อยๆ หาทางแอบบอกนาง ให้นางค่อยๆ ทำใจยอมรับเรื่องนี้
สองสามีภรรยาหารือกันเสร็จ เช้าวันรุ่งขึ้นก็นำของขวัญกองโตไปเยี่ยมอาจารย์เฉินที่ตำบล
เจ้าหนูน้อยทั้งสี่ไม่ได้รู้สึกดีอันใดกับตระกูลเฉิน ดังนั้นพอรู้ว่าไม่พาพวกเขาไป ก็ไม่ได้รู้สึกไม่พอใจอันใด
คนตระกูลเฉินเห็นเซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวมาแค่สองคนก็แปลกใจมาก
พวกเขาคิดว่าหลังจากเรื่องก่อนหน้านี้ เซี่ยอวิ๋นจิ่นคงไม่มาเยือนตระกูลเฉินอีก คิดไม่ถึงว่าเขาจะมาเยี่ยมเยือนอีกครั้ง
แม้อาจารย์เฉินกับอาจารย์แม่รู้สึกกระดากใจ แต่ก็ดีใจมาก ต้อนรับพวกเขาอย่างอบอุ่น
อาจารย์แม่นึกถึงเจ้าหนูน้อยทั้งสี่บ้านเซี่ยอวิ๋นจิ่นขึ้นมา ก็อดบ่นไม่ได้ “ทำไมไม่พาเจ้าหนูน้อยทั้งสี่มาด้วย”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นรีบรับคำว่า “กลับมาหมู่บ้านได้ไม่กี่วัน ออกไปเล่นกันวันๆ ไม่ยอมกลับบ้าน”
อาจารย์เฉินกับอาจารย์แม่หัวเราะดังลั่น “ให้พวกเด็กๆ เล่นไปเถอะ นิสัยเด็กๆ ก็ชอบเล่น”
ทุกคนเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างรวดเร็ว
ประเด็นหลักก็คือเรื่องการสอบเซียงซื่อ อาจารย์เฉินถามเซี่ยอวิ๋นจิ่นว่ามั่นใจหรือไม่ และยังสอบความรู้เขาสองสามคำถาม ก่อนจะกำชับเขาว่า “ก่อนสอบ เจ้าต้องสังเกตขุนนางคุมการสอบเซียงซื่อเมืองหนิงโจวผู้นี้ให้ดี ว่าเขาชอบบทความเช่นไร ชอบบทความเนื้อหาฟุ้งเฟ้อ หรือว่าเนื้อหาเข้มข้น หรือว่าเนื้อหาแปลกใหม่ สรุปคือเจ้าไม่อาจตอบตามความชอบใจของตนเอง ต้องทำตามความชอบใจของขุนนางคุมสอบ”
อาจารย์เฉินมองเซี่ยอวิ๋นจิ่น กล่าวน้ำเสียงเข้มว่า “เจ้ามีความรู้ดี สมองก็ฉลาดฉับไว แต่มีความยโสไปสักหน่อย นี่เป็นข้อด้อยของเจ้า อย่าได้นำความฉลาดเจ้าไปรับมือกับขุนนางคุมสอบ หากพลาดโอกาสการสอบเซียงซื่อครั้งนี้ก็ต้องรออีกสามปี”
“ในอดีตใช่ว่าไม่มีพวกบัณฑิตทะนงในความสามารถตนที่สอบตกเพราะหยิ่งทะนงหรือ เจ้าสอบตก เป็นเรื่องของเจ้า ไม่ส่งผลอันใดต่อขุนนางคุมสอบ”
อาจารย์เฉินกล่าวจบ เซี่ยอวิ๋นจิ่นรีบรับคำนอบน้อม “ขอบคุณอาจารย์ที่ชี้แนะ”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นยอมรับว่าเขามีข้อเสียดังที่อาจารย์เฉินว่า แต่การได้อยู่ร่วมกับลู่เจียวในช่วงระยะนี้ ทำให้เขาแก้ไขได้หมดแล้ว
เขารู้ว่าโลกใบนี้ไม่ใช่ว่าตนเองคิดเช่นใดก็เช่นนั้น เจ้าต้องยืนอยู่ที่สูงก่อน จากนั้นจึงจะคิดเช่นใดก็เช่นนั้นได้
คนสองตระกูลพูดจาสนทนากันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย ราวกับไม่เคยเกิดเรื่องครั้งก่อนขึ้น
เซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวกินอาหารเที่ยงที่บ้านตระกูลเฉินแล้วก็ขอตัวกลับ พวกเขายังต้องไปแวะบ้านหญิงผู้นั้นอีก
อาจารย์เฉินกับอาจารย์แม่มาส่งพวกเขาที่ประตู ยิ้มกล่าวอำลา
“อวิ๋นจิ่น วันหน้ามีเวลาก็มาอีก”
“อาจารย์วางใจ ท่านเป็นอาจารย์ข้า ไม่ว่าเมื่อใด ข้าย่อมจดจำบุญคุณท่านไว้”
วาจานี้ก็นับว่าได้ให้คำมั่นกับตระกูลเฉินแล้วว่าจะไม่ผิดใจกัน
อาจารย์เฉินกับอาจารย์แม่ได้ฟังก็ดีใจมาก ยืนส่งพวกเขาขึ้นรถม้าที่หน้าประตู
โจวเส้ากงขับรถม้าพาพวกเขาไปยังตระกูลหวังฆ่าหมู หน้าประตูตระกูลหวังมีร้านขายเนื้อ ด้านหน้าขายเนื้อ ด้านหลังเป็นที่พักของทั้งครอบครัว
ยามนี้เนื้อขายหมดนานแล้ว ร้านค้าหน้าประตูมีคนกำลังเก็บร้านอยู่พอดี
โจวเส้ากงเห็นรีบหันหน้าไปเปิดม่านมองเซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวในรถม้า “คุณชาย เหนียงจื่อ พวกท่านดู ก็คือหญิงผู้นั้น นางแซ่เดียวกับคนตระกูลหวัง ชื่อว่าหวังหม่านเอ๋อร์ ชื่อเล่นว่าหม่านเอ๋อร์ ปีนี้ยี่สิบสอง ข้าสืบดูแล้ว ในปีนั้นตระกูลหวังเก็บทารกหญิงได้ที่หน้าประตู ตอนนั้นเดิมพวกเขาคิดจะไปรับเลี้ยงเด็กหญิงมาเป็นสะใภ้ให้บุตรชาย ปรากฏเก็บทารกหญิงได้ที่หน้าประตู ทารกหญิงอ้วนขาวน่ารักมาก พวกเขาจึงรับเลี้ยงไว้”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวเงยหน้ามองประเมินหญิงสาวที่เก็บแผงค้าหน้าบ้าน มองครั้งแรก หญิงผู้นี้ไม่เหมือนกับหร่วนซื่อแม้แต่น้อย เพราะทั้งสองคนมีกิริยาต่างกันอย่างสิ้นเชิง
หร่วนซื่อวันๆ เอาแต่เลิกตาทำสีหน้าเย็นชาราวกับผู้คนติดค้างเงินทองนาง ใบหน้านางดูแล้วรู้สึกไม่สบายใจ
แต่หญิงที่ชื่อหวังหม่านเอ๋อร์ผู้นี้กลับไม่เหมือนนางแม้แต่น้อย นางแต่งตัวเรียบร้อย แววตาอ่อนโยนพร้อมกับรอยยิ้มนุ่มนวล ตอนยังไม่พูดก็ทำให้คนรู้สึกดีแล้ว
แต่หากจ้องมองใบหน้านาง ก็มองออกไม่ยากว่านางมีความคล้ายกับหร่วนซื่ออยู่มากจริงๆ
รูปร่างเหมือน ดวงตาเหมือน
เซี่ยอวิ๋นจิ่นแทบจะแน่ใจได้ว่าหญิงผู้นี้ก็คือบุตรสาวหร่วนซื่อในตอนนั้น