ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 288 อักษรหลิวตัวหนึ่ง
ตอนที่ 288 อักษรหลิวตัวหนึ่ง
ซุ่นจื่อมองหลิวจี้กอดถุงเงินเดินไปเดินมาบนเตียงก็พลันรู้สึกว่าการเกาะภรรยากินของหลิวจี้นั้นดูไม่ค่อยน่าอิจฉาถึงเพียงนั้นแล้ว
แค่เงินเพียงหนึ่งร้อยเหวินเท่านั้นกลับผูกโยงเข้ากับศักดิ์ศรีของบุรุษได้ ไม่อยากจะคิดเลยว่าปกติแล้วพี่สามของเขาใช้ชีวิตเช่นไรกันแน่
แต่แค่เขาตอบตกลงก็พอแล้ว
ซุ่นจื่อถาม “พี่สาม ท่านดูว่าสะดวกเมื่อใด ทางโรงงานตอนนี้ค่อนข้างเร่งด่วน”
หลิวจี้กุมถุงเงินไว้ นั่งขัดสมาธิลง ถามซุ่นจื่อว่ามีนักเรียนกี่คน
ซุ่นจื่อตอบ “พวกเรามาเรียนด้วยความสมัครใจ ผู้ใดไม่อยากเรียนก็ไม่บังคับ ผู้ที่อยากเรียนเพียงจ่ายค่าเล่าเรียนห้าเหวินก็พอแล้ว ดังนั้นตอนนี้จึงมีอยู่ยี่สิบคน พี่สามท่านเป็นอาจารย์ ค่าเล่าเรียนนี้ล้วนมอบให้ท่านทั้งหมด”
กล่าวคือ ยิ่งมีคนมาเข้าเรียนมากเท่าใด เงินที่หลิวจี้จะได้รับก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อคิดถึงข้อนี้ หลิวจี้ก็รู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง “ค่าเล่าเรียนแค่ห้าเหวิน เรื่องดีเช่นนี้กลับมีคนไม่อยากเรียนอีกรึ”
ซุ่นจื่อเองก็จนปัญญา ความจนก็เป็นเช่นนี้ ไม่เพียงแต่คนจะจน ใจยังจนอีกด้วย
แต่หากเป็นเมื่อก่อน เขาเองก็คงเป็นคนที่ใจจนเช่นนั้นเหมือนกัน
ซุ่นจื่อกล่าวอย่างชื่นชม “ความคิดนี้ผู้จัดการใหญ่ฉินเป็นผู้เสนอขึ้นมา นางบอกว่าต่อไปการค้าจะยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จะเป็นคนไม่รู้หนังสือต่อไปไม่ได้ ต้องเปิดชั้นเรียนสอนหนังสือ สอนให้ทุกคนอ่านออกเขียนได้แล้วเรียนการคำนวณขั้นพื้นฐานบ้าง ต่อไปออกนอกบ้านจะได้ไม่กลัวถูกหลอก”
หลิวจี้เห็นสายตาเปี่ยมด้วยความเทิดทูนยามที่เขาเอ่ยถึงฉินเหยาก็นึกอยากจะแค่นเสียงใส่เขาทีหนึ่ง แต่ในใจกลับบังเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจอย่างประหลาดอันยากจะบรรยายราวกับตนเองได้รับเกียรตินั้นด้วย
“เอาเถอะ ก็รับเงินมาทำงานนี่นา ข้าจะเตรียมตัวสักหน่อย มะรืนนี้พวกเราก็เริ่มเรียนกันเลย” หลิวจี้เก็บถุงเงินให้ดีพลางโบกมือเป็นสัญญาณให้ซุ่นจื่อกลับไปได้แล้ว
ซุ่นจื่อกลัวว่าเขาจะทำตัวเหลาะแหละไม่ใส่ใจจึงกำชับซ้ำๆ ว่า “พี่สาม ท่านอย่าลืมเสียล่ะ!”
ได้ยินคำตอบอย่างไม่สบอารมณ์ของหลิวจี้ว่า “รู้แล้วน่า!” จึงค่อยจากไป
พวกต้าหลางสี่พี่น้องรีบวิ่งเข้ามาในห้องของท่านพ่อพลางถามหลิวจี้ด้วยความสงสัย “ท่านพ่อ ท่านจะไปเป็นอาจารย์ที่โรงงานหรือ”
“ใช่แล้ว มีอะไรรึ” หลิวจี้เห็นสีหน้ากังขาของสี่พี่น้องก็ปัดเสื้อผ้าทำท่าทีไม่ยี่หระ “พ่อของพวกเจ้าน่ะ อย่างไรเสียก็เป็นถึงถงเซิง พวกเจ้าเองข้าก็เป็นคนสอนมิใช่รึ”
พี่น้องทั้งสี่สบตากันรู้สึกเพียงว่าท่านพ่อที่อยู่ตรงหน้าดูแปลกตาไปบ้าง…เขาถึงกับทำเรื่องเป็นโล้เป็นพายได้แล้ว!
เอ้อร์หลางเอ่ยเตือน “ท่านพ่อ ท่านหาเงินเองได้แล้ว”
หลิวจี้ที่นอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป ก้มมองเสื้อผ้าส่วนที่นูนออกมา ข้างในคือถุงเงินที่บรรจุเงินหนึ่งร้อยเหวิน
เขานึกย้อนถึงอดีตพลันพบว่าหากเล่ห์เหลี่ยมกลโกงต้มตุ๋นเหล่านั้นไม่นับเป็นความสามารถของเขา นี่ก็ดูเหมือนจะเป็นครั้งแรกที่เขาหาเงินมาได้ด้วยความสามารถของตนเองจริงๆ!
หลิวจี้สูดหายใจลึกแล้วลุกขึ้นนั่งบนเตียง เงยหน้าขึ้น สบเข้ากับดวงตาทั้งสองข้างของฉินเหยาที่มองมาจากหน้าประตูพอดี
นางมองเขาอย่างสงบนิ่ง ในแววตาไม่มีความดูแคลนหรือเร่งรัดใดๆ ราวกับเพียงมองคนผู้หนึ่ง
หลิวจี้ยอมรับ ความรู้สึกเช่นนี้นั้นดีมาก ทำเอาเขารู้สึกเคลิบเคลิ้มเล็กน้อย
“ฉวยโอกาสที่ฟ้ายังไม่มืด ข้าจะไปดูการเติบโตของแตงโมที่แปลงสักหน่อย เจ้าเองก็เตรียมตัวเถอะ”
ฉินเหยาเตือนเขา “คนที่โรงงานล้วนอายุมากแล้ว การสอนผู้ใหญ่ไม่เหมือนสอนเด็ก ผู้ใหญ่มีความหยิ่งในศักดิ์ศรีสูง ตอนแรกอย่าเพิ่งสอนยากเกินไป ค่อยเป็นค่อยไปจะดีที่สุด”
หลิวจี้พยักหน้าหนักๆ “อืมๆ! ข้าจะเริ่มเตรียมตัวเดี๋ยวนี้!”
หลังจากมองส่งฉินเหยาถือเคียวออกจากประตูไป หลิวจี้ก็รีบเรียกเด็กชายหญิงสี่คนที่อยู่ตรงหน้าซึ่งอยากจะตามออกไปเล่นไว้
“นั่งลงๆ เราพ่อลูกมาลองปรึกษากันดูว่าจะสอนคนเหล่านี้ให้อ่านเขียนได้อย่างไร…”
ต้าหลางกับซื่อเหนียงยังพอว่า พวกเขารู้สึกว่าเรื่องนี้น่าสนใจดี อีกทั้งซื่อเหนียงยังรู้สึกว่าตนเองมีสิทธิ์มีเสียงอย่างมาก นางเป็นถึงอาจารย์ของจินฮวาเชียวนะ!
เอ้อร์หลางกับซานหลางยืนอยู่ข้างประตู ฟังเสียงเรียกของจินเป่าที่ดังมาจากในหมู่บ้านก็มองตามจนคอแทบเคล็ด
สุดท้าย หลิวจี้ต้องให้เหรียญเงินไปคนละสองเหรียญจึงจะรั้งสองพี่น้องไว้ได้อย่างยากลำบาก
เหรียญเงินเหรียญเดียว ตอนนี้ไม่อาจล่อใจเอ้อร์หลางผู้กุมอำนาจทางการเงินของพี่ชายและน้องสาวไว้ได้อีกแล้ว
สมองเด็กๆ นี้ใช้การได้ดีจริงๆ อย่าเห็นว่าสี่พี่น้องอายุยังน้อย แต่ข้อเสนอแนะและความคิดที่พวกเขานำเสนอล้วนใช้การได้จริง
ซื่อเหนียงกล่าว “ต้องให้กำลังใจนักเรียน ให้ความมั่นใจแก่พวกเขา ห้ามด่า ห้ามตี”
ซานหลางกล่าว “ข้าชอบเรียนสิ่งที่ข้าชอบ อาจารย์เฉิงชอบเล่านิทาน ข้าชอบมาก”
อาจารย์ติงอีกท่านหนึ่งชอบเล่าประวัติศาสตร์ให้พวกเขาฟัง เรื่องนี้น่าเบื่อมาก เขาไม่อยากฟังเลย
ต้าหลางกับซานหลางเห็นพ้องกัน เสนอว่าให้เริ่มเรียนจากสิ่งรอบตัว เรียนสิ่งที่พวกเขาอยากรู้ สนใจจึงจะยืนหยัดต่อไปได้ ไม่ล้มเลิกกลางคันง่ายๆ
แต่เอ้อร์หลางกลับรู้สึกว่าพี่ใหญ่คิดมากเกินไปในข้อนี้ “จ่ายเงินไปแล้วตั้งห้าเหวินนะ! ไม่อยากเรียนก็ต้องบังคับตัวเองให้เรียนสิ มิฉะนั้นเงินก็สูญเปล่าไปไม่ใช่รึ”
หลิวจี้รู้สึกว่ามีเหตุผลอย่างยิ่ง พลันเข้าใจขึ้นมาว่าเหตุใดการสอนหนังสือที่ไม่ต้องเก็บค่าเล่าเรียนก็ได้กลับต้องเก็บเงินค่าสอนถึงห้าเหวิน
เมื่อมีต้นทุนจมเช่นห้าเหวินนี้อยู่ อย่างไรเสียก็ต้องเรียนให้คุ้มทุนก่อนจึงจะยอมเลิก
“พอแล้ว พวกเจ้าไปเล่นเถอะ” หลิวจี้โบกมือ เป็นสัญญาณว่าพี่น้องทั้งสี่ออกไปได้แล้ว
เขามีแนวคิดแล้ว ตอนนี้ต้องเตรียมเนื้อหาสำหรับการสอนในวันมะรืน เด็กๆ ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวอยู่ข้างหูทำให้รู้สึกหนวกหูยิ่งนัก
เอ้อร์หลางแลบลิ้นปลิ้นตาใส่บิดา ใช้เสร็จก็โยนทิ้ง พูดถึงเขานั่นแหละ!
น่าเสียดาย เพิ่งจะเตรียมตัวออกไปข้างนอกอย่างลิงโลด ฉินเหยาก็กลับมาจากริมนาพอดีแล้วไล่พี่น้องทั้งสี่กลับเข้าบ้านไปอีกครั้ง
ฉินเหยาชี้ไปยังท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวพร่างพราย “นี่มันยามใดแล้ว รีบไปอาบน้ำนอน!”
ไหล่ของพี่น้องทั้งสี่ลู่ลงพร้อมกัน “เฮ้อ~”
อาวั่งเตรียมน้ำไว้พร้อมแล้ว มุมปากฉินเหยายกขึ้น วางดอกแตงโมที่เด็ดกลับมาจากแปลงลง ไปล้างหน้าล้างตาดีกว่า
แตงโมออกดอกได้ก็ย่อมติดผลได้ การปลูกแตงโมมาถึงขั้นนี้ ถือว่ายังคงประสบความสำเร็จ
ชั่วพริบตาก็ถึงเวลาเปิดเรียนชั้นเรียนสอนหนังสือของโรงงาน
เนื่องจากตอนกลางวันคนงานล้วนทำงาน เวลาเปิดเรียนของชั้นเรียนสอนหนังสือจึงจัดไว้ในช่วงเย็นหลังเลิกงาน
หน้าร้อนฟ้ามืดช้า วันหนึ่งเรียนหนึ่งคาบ คาบละครึ่งชั่วยาม เวลาที่เหลือเดินทางกลับบ้าน ก็จะสามารถกลับถึงบ้านก่อนฟ้ามืดได้
ชั้นเรียนสอนหนังสือเป็นเรื่องใหม่ ในตอนเย็นของวันเปิดเรียนจึงมีนักเรียนมาครบยี่สิบคน
หลิวจี้อุ้มแผ่นไม้แผ่นหนึ่งเดินเข้าไปในโรงผลิตที่จัดไว้สำหรับตั้งเป็นชั้นเรียนโดยเฉพาะ พอช้อนตาขึ้นมอง เอาล่ะสิ ทั้งหมู่บ้านมามุงดูกันหมดแล้ว!
เท้าพลันพลิก เฉียดจะล้มหน้าคว่ำคะมำหงายอยู่ตรงนั้น
ฉินเหยากอดอก ยืนอยู่กลางฝูงชนพร้อมกับพวกเด็กๆ มองทะลุถึงท่าทีแสร้งทำเป็นใจเย็นของคนบางคน มุมปากจึงยกขึ้นเล็กน้อย
หลิวจี้ลอบกลืนน้ำลาย เดินไปหยุดอยู่หน้ากลุ่มนักเรียนที่ปกติเขาจะเรียกว่าท่านลุงท่านป้าด้วยสีหน้าจริงจัง วางแผ่นไม้ในมือลงแล้วหยิบฟืนที่เผาจนดำท่อนหนึ่งขึ้นมา เขียนอักษร [หลิว] ตัวหนึ่งลงไป
“นี่คืออักษรหลิว อักษรหลิวของหมู่บ้านตระกูลหลิวของพวกเรา หลิวของช่างไม้หลิว หลิวของข้าหลิวจี้และหลิวของเขาหลิวต้าหนิว…”
นักเรียนกลุ่มแรกที่ลงชื่อล้วนเป็นคนหมู่บ้านตระกูลหลิว พอหลิวจี้เอ่ยอักษรหลิวนี้ออกมา เหล่าท่านลุงท่านป้าก็พลันตื่นตัวขึ้นมาทันที
ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวที่มามุงดูรอบๆ ก็อดที่จะเงียบเสียงลงไม่ได้ ตั้งใจฟังหลิวจี้เล่าว่าหมู่บ้านตระกูลหลิวของพวกเขานั้นมีที่มาอย่างไร