ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 289 เหตุใดสำนักศึกษาถึงยังไม่เปิดเรียนเสียที
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 289 เหตุใดสำนักศึกษาถึงยังไม่เปิดเรียนเสียที
ตอนที่ 289 เหตุใดสำนักศึกษาถึงยังไม่เปิดเรียนเสียที
“กาลครั้งหนึ่งเมื่อห้าร้อยปีก่อน อดีตราชวงศ์เกิดกบฏเจ็ดอ๋อง ณ สถานที่ห่างไกลแห่งหนึ่งในแคว้น มีคู่สามีภรรยาแซ่หลิวคู่หนึ่งอาศัยอยู่อย่างสันโดษ ณ ที่แห่งนี้ เพื่อหลบหนีภัยสงครามจึงจำต้องฝ่าฝืนคำสั่งเสียของบรรพบุรุษ แล้วเปิดใช้งานสมบัติลับประจำตระกูล ‘กระจกหลิวหลี’ นำพาผู้คนทั้งตระกูลก้าวเข้าสู่เขตแดนในกระจก แสวงหาสถานที่พักพิงอันสงบสุขในโลกหล้าอันกว้างใหญ่…”
ฉินเหยาก้มหน้าถามเหล่าลูกๆ “เรื่องนี้พ่อของพวกเจ้าแต่งขึ้นเองรึ”
ซื่อเหนียงเกาหลังมือ จะว่าอย่างไรดีเล่า… “ก็มิใช่ว่าแต่งขึ้นเองเสียทั้งหมด ยังมีบางส่วนที่ท่านปู่เล่าให้ฟังเจ้าค่ะ”
พ่อของนางเพียงแค่ใส่ความเข้าใจของตนเองลงไปเล็กน้อยเท่านั้น
ฉินเหยาพยักหน้า เข้าใจแล้ว ก็คือการดัดแปลงและแต่งเรื่องเหนือจริงขึ้นจากเหตุการณ์จริงนั่นเอง
ผู้คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในหมู่บ้านล้วนชอบฟังนิทานเช่นนี้ เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยามโดยไม่รู้ตัว
นิทานเล่าถึงคู่สามีภรรยากระจกหลิวหลีนำพาผู้คนในตระกูลตามหาดินแดนของบรรพบุรุษ ซึ่งก็คือ ณ หมู่บ้านตระกูลหลิว แต่ในหมู่บ้านกลับมีอสูรคอยปกปักษ์อยู่ เพื่อแย่งชิงดินแดนบรรพบุรุษกลับคืนมาผู้คนตระกูลหลิวกำลังเตรียมจะเปิดศึกใหญ่กับอสูรตนนั้น
ชาวบ้านต่างกลั้นหายใจรอคอย ช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดกำลังจะมาถึงแล้ว
แต่ทว่า…
หลิวจี้เคาะไม้ฟืนดังป็อกๆ สองครั้ง “ได้เวลาแล้ว ตอนนี้พวกเรามาทบทวนตัวอักษร หลิว อู่ ชี จู่ เชียน และจวี ที่เรียนในวันนี้กัน”
หลังจากทบทวนอักษรทั้งหมดครบหนึ่งรอบแล้ว “บทเรียนสำหรับวันนี้สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ เลิกเรียนได้”
พูดจบก็เก็บแผ่นไม้และไม้ฟืน จากไปอย่างสง่างาม
ผู้คนจึงเพิ่งจะรู้ตัวว่า บทเรียนของวันนี้สิ้นสุดลงเร็วถึงเพียงนี้
มิหนำซ้ำนิทานยังหยุดลงกะทันหันในช่วงที่กำลังเข้มข้น ช่างทรมานใจราวกับมีอะไรมาข่วนตับไตไส้พุงเสียจริง
“ท่านแม่ ข้าอยากมาเรียนที่นี่! ข้ายังอยากฟังท่านอาจารย์เล่านิทานเกี่ยวกับบรรพบุรุษของเรากับกระจกหลิวหลีอยู่!”
ไม่รู้ว่าเป็นเด็กบ้านไหนที่เปิดปากพูดก่อน เย็นวันนั้นบ้านทุกหลังในหมู่บ้านต่างก็คึกคักขึ้นมา
มีทั้งเด็กร้องไห้ลงไปนอนดิ้นกับพื้น มีทั้งปีนขึ้นไปรื้อกระเบื้องหลังคาบ้าน ทั้งยังมีที่ประท้วงหนีออกจากบ้านมานั่งยองๆ อยู่หน้าประตูบ้านของฉินเหยา มีหลากหลายรูปแบบ ช่างน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก
หลิวจี้ปิดประตูใหญ่ของบ้าน นั่งโบกพัดสานอยู่ในลานบ้านอย่างใจเย็น ฟังเสียงเรียกร้องอยากจะมาเข้าชั้นเรียนสอนหนังสือ ในใจก็เริ่มคิดคำนวณแล้ว
นักเรียนหนึ่งคนได้ห้าเหวิน สิบคนได้ห้าสิบเหวิน หนึ่งร้อยคนก็ได้ห้าร้อยเหวิน…
ในห้องโถง พวกต้าหลางสี่พี่น้องกำลังเกาะอยู่หน้าโต๊ะ ต่อรองกับฉินเหยา
เอ้อร์หลางเอ่ย “ท่านแม่ มิสู้เราไปเปิดโรงน้ำชาเล่านิทานในเมืองดีหรือไม่ ให้ท่านพ่อเล่านิทาน พวกเราขายน้ำชา รับรองว่าได้กำไรแน่นอน!”
อีกสามคนที่เหลือก็พยักหน้าอย่างบ้าคลั่ง เห็นได้ชัดว่าเอ้อร์หลางได้เกลี้ยกล่อมสามคนนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่ละคนต่างก็ตาลุกวาวเพราะเรื่องเงินๆ ทองๆ
ฉินเหยาเป่าระเบียบปฏิบัติสิบข้อสำหรับขบวนรถม้าที่เพิ่งเขียนเสร็จในมือ เมื่อได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นมา สบเข้ากับใบหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นของลูกทั้งสี่คน
คิ้วนางขมวดมุ่น “ตำราน่ะไม่เรียนแล้วหรือ วรยุทธ์ไม่ฝึกแล้ว? ชื่อเสียงเกียรติยศก็ไม่สอบชิงแล้วรึ”
เหตุใดสำนักศึกษาถึงยังไม่เปิดเรียนเสียทีนะ
หากยังไม่เปิดเรียนอีก จิตใจของทั้งผู้ใหญ่และเด็กในบ้านนี้คงได้ลอยขึ้นฟ้าไปหมด!
สุดท้ายพี่น้องทั้งสี่คนก็ต้องล้มเลิกความคิดที่จะเปิดโรงน้ำชากลับไปทบทวนตำราอย่างเชื่อฟัง
เพราะอย่างไรเสีย ภารกิจหลักของพวกเขาในตอนนี้คือการเรียนหนังสือ มิใช่การคิดวิธีหาเงิน
ส่วนทางด้านชั้นเรียนสอนหนังสือ หลังจากบทเรียนแรกของหลิวจี้ได้ทิ้งปมนิทานอันน่าสงสัยไว้ วันต่อมาจำนวนนักเรียนในชั้นเรียนก็เพิ่มขึ้นจากยี่สิบคนเป็นห้าสิบคนอย่างรวดเร็ว
หลิวจี้ลูบคลำเงินสองร้อยห้าสิบเหวินในกระเป๋าราวกับสัมผัสได้ถึงตัวเลขแห่งความมั่งคั่ง เตรียมจะเขียนนิทานแนวเหนือจริงอันน่าพิศวงเพิ่มอีกสักสองสามเรื่อง เผยแพร่แนวคิดการสอนที่เน้นความสนุกสนานควบคู่การเรียนรู้เพื่อดึงดูดชาวบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียงทั้งหมดให้เข้ามาอยู่ในชั้นเรียนสอนหนังสือของตน
ในขณะเดียวกัน ในช่วงเวลาที่หลิวจี้อดหลับอดนอนจนผมร่วงเพื่อแต่งนิทานนั้น ฉินเหยาก็ได้นำขบวนขนส่งฝึกซ้อมอย่างเข้มข้นเป็นเวลาห้าวันจนเสร็จสิ้นแล้ว
บัดนี้ทุกอย่างพร้อมสรรพ ทางด้านพ่อค้าไม้ก็ติดต่อไว้เรียบร้อยแล้ว ขบวนรถม้ากำลังจะออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงของมณฑล
เนื่องจากเป็นครั้งแรก คนส่วนใหญ่ในขบวนรถม้าล้วนไม่เคยออกจากอำเภอมาก่อน เที่ยวแรกนี้ฉินเหยาจึงต้องเป็นผู้นำด้วยตนเอง
พอฉินเหยากลับถึงบ้าน ซื่อเหนียงก็วิ่งเข้ามากอดนางไว้แน่น “ท่านแม่ ให้ซื่อเหนียงไปเมืองหลวงของมณฑลเป็นเพื่อนท่านแม่ได้หรือไม่เจ้าคะ”
ฉินเหยาลูบศีรษะของเด็กหญิงตัวน้อยแล้วดึงนางออกจากเอว จูงมือไปยังสวนหลังบ้านเพื่อเก็บเสื้อผ้าที่ตากไว้ “เจ้าจะไปเมืองหลวงของมณฑลทำไม”
ซื่อเหนียงยื่นมือออกไป “ท่านแม่ส่งเสื้อผ้ามาให้ข้า ข้าช่วยท่านแม่ถือได้ ข้าถือได้เยอะมาก!”
ฉินเหยาทำตามใจนาง เลือกเสื้อตัวสั้นส่งให้สองตัว ซื่อเหนียงยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว “ท่านแม่ ข้ามิได้จะทำสิ่งใด เพียงแค่อยากอยู่กับท่านแม่เท่านั้น”
สองแม่ลูกอุ้มเสื้อผ้ากลับไปที่ห้องนอนเด็ก เสื้อผ้าแห้งล้วนเป็นของพี่น้องทั้งสี่คน ช่วงนี้ไม่ต้องไปสำนักศึกษา ท่านพ่อกับท่านแม่ต่างก็ยุ่งอยู่กับเรื่องของตน พวกเขาจึงเรียกอาวั่งให้พาไปวิ่งเล่นทั่วภูเขาและทุ่งหญ้า หากบังเอิญหกล้มเข้า วันหนึ่งอาจเปลี่ยนเสื้อผ้าถึงสองชุด
โชคดีที่ตอนนี้มีอาวั่งช่วยซักผ้า มิฉะนั้นหลิวจี้คงจับเด็กทั้งสี่คนมาตีก้นคนละทีไปแล้ว
ฉินเหยาสอนซื่อเหนียงให้พับผ้า รู้ว่าเด็กหญิงตัวน้อยไม่อยากให้ตนจากไปจึงปลอบนางว่า “แม่ไปเพียงไม่กี่วัน เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว ถึงตอนนั้นจะซื้อของเล่นสนุกๆ มาฝากพวกเจ้า”
ซื่อเหนียงส่ายหน้า นางไม่ต้องการของเล่นสนุกๆ ศีรษะเล็กๆ เอนเข้ามา “ท่านแม่ คืนนี้ข้านอนกับท่านแม่ได้หรือไม่เจ้าคะ”
คนในบ้านต่างแยกกันนอน ก่อนหน้านี้ตอนไปเมืองหลวงของมณฑล เพื่อประหยัดเงินทุกคนจึงนอนห้องเดียวกัน ซื่อเหนียงนอนบนเตียงกับฉินเหยามาโดยตลอด ความรู้สึกนั้นเด็กหญิงตัวน้อยบอกไม่ถูก แต่รู้สึกอุ่นใจและพอใจมาก
น่าเสียดายพอกลับมาถึงบ้านก็ต้องแยกกันนอนอีก
ซื่อเหนียงกางนิ้วน้อยๆ นับอย่างจริงจัง “ท่านแม่ไม่ได้นอนกับข้ามาครึ่งเดือนแล้วนะเจ้าคะ” น้ำเสียงนั้นแฝงความน้อยใจ
ฉินเหยานึกว่าเรื่องใหญ่อะไร ที่แท้ก็เรื่องนี้เองจึงพยักหน้าอย่างยินดี “ย่อมได้แน่นอน”
“จริงหรือเจ้าคะ” ซื่อเหนียงถามย้ำด้วยความประหลาดใจ ดวงตาโตราวผลองุ่นคู่หนึ่งจ้องมองนางเป็นประกายวาววับ
ฉินเหยาใจแทบละลายเมื่อถูกมองเช่นนั้น นางวางเสื้อผ้าที่พับเสร็จในมือลงแล้วอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยขึ้นมาทันที “ไปกันเถอะ อากาศร้อนแล้ว พวกเราไปปูเสื่อเย็นกัน คืนนี้นอนด้วยกันจะได้ไม่ร้อน”
“เจ้าค่ะ!” ซื่อเหนียงรีบกอดคอนางไว้แน่น สองแม่ลูกเดินผ่านลานบ้าน ซื่อเหนียงก็ทำหน้าทะเล้นใส่พี่ชายทั้งสามคนที่กำลังช่วยท่านพ่อคิดแนวคิดสำหรับนิทานใหม่อย่างผู้มีชัย
ต้าหลางยิ้มอย่างอ่อนโยน เอ้อร์หลางเชิดหน้าอย่างไม่แยแส เขาไม่อิจฉาหรอกน่า!
มีเพียงซานหลางที่ทำท่าจะตามไป แต่ถูกหลิวจี้ดึงกลับมาทันทีพลางเอ็ดว่า “เจ้าเป็นเด็กผู้ชายยังจะนอนกับแม่อีก ไม่อายบ้างรึไง”
เขาเองยังไม่กล้าคิดเลย!
กดซานหลางไว้ตรงหน้า ไม่ปล่อยให้แรงบันดาลใจใดๆ หลุดลอยไปแล้วเร่งเร้าว่า “เร็วเข้า เล่าให้พ่อฟังสิว่าสองสามวันก่อนเจ้าฝันถึงอะไร”
ซานหลางเม้มปากไม่ยอมพูด หลิวจี้ก็เร่งเร้า สองพ่อลูกขัดขืนกันไปมาจนกระทั่งอาวั่งจัดสำรับอาหารเสร็จแล้วตะโกนว่า “ทานอาหารเย็นได้แล้วขอรับ!”
สองพ่อลูกจึงหยุดพฤติกรรมแง่งอนนั้นลง ล้างมือแล้วไปนั่งที่โต๊ะ แต่ละคนกินข้าวอย่างหิวโหยราวกับภูตผีอดอยากมาเกิด
ซื่อเหนียงขมวดคิ้วน้อยๆ แอบกระซิบข้างหูฉินเหยาว่า “ท่านแม่ พวกเขาไม่มีมารยาทเลย แต่ข้าไม่เป็นนะเจ้าคะ ข้าจะทานข้าวดีๆ”
เมื่อได้รับสายตาให้กำลังใจจากท่านแม่ เด็กหญิงตัวน้อยก็ยิ้มแก้มปริทันที หยิบตะเกียบขึ้นมาทานคำใหญ่ด้วยตัวเอง
หลังอาหารเย็น ฉินเหยาก็กล่าวว่า “พรุ่งนี้เช้าข้าจะนำขบวนออกเดินทาง การเดินทางไปกลับครั้งนี้ หากราบรื่นก็น่าจะใช้เวลาประมาณสิบวันจึงจะกลับมาถึง”
นางมองไปทางอาวั่งกำชับว่า “อีกสองวันสำนักศึกษาของตระกูลจะเปิดเรียน เจ้าต้องรับผิดชอบรับส่งพวกเขาทั้งสี่คนในตอนเช้าและเย็น การฝึกยามเช้าของต้าหลางให้งดไปก่อน รอถึงวันหยุดค่อยฝึกทบทวน”
“อ้อ ใช่ ยังมีแปลงแตงโมของข้าด้วย เอาปุ๋ยคอกที่สะสมไว้ในโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ไปใส่เสีย รดน้ำน้อยๆ สองครั้งก็พอ”
นี่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่แตงโมจะออกดอกจนถึงสุก ต้องให้ปุ๋ยเพียงพอ ถึงจะเติบโตได้ผลใหญ่
กำชับเสร็จแล้วก็มองไปที่หลิวจี้ “พวกผู้อพยพนอกเมือง ตอนนี้ได้รับเสบียงให้กลับถิ่นฐานจากทางราชสำนักแล้ว คงจะทยอยแยกย้ายกันไป การเข้าออกเมืองก็น่าจะกลับคืนสู่ภาวะปกติในไม่ช้า ก่อนที่เจ้าจะกลับไปที่สำนักศึกษา อย่าลืมยกระดับความรู้พื้นฐานของคนในชั้นเรียนสอนหนังสือให้ข้าด้วย”
ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็ไม่มีอะไรต้องกำชับเป็นพิเศษแล้ว ทางโรงงานนางได้จัดการทุกอย่างไว้เรียบร้อยดีแล้ว แค่ดูแลให้โรงงานผลิตได้อย่างมั่นคงก็พอ