ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 290 นำขบวนออกเดินทาง
ตอนที่ 290 นำขบวนออกเดินทาง
อาวั่งรับคำทุกอย่าง
หลิวจี้และลูกๆ ต่างก็บอกให้ฉินเหยาวางใจ อย่าได้กังวลเรื่องพวกเขา
ฉินเหยาจ้องมองหลิวจี้ซึ่งแววตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นแล้วเอ่ยว่า “ข้าไม่กังวลเรื่องพวกเขา ข้ากังวลเรื่องเจ้าต่างหาก อย่าก่อเรื่องให้ข้า มิเช่นนั้นพอกลับมา มารดาผู้นี้จะจัดการเจ้าให้ตายเสีย!”
คำพูดนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ว่ากันว่าความห่างไกลสร้างความงดงาม ยามนี้เข้าอำเภอไม่ได้ สำนักศึกษาก็มิเปิด หลิวจี้เอาแต่มาป้วนเปี้ยนอยู่ตรงหน้าทุกวัน ความอดทนของฉินเหยาจึงลดต่ำลง
หลิวจี้เผยรอยยิ้มเจื่อนๆ “เมียจ๋า เจ้าคิดมากไปแล้ว ด้วยความสามารถเพียงน้อยนิดของข้า จะไปก่อเรื่องอันใดได้ ข้าก็แค่สอนหนังสือเท่านั้นเอง”
ไม่พูดถึงเรื่องนี้ยังดี พอพูดถึงเรื่องชั้นเรียนสอนหนังสือขึ้นมา ฉินเหยาก็รู้สึกหัวเสียขึ้นมาเล็กน้อย
ชั้นเรียนสอนหนังสือที่เปิดสอนยามเย็น บัดนี้แม้แต่คนจากหมู่บ้านข้างเคียงก็ยังมา ไม่รู้ว่าเข้าใจสิ่งใดผิดไปหรือไม่ ผู้ที่มาล้วนเป็นเด็กหนุ่ม พวกเขาจับกลุ่มกันมาฟังบทเรียน พอเรียนจบก็จับกลุ่มถือคบเพลิงกลับบ้าน
แต่หลิวจี้ยังคิดจะขยายกลุ่มต่อไปอีก ฉินเหยาจึงจำต้องเตือนเขา
“ชั้นเรียนสอนหนังสือของเรานี้ เดิมทีเป็นของโรงงาน ต่อมาเด็กในหมู่บ้านเข้าร่วมก็ช่างเถิด อย่างไรก็เป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน หากจะหยุดสอนก็ยังพออธิบายได้”
“แต่ตอนนี้เพียงเพื่อหาเงินห้าเหวิน เจ้ากลับไปนำเด็กหมู่บ้านอื่นมาด้วย ผู้ไม่รู้เรื่องอาจคิดว่าค่าเล่าเรียนห้าเหวินของเจ้าคือค่าคารวะอาจารย์สำหรับทั้งปี”
เรื่องนี้หากมองว่าเป็นเรื่องเล็กก็เป็นเพียงเรื่องเงินแค่ห้าเหวิน แต่หากมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ ก็เข้าข่ายหลอกลวง
มิจำเป็นต้องให้ฉินเหยากล่าว หลิวจี้รู้ดีแก่ใจว่าตนกำลังทำสิ่งใด เขารีบรับประกันทันที
“เมียจ๋า เจ้าวางใจเถิด รอเจ้ากลับมาเรื่องนี้จะต้องคลี่คลายเรียบร้อยแล้วแน่นอน จริงๆ นะ ข้าสาบานว่าจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้โรงงานของเจ้าเด็ดขาด!”
ฉินเหยาจ้องมองดวงตาที่ ‘จริงใจ’ คู่นั้นของเขาอยู่ถึงครึ่งนาทีเต็ม หลิวจี้ไม่กะพริบตาแม้แต่น้อย กระทั่งบีบน้ำตาออกมาได้ นางจึงค่อยถอนสายตากลับไปและปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป
อาวั่งมีประสบการณ์อย่างยิ่งว่าต้องเตรียมสิ่งใดเมื่อจะออกเดินทางจึงจัดเตรียมห่อผ้าให้ฉินเหยา ภายในบรรจุของที่นางอาจต้องใช้ จากนั้นก็หลบเลี่ยงหลิวจี้เอามายื่นให้ฉินเหยาด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ
ฉินเหยาชี้ไปยังห่อผ้าที่เล็กเท่าถุงหอมในมือของเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อ “นี่จะพอใช้ทำอันใดได้”
อาวั่งเป็นคนพูดน้อย เพียงยื่นของให้นาง บอกว่ามีประโยชน์แล้วก็หันหลังไปให้อาหารม้ายามดึกแล้ว
เหล่าหวงที่บ้านนั้น นับตั้งแต่อาวั่งมา ร่องรอยแผลเป็นและขี้เรื้อนตามตัวก็หายไปจนหมดสิ้น บัดนี้แผงคอได้รับการดูแลจนเป็นมันเงางาม เมื่อจูงออกมาก็เป็นม้าชราพันธุ์ดีตัวหนึ่ง
ครั้งนี้ฉินเหยาไม่ขับรถม้า ตัวรถม้าบรรทุกไม้ไม่ได้นางจึงตั้งใจจะขี่ม้านำขบวน เผื่อว่าต้องส่งข่าวสาร ซื้อของ หรือทำสิ่งใด การมีม้าที่คล่องแคล่วสักตัวย่อมสะดวกกว่า
ฉินเหยาถือห่อผ้าเล็กๆ ที่อาวั่งมอบให้กลับมาที่ห้อง ซื่อเหนียงก็เปลี่ยนมาใส่เอี๊ยมกับกางเกงตัวน้อยที่อาสะใภ้รองช่วยทำให้เรียบร้อยแล้ว กำลังนอนเล่นเชือกผูกผมของตนเองอยู่บนเสื่อเย็น รอให้นางมานอนด้วยกัน
พอเห็นฉินเหยาถือห่อผ้าเล็กๆ เข้ามาก็พลิกตัวลุกขึ้นพรวด คลานมาที่ขอบเตียงแล้วเอ่ยถามอย่างสงสัย “ท่านแม่ นี่คือสิ่งใดเจ้าคะ”
ฉินเหยาส่ายหน้า นางเองก็ไม่รู้ แต่ตอนที่ถือกลับมาได้ยินเสียงขวดกระเบื้องกระทบกัน
ซื่อเหนียงใช้สายตาสอบถาม พวกเราเปิดดูหน่อยได้หรือไม่
ฉินเหยาปฏิเสธ ของที่อาวั่งจงใจหลบเลี่ยงผู้คนมอบให้นาง คงไม่ใช่ของดีอันใด เด็กน้อยอย่าสงสัยใคร่รู้เลยจะดีกว่า
รอจนกระทั่งซื่อเหนียงข้างกายหลับสนิท ฉินเหยาจึงค่อยอาศัยแสงจันทร์เปิดห่อผ้าออกดู
มีขวดกระเบื้องเล็กๆ สองใบ นางลองเขย่าดู ใบหนึ่งบรรจุของเหลว ส่วนอีกใบหนึ่งเป็นผง
บนขวดกระเบื้องติดกระดาษอธิบายไว้ ขวดที่เป็นของเหลวเขียนว่า “สรวลสารครึ่งก้าวสิ้น” ขวดที่เป็นผงเขียนว่า “ปลิดชีพเจ็ดก้าวล้ม”
ฉินเหยาขมวดคิ้วมุ่น เปิดจุกขวดห่างออกไปราวหนึ่งช่วงแขนแล้วใช้มือพัดโบกเพื่อดมกลิ่น…ยาสลบขนานหนึ่ง กับยาถ่ายที่เพิ่มปริมาณยาระบายอีกขนานหนึ่ง จะตั้งชื่อเหลวไหลพรรค์นี้ไปเพื่ออันใดกัน!
แต่ว่า อาวั่งไปได้ของเหล่านี้มาจากที่ใด
ราวกับคาดเดาคำถามของนางได้ ในห่อผ้าขนาดจิ๋วมีกระดาษคำอธิบายแผ่นหนึ่งหล่นลงมาด้วย
‘เรียนฮูหยิน หลายวันนี้ตามนายน้อยและคุณหนูขึ้นเขาไปเที่ยวเล่น บังเอิญพบสมุนไพรหลายต้น ทุกคืนเมื่อมีเวลาว่างจึงนำมาปรุงและบดละเอียด ทำเป็นยาดีสองชนิดนี้ซึ่งจำเป็นสำหรับตอนอยู่บ้านและเดินทางไกล ขอฮูหยินโปรดรับไว้ด้วย’
เขาอยากเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้จริงๆ
ฉินเหยาพับกระดาษคำอธิบายแผ่นนี้แล้วถอนหายใจยาว พลันรู้สึกซับซ้อนขึ้นในใจ
นางก็แค่จะไปขนไม้เท่านั้น ไม่ได้จะไปปล้นชิงใครเสียหน่อย! เหตุใดอาวั่งจึงคิดว่านางจะได้ใช้ของสองสิ่งนี้กันนะ
ฉินเหยานอนเอาแขนหนุนศีรษะ จ้องมองเพดาน จมอยู่ในภวังค์ความคิด
……
เมื่อเสียงท่องหนังสือดังมาจากห้องข้างๆ ฉินเหยาก็ลุกพรวดขึ้นจากเตียงทันที
วันนี้จะนอนตื่นสายไม่ได้ ต้องออกเดินทางแล้ว
ซื่อเหนียงซึ่งไม่รู้ว่านอนกลิ้งไปอยู่มุมเตียงตั้งแต่เมื่อใดตอนกลางดึกลืมตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย นางพลิกตัวกลับมาแล้วเรียกเสียงนุ่มนิ่มว่า “ท่านแม่~”
“แม่ต้องออกเดินทางแล้ว ซื่อเหนียงนอนต่ออีกสักหน่อย รอพวกพี่ชายมาเรียกเจ้านะ” ฉินเหยาแต่งกายเสร็จเรียบร้อยก็เดินมาที่ข้างเตียงแล้วกล่าวเสียงนุ่ม
ซื่อเหนียงพยักหน้าอย่างว่าง่าย คลานเข้ามาหอมแก้มนางทีหนึ่งแล้วจึงล้มตัวกลับลงไปบนเตียง หลับตาลง กลับสู่ห้วงนิทราอันหอมหวานอีกครั้ง
ที่แท้ยังไม่ได้ตื่นจริงๆ ฉินเหยาจิ้มแก้มยุ้ยแดงระเรื่อนั้นอย่างขบขัน ลุกขึ้นหยิบหนังยางดีดและคันธนูติดตัวไปพลางปิดประตูลงเบาๆ
ดาบยังคงสะดุดตาเกินไป จากประสบการณ์การเดินทางครั้งก่อน คันธนูและหนังยางดีดก็เพียงพอสำหรับป้องกันตัวแล้ว
ในครัวมีไอร้อนกรุ่นลอยออกมาแล้ว อาวั่งตื่นเช้ากว่าหลิวจี้ที่ต้องท่องหนังสือเสียอีก
ฉินเหยามาถึงห้องครัว อาวั่งก็ยกหมั่นโถวนึ่งร้อนๆ ส่งให้นาง ทั้งสองสบตากัน ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำพูดทว่าราวกับได้สนทนากันไปหลายรอบแล้ว
สุดท้าย สายตาของอาวั่งก็จับจ้องไปที่ห่อผ้าขนาดจิ๋วซึ่งฉินเหยาแขวนไว้ที่เอว บนใบหน้าที่เรียบง่ายปราศจากสีสันพลันปรากฏแววปลาบปลื้มขึ้นเล็กน้อย ทว่าเพียงชั่วพริบตาก็หายไป เขายกโจ๊กข้าวฟ่างที่ต้มเสร็จแล้วกับหมั่นโถวแป้งขาวหนึ่งลูกไปเคาะประตูห้องของหลิวจี้เบาๆ นำมื้อเช้าไปส่งให้เขา
หลิวจี้ได้ยินความเคลื่อนไหวในลานบ้านจึงเดินออกมาจากห้อง ซดโจ๊กไปพลางแสร้งทำเป็นเอ่ยถามไปพลาง “เมียจ๋า จะไปเช้าปานนี้เชียวหรือ รอข้ากินเสร็จแล้วไปส่งเจ้าดีหรือไม่”
ฉินเหยาแค่นเสียงเย็นชาคราหนึ่ง กินของในมือตนเองอย่างรวดเร็ว คร้านที่จะสนใจท่าทีเสแสร้งของเขา
มาถึงหน้าห้องเด็กพลางบอกเด็กชายทั้งสามข้างในว่าตนเองกำลังจะออกเดินทางแล้ว เสร็จแล้วก็หยิบเสื้อกันฝนฟางและหมวกงอบที่แขวนบนผนังเดินมาที่โรงเรือนเลี้ยงสัตว์ จูงม้าออกมา วางสัมภาระเรียบร้อยก็ควบม้าไปยังปากทางเข้าหมู่บ้าน
ทุกคนเตรียมพร้อมแล้ว รอเพียงนางเท่านั้น
เมื่อเห็นม้าวิ่งเข้ามา หลิวไป่ก็โบกมือให้นางเหอที่ยืนกรานจะตามมาตั้งแต่เช้าตรู่ ส่งสายตาให้รองหัวหน้าหลิวเฝย ทุกคนก็ออกเดินทางกันทันที
รถม้าสิบคันตามหลังฉินเหยาไป เมื่อถึงหมู่บ้านเซี่ยเหอก็มีรถม้าเข้าร่วมอีกสามคัน หลังจากนั้น ตลอดเส้นทางจากหมู่บ้านเซี่ยเหอจนถึงอำเภอไคหยางก็มีรถม้ามาเข้าร่วมอีกเจ็ดคัน รวมทั้งสิ้นยี่สิบคัน คนยี่สิบเอ็ดคน ขับรถเปล่ามุ่งหน้าสู่เมืองหลวงของมณฑลอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกร
รถเปล่าเคลื่อนที่ได้เร็วมาก ประกอบกับอากาศดีมาก ถนนหนทางก็เดินทางสะดวก วันหนึ่งสามารถเดินทางได้แปดสิบลี้ ขบวนรถม้าจึงเดินทางมาถึงเมืองหลวงของมณฑลในวันที่สี่
ตลอดเส้นทางนี้ ผู้อพยพได้รับเสบียงกลับถิ่นฐานที่ราชสำนักแจกจ่ายให้จึงเดินทางจากไปกว่าครึ่งแล้ว ภัยแฝงเร้นที่ต้องเผชิญในยามเดินทางกลับจึงลดน้อยลงไปมากโดยปริยาย
สถานีพักม้าในป่าไผ่เมื่อครั้งก่อน บัดนี้ได้เปลี่ยนเจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าคนใหม่แล้ว เป็นชายวัยกลางคนร่างสูงใหญ่ นามว่าเกาเฉิง