ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 291 ความปลอดภัยบนท้องถนนต้องมาก่อน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 291 ความปลอดภัยบนท้องถนนต้องมาก่อน
ตอนที่ 291 ความปลอดภัยบนท้องถนนต้องมาก่อน
เจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าเกาบอกว่าเขาปลดประจำการมาจากกองทัพ ขากะเผลกอยู่บ้าง นายทหารที่เป็นคนบ้านเดียวกันเห็นเขาน่าสงสารจึงจัดหน้าที่นี้ให้
ตอนที่ฉินเหยาและคนอื่นๆ พักค้างแรมใกล้กับสถานีพักม้า เจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าคนใหม่ยังให้พวกเขายืมใช้ครัว เป็นคนที่มีน้ำใจอย่างยิ่ง
ก่อนออกจากสถานีพักม้าในป่าไผ่ ฉินเหยาได้ทำการตกลงเล็กๆ น้อยๆ กับเจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าคนใหม่ผู้นี้
วันหน้าขบวนรถม้ายังต้องสัญจรผ่านเส้นทางนี้ นางจึงหวังว่าสมาชิกขบวนรถม้าจะมีจุดพักที่ปลอดภัย
ดังนั้นจึงบรรลุข้อตกลงปากเปล่ากับเจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าคนใหม่ หลังจากนี้ทุกครั้งที่ขบวนรถม้ามาถึงสถานีพักม้า หากไม่มีขุนนางพำนักอยู่ภายในก็สามารถให้คนของขบวนรถม้าพักที่นี่หนึ่งคืน หรือยืมครัว ต้มน้ำร้อนและอำนวยความสะดวกอื่นๆ ได้
ฉินเหยายินดีจ่ายค่าธรรมเนียมเดือนละหนึ่งร้อยเหวิน มอบให้เจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าเป็นการส่วนตัว
เบี้ยหวัดรายเดือนของเจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าในแต่ละเดือนจริงๆ แล้วไม่สูงนัก เพียงแค่สองสามเฉียน บวกกับสวัสดิการบางอย่างที่ทางการท้องถิ่นมอบให้และอำนาจเล็กๆ น้อยๆ ที่เขามีอยู่
ดังนั้นเรื่องที่ขบวนรถม้าต้องการความสะดวก หากไม่กระทบต่อการดำเนินงานยามปกติของสถานีพักม้า เจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าส่วนใหญ่ก็ยินดีช่วยเหลือ
ล้วนเป็นคนที่ต้องเลี้ยงดูครอบครัวทั้งนั้น ใครจะรังเกียจว่ามีเงินในมือมากเกินไปเล่า?
อีกทั้งยังเป็นข้อตกลงปากเปล่า ไม่มีใครเสียเปรียบ เจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าจึงยินดีตอบตกลง
เมื่อมีกรณีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จนี้แล้ว ต่อมาฉินเหยาจึงได้เจรจาจุดพักเช่นนี้อีกสองแห่ง แต่กลับไม่ได้คุยง่ายเหมือนเกาเฉิง พวกเขาล้วนเป็นพวกเจนโลก ไม่เห็นค่าเงินเพียงหนึ่งร้อยเหวินเล็กๆ นี้ แต่ต้องการราคาสองร้อยเหวินต่อเดือน ทั้งยังไม่อนุญาตให้เข้าพักในห้องว่าง เพียงยินยอมให้ยืมพื้นที่ว่างสำหรับจอดรถเท่านั้น
แต่เพียงเท่านี้ก็นับว่าดีมากแล้ว มีสถานีพักม้าของทางการคุ้มครอง ตลอดเส้นทางสามารถลดปัญหาไปได้ไม่น้อย
ยุคโบราณนี้เทียบกับยุคปัจจุบันไม่ได้ บนเส้นทางไม่มีจุดบริการที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน หมู่บ้านและเมืองก็อยู่ห่างไกลกัน บางครั้งเดินทางทั้งวัน ตลอดทางก็หาสถานที่ขอน้ำสักแห่งไม่ได้
เมื่อมีสถานีพักม้า อย่างน้อยคนในขบวนรถม้าก็มีสถานที่พักผ่อนได้อย่างสบายใจ
หลิวไป่เห็นฉินเหยาไม่ได้เขียนสัญญาอันใดก็มอบเงินครึ่งตำลึงออกไปแล้ว ทั้งยังกำชับเขาซึ่งเป็นหัวหน้าว่าครั้งหน้าให้ทำเช่นนี้ ในใจพลันรู้สึกเจ็บปวดเหมือนเนื้อถูกเฉือน
“อันที่จริงไม่จำเป็นต้องหาโรงเตี๊ยมหรอก ในขบวนรถม้าล้วนเป็นชายร่างใหญ่ทั้งนั้น ทนๆ เอาก็พอแล้ว”
คืนแรกที่ถึงเมืองหลวงของมณฑล หลิวไป่ไม่ได้สนใจไปชมดูความเจริญรุ่งเรืองคึกคักของเมืองหลวงของมณฑลแห่งนี้ รีบร้อนวิ่งมาหาฉินเหยาเพื่อพูดเรื่องเงินครึ่งตำลึงนี้
ก่อนหน้านี้เหล่าสารถีอยู่ด้วยกัน เขาจึงพูดไม่สะดวก ตอนนี้เหลือเพียงคนกันเองจึงฉุดหลิวเฝยที่คิดจะออกไปข้างนอกมาหาฉินเหยา
ฉินเหยาเพิ่งตอบรับคำเชิญร่วมมื้ออาหารของเจี่ยงเหวิน กำลังยุ่งกับการเตรียมออกไปข้างนอกจึงเรียกสองพี่น้องให้ตามมาด้วยกัน นางเดินไปพลางเอ่ยถามไปพลางว่า
“กฎของขบวนรถม้าข้อแรกคืออะไร”
หลิวไป่ชะงักไปครู่หนึ่ง ข้อเท็จจริงพิสูจน์แล้วว่าเขาเรียนหนังสือไม่เก่งจริงๆ ตอนฝึกอบรมยังพอท่องจำได้บ้าง นี่ไม่ได้ทบทวนแค่สี่วัน ความทรงจำก็เลือนรางไปบ้างแล้ว
ยังเป็นหลิวเฝยเจ้าหนุ่มนี่ที่อายุน้อย สมองฉับไวยิ่งกว่า เขาตอบว่า “กฎของขบวนรถม้าข้อที่หนึ่ง ความปลอดภัยบนท้องถนนต้องมาก่อน มิฉะนั้นญาติมิตรจะต้องเสียใจภายหลัง!”
ฉินเหยามองหลิวไป่ “ความปลอดภัยต้องมาก่อน ทุกคนล้วนมีครอบครัว ตามพวกเราออกมา หากไม่สามารถกลับไปได้ในสภาพสมบูรณ์ ข้าจะอธิบายกับครอบครัวของพวกเขาได้อย่างไร”
และก็เพราะที่แคว้นเซิ่งนี้ยังไม่มีธุรกิจประกันภัย มิฉะนั้นนางคงทำประกันอุบัติเหตุให้ทุกคนทุกปีไปแล้ว
หลิวไป่พอจะเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว เขาลูบท้ายทอยอย่างหงุดหงิดแล้วกล่าวอย่างอับอายเล็กน้อยว่า “ล้วนเป็นความผิดของเจ้ารอง วันๆ เอาแต่คิดบัญชีต่อหน้าข้า ในหัวข้าจึงคิดแต่เรื่องว่าจะประหยัดเงินได้อย่างไร”
หลิวเฝยมองพี่ใหญ่อย่างขบขัน รีบก้าวตามฝีเท้าของฉินเหยาไป มองโคมไฟหลากสีสันเบื้องหน้าแล้วถามด้วยความสงสัยว่า “พี่สะใภ้สาม ท่านจะพาพวกเราไปที่ใดหรือ”
“ไปพบลูกค้ารายใหญ่ของเราก็คือเจี่ยงเหวินที่ร่วมมือกับเราเรื่องหีบหนังสือ เขาเป็นรองผู้ดูแลของห้างการค้าฟู่หลง วันนี้เขาจะเลี้ยงอาหาร ข้าเลยจะพาพวกเจ้าไปพบสักหน่อย ต่อไปเรื่องติดต่อกับทางห้างการค้าฟู่หลงก็มอบให้เจ้าและพี่ใหญ่จัดการ ครั้งหน้าข้าจะไม่มาแล้ว”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ฉินเหยาก็นึกถึงซุ่นจื่อขึ้นมาในทันที จริงๆ ควรจะพาเขามาด้วย หลิวไป่และหลิวเฝยนั้นเข้ากับหนุ่มๆ ในหมู่บ้านได้ดีก็จริง แต่พออยู่ในสถานการณ์ที่เป็นทางการทีไรปากของทั้งสองก็เหมือนถูกเย็บติดเอาไว้ด้วยกัน
ในจุดนี้ หลิวจี้จะแข็งแกร่งเป็นพิเศษ…เจอผีก็พูดภาษาผีได้!
พอได้ยินว่าจะไปพบลูกค้ารายใหญ่ สองพี่น้องก็ลนลานขึ้นพร้อมกัน
แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยไปตัวอำเภอ ติดต่อกับผู้คนมาไม่น้อย แต่พ่อค้าแม่ค้าเล็กๆ เหล่านั้นกับห้างการค้าฟู่หลงอันโด่งดังจะเทียบกันได้อย่างไร
“ให้เจ้าสี่ไปกับเจ้าเถอะ ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังต้องกลับไปให้อาหารม้าอีก!” หลิวไป่กล่าวอย่างประหม่า
ฉินเหยาส่งสัญญาณให้หลิวเฝยจับตัวเขาไว้ “ข้าบอกให้เสี่ยวเอ้อร์ป้อนอาหารม้าแล้ว ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องนี้”
เมื่อเห็นความกังวลของทั้งสอง ฉินเหยาจึงกล่าวปลอบ “อย่าตื่นตระหนกไป แม้ห้างการค้าฟู่หลงจะมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่วันหน้าชื่อเสียงของหมู่บ้านตระกูลหลิวของเราก็จะไม่ด้อยไปกว่ากัน ล้วนเป็นสามัญชนเช่นกัน อย่ามองสถานะของตนเองต่ำเกินไป”
“พวกเราทำการค้าร่วมกัน เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ว่าเขามาบริจาคทานให้พวกเรา ความเสมอภาคนั้นสำคัญมาก ไม่ใช่แค่กับพวกเรา สำหรับทางห้างการค้าเองก็เช่นกัน ไม่มีใครอยากให้คู่ค้าของตนแสดงท่าทีไม่มั่นใจหรอกนะ”
ฉินเหยาสั่งสอนพี่ใหญ่ไม่สะดวกเท่าไหร่จึงดึงหลิวเฝยมาตรงหน้า ทำเอาหนุ่มน้อยตกใจจนกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ “พี่สะใภ้สาม ท่านบอกมาว่าต้องดื่มเท่าใด ข้ายอมพลีชีพ!”
ฉินเหยาตบแขนเขาอย่างขบขัน “พูดอะไรกัน ใครให้เจ้าดื่มสุรา เจ้าอายุเท่าใดกัน ครบสิบแปดแล้วหรือยัง”
หลิวเฝยส่ายหน้า “สิบหก…กะ ก็ไม่น้อยแล้ว”
“วางใจเถิด ไม่ต้องให้เจ้าดื่มสุรา มีข้าอยู่ ไม่มีใครกล้าบังคับเจ้าดื่มสุราหรอก พวกเราไม่อยากดื่มก็ไม่ต้องดื่ม” ฉินเหยากล่าวพร้อมรอยยิ้มอย่างมั่นใจ
หัวใจที่แขวนอยู่ของสองพี่น้องพลันสงบลง
ก่อนเข้าหอเติงอวิ๋น ฉินเหยาส่งสัญญาณให้ทั้งสองแสดงความองอาจออกมา ยืดอกขึ้น อย่าทำท่าหงอ
ทั้งสองทำตาม แต่เมื่อมองแขกเหรื่อรอบข้างที่แต่งกายหรูหรา พูดคุยหัวเราะกันอย่างสบายอารมณ์ แววตาก็ยังคงดูหลุกหลิกอยู่บ้าง
ค่อยเป็นค่อยไปเถอะ ครั้งแรกใครบ้างที่ไม่เป็นเช่นนี้?
ต่อไปเมื่อได้เห็นมากขึ้น รู้ว่าสิ่งสวยงามเหล่านี้เป็นอย่างไร เข้าใจแล้วก็จะมั่นใจขึ้นเองตามธรรมชาติ
คืนนี้เป็นการนัดส่วนตัวของทั้งสองฝ่าย เจี่ยงเหวินไม่ได้เชิญผู้อื่นมา เพียงเรียกพ่อค้าไม้อย่างเถ้าแก่ฟางที่ทั้งสองคุ้นเคยกันมาเท่านั้น พอดีว่าพรุ่งนี้ขบวนรถม้าจะต้องไปรับไม้ที่คลังสินค้า หลิวไป่และหลิวเฝยจึงสามารถปรึกษาหารือกับเถ้าแก่ฟางล่วงหน้าได้
นิสัยของคนอย่างฉินเหยานั้น เจี่ยงเหวินเคยประจักษ์มาแล้ว เมื่อเห็นนางมาจึงถามว่าจะดื่มสักสองจอกหรือไม่ เมื่อฉินเหยาบอกไม่ดื่มก็เปลี่ยนเป็นเครื่องดื่มเย็นมาให้
การเริ่มต้นเป็นไปอย่างราบรื่น ระหว่างนั้นเจี่ยงเหวินได้สอบถามความคืบหน้าในการผลิต เมื่อทราบว่าปริมาณการส่งมอบในเดือนเจ็ดสามารถส่งได้ตามกำหนดก็วางใจลง
แต่ก่อนหน้านี้ฉินเหยาคำนวณดูแล้ว ทุกครั้งขบวนรถม้าล้วนขนไม้กลับไปแต่เดินทางมาด้วยรถเปล่า กำลังการขนส่งค่อนข้างสูญเปล่า พอดีกับที่เจี่ยงเหวินถามถึงเรื่องการส่งมอบ นางจึงมีความคิดหนึ่งอยากจะคุยกับเขาเช่นกัน
“รองผู้ดูแล พวกท่านมีคลังสินค้าว่างที่ท่าเรือหรือไม่”
ฉินเหยาเพิ่งถามเช่นนี้ เจี่ยงเหวินก็เข้าใจเจตนาของนางทันที เขาลองหยั่งเชิงถามว่า “ฉินเหนียงจื่อคิดจะนำหีบหนังสือที่ทำเสร็จแล้วไปเก็บไว้ที่คลังสินค้าก่อนหรือ”