ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 300 พึ่งพาตนเอง
หลิวจี้คิดในใจ หากข้าสารภาพตามตรง คงต้องตายไร้ที่ฝังเป็นแน่
ทว่าครั้งนี้เขาไม่ได้สร้างปัญหาใดๆ ให้นางจริงๆ!
หลิวจี้ทำหน้าไร้เดียงสา กุมอกถามอย่างเจ็บปวด “เมียจ๋า ข้าไม่ควรค่าให้เจ้าไว้วางใจถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
ฉินเหยาเห็นแววตาเขาไม่มีความร้อนตัวจึงถามอย่างไม่อยากเชื่อ “ไม่มีจริงๆ หรือ”
หลิวจี้ตอบอย่างหนักแน่น “ไม่มีจริงๆ!”
เห็นนางไม่เชื่อ เขาก็ยกมือขึ้นทำท่าจะสาบาน แต่เพราะผู้ใหญ่บ้านยังอยู่ข้างๆ ฉินเหยาจึงรีบดึงมือที่เขายกขึ้นกลับมา
ระหว่างพูดคุย ทั้งสามคนก็มาถึงหน้าประตูที่ว่าการอำเภอ เจ้าหน้าที่ของทางการที่เฝ้าอยู่หน้าประตูพอเห็นหลิวจี้ก็ยิ้มพยักหน้าให้เขา เห็นชัดว่าคุ้นเคยกันจึงเป็นเช่นนี้
ก่อนหน้านี้หลิวจี้เคยมาทำความคุ้นเคยกับคนเหล่านี้แล้ว แต่ตอนนั้นเขาเป็นเพียงชาวบ้านไร้ฐานะ พวกนั้นไม่แม้แต่จะชายตามองเขาเลย
แต่ตอนนี้ต่างออกไปแล้ว เขาก็เป็นถงเซิงคนหนึ่ง แม้ที่มาจะไม่ค่อยถูกต้องนัก แต่ก็เป็นบัณฑิตที่แท้จริง!
คนเหล่านี้ในที่ว่าการอำเภอจึงเพิ่งจะมองเขาอย่างให้เกียรติ กระทั่งพูดคุยด้วยอย่างเกรงใจสองสามประโยค
แน่นอนว่า ในเรื่องนี้ฐานะสามีของฉินเหนียงจื่อก็อำนวยความสะดวกให้เขาอย่างมาก หลิวจี้ยังเก่งกาจในการใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ เป็นพวกได้คืบจะเอาศอก เจ้าหน้าที่ของทางการในจวนที่ว่าการอำเภอเหล่านี้จึงไม่มีใครไม่รู้จักเขา
เงินในมือล้วนใช้ดียิ่งกว่าสิ่งใดทั้งสิ้น เงินที่หลิวจี้หามาจากชั้นเรียนสอนหนังสือ ใช้ไปเพียงเล็กน้อยก็สามารถอำนวยความสะดวกให้ฉินเหยาได้ทันที
หลิวจี้นำฉินเหยาและผู้ใหญ่บ้านเข้าที่ว่าการอำเภออย่างภาคภูมิใจ คุ้นเคยราวกับเป็นบ้านของตัวเอง รู้แจ้งว่าต้องไปทำเรื่องอะไรที่ไหนบ้าง
อาศัยจังหวะที่ผู้ใหญ่บ้านคุยอยู่ด้านหน้าไม่มีใครสังเกต หลิวจี้ก็กระซิบข้างหูฉินเหยาเบาๆ ว่า “เมียจ๋า ข้าเจอช่องทางหาเงินแล้ว”
ฉินเหยารู้สึกว่าวันนี้เขาแปลกประหลาดมาก คนที่เอาแต่กินกับนอนอย่างขี้เกียจ ช่องทางหาเงินที่หาเจอจะเป็นช่องทางที่ถูกต้องได้อย่างไร
แต่ครั้งนี้นางดูถูกเขาเกินไปจริงๆ หลิวจี้ชี้ไปยังห้องทำงานเล็กๆ ทีละห้องตรงหน้า บอกฉินเหยาว่าเขาคิดจะเป็นนายหน้าของที่ว่าการอำเภอ คอยนำทางให้คนที่ต้องการมาทำธุระยังที่ว่าการอำเภอ แต่ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร ไม่รู้ว่าต้องไปที่ไหนโดยเฉพาะเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่พวกเขา
ส่วนเขาน่ะหรือก็ไม่ต้องการอะไรมาก ขอเก็บแค่ค่าเดินเป็นเพื่อนไม่กี่สิบเหวินเท่านั้น
ฉินเหยาเลิกคิ้ว มองท่าทางลิงโลดภาคภูมิใจของเขาแล้วถามหยั่งเชิงดู “จะไหวหรือ”
หลิวจี้ตบอก “ไหวแน่นอน!” ถุงเงินในอกเสื้อยังตุงอยู่เลย!
พอเห็นฉินเหยาเผยสีหน้าประหลาดใจ หลิวจี้กำลังคิดจะทำตัวน่ารักก็เห็นมุมปากนางยกขึ้นเล็กน้อย นางยิ้มออกมาแล้วตบแขนเขาพูดว่า
“ดีมาก รู้จักพึ่งพาตนเองแล้ว เช่นนั้นค่าใช้จ่ายรายเดือนต่อจากนี้ข้าก็ไม่ให้เจ้าแล้ว หลิวจี้ ข้าคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าตอนนี้เจ้าสามารถหาเงินเลี้ยงตัวเองได้แล้ว เก่งมาก ดีจริงๆ!”
นางเคยชมเขาเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน
ท่ามกลางเสียงชมว่าเก่งมาก ดีจริงๆ เหล่านี้ หลิวจี้ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้จริงๆ รีบกล่าว “ไม่หรอก ไม่หรอก ยังคงเป็นเมียจ๋าที่คอยเคี่ยวเข็ญอย่างดี…”
พูดจบก็เงยหน้าขึ้นมอง ตรงหน้าไหนเลยจะยังมีคนอยู่อีก? ฉินเหยาเข้าไปในห้องลงทะเบียนกับผู้ใหญ่บ้านเพื่อดำเนินการขั้นตอนสุดท้ายให้เสร็จสิ้นนานแล้ว
รอยยิ้มบนใบหน้าหลิวจี้จึงค่อยๆ เลือนหายไป เขาเกาหัว รู้สึกแปลกๆ อย่างไรชอบกล….เดี๋ยวก่อน! เงินรายเดือนของเขา!
มองไปอีกทีก็เห็นฉินเหยาที่ทำธุระเสร็จแล้วกำลังเดินพูดคุยหัวเราะกับผู้ใหญ่บ้านออกมา หลิวจี้รีบเดินเข้าไปหาและอธิบายต่างๆ นานา
“เมียจ๋า เจ้าก็รู้ว่าทุกอย่างช่วงเริ่มต้นนั้นยาก ข้าคิดแผนนี้ออกแล้ว แต่ยังไม่ทันได้ลงมือทำเลย เจ้าดูสิเรื่องค่าใช้จ่ายนี่พวกเรามาลองคุยกันอีกทีได้หรือไม่” หลิวจี้กระซิบข้างหูนางเบาๆ
สายตาอยากรู้อยากเห็นของผู้ใหญ่บ้านกวาดมองมาบ่อยครั้ง หลิวจี้เองก็เป็นคนรักหน้าตาจึงไม่กล้าพูดเสียงดัง
ฉินเหยาทำเป็นไม่ได้ยิน สอบถามผู้ใหญ่บ้านว่าตอนนี้ขั้นตอนการลงทะเบียนโรงงานเครื่องเขียนเสร็จสิ้นหมดแล้วหรือไม่
เมื่อได้รับคำตอบยืนยันจากผู้ใหญ่บ้าน นางก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
คราวนี้นางก็วางใจแล้ว ต่อไปขอเพียงชำระภาษีและค่าธรรมเนียมที่ต้องชำระตามกำหนดเวลา โรงงานเครื่องเขียนก็จะเปิดต่อไปได้ยาวนาน
ผู้ใหญ่บ้านยิ้มอย่างยินดี “รอถนนซ่อมเสร็จ หมู่บ้านตระกูลหลิวของเราต้องเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน”
ฉินเหยาเองก็ยิ้มพลางพยักหน้า เงยหน้ามองดูเวลาก็ถึงเวลาอาหารกลางวันแล้ว พอดีเดินผ่านโรงเตี๊ยมของเถ้าแก่ฟ่าน ฉินเหยาจึงเชิญผู้ใหญ่บ้านเข้าไปกินอาหารด้วยกัน
ผู้ใหญ่บ้านตอบรับอย่างมีความสุข ทั้งสองคนยิ้มแย้มเดินเข้าโรงเตี๊ยมไป เหลือเพียงหลิวจี้ที่ยืนอยู่หน้าประตู ทำท่าอ้าปากอยากจะพูดแล้วก็หุบปาก หุบปากแล้วก็อ้าปากอีก “เมียจ๋า…ค่าใช้จ่ายของข้า…”
เสียงนั้นเบามาก ถูกเสียงจอแจในโถงใหญ่ของโรงเตี๊ยมกลบไปในทันที
ช่างเถอะ! ขอกินข้าวมื้อเที่ยงแบบไม่ต้องจ่ายเงินก่อนแล้วค่อยว่ากัน!
หลิวจี้กระทืบเท้า ก้าวฉับๆ เข้าไปในโรงเตี๊ยม เขาจะตามเมียจ๋าไปกินของดีๆ ด้วย!
คราวนี้ฉินเหยาไม่ได้ไล่เขา เพียงแต่ถามอย่างสงสัยว่า “สำนักศึกษาของพวกเจ้าไม่ต้องเข้าเรียนแล้วรึ”
หลิวจี้เอ่ยว่า “ท่านอาจารย์ป่วยหนัก ลาป่วยเลยให้นักเรียนศึกษาด้วยตนเอง”
“อ้อ” ฉินเหยาก็ขี้เกียจจะถามต่อ นางพูดคุยกับผู้ใหญ่บ้านถึงอนาคตอันสดใสของหมู่บ้านตระกูลหลิวอย่างมีความสุข ‘มองไม่เห็น’ คำใบ้ของหลิวจี้ที่ขอค่าใช้จ่ายรายเดือนเลยแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตาม พอทานอาหารเสร็จ เตรียมจะออกจากเมือง นางก็ยังให้เงินเขาสองร้อยเหวินพร้อมกับยิ้มเย็นกำชับว่า
“เจ้าหาเงินได้ข้ายินดีแทนเจ้า แต่อย่าลืมว่าเป้าหมายหลักของเราคืออะไรนะ”
หลิวจี้รับเงินมาพลางยิ้มแหะๆ “รู้แล้วๆ การสอบได้ตำแหน่งสำคัญที่สุด เรื่องหาเงินอะไรนั่นเป็นเรื่องรอง ข้าไม่ต้องเสียเวลามาหาเงิน ขอเพียงทำให้เมียจ๋าได้เป็นฮูหยินซิ่วไฉก็พอแล้ว”
ฉินเหยายิ้มให้อย่างอ่อนโยนด้วยความพอใจ “สู้ๆ เล่า วันหยุดคราวหน้าเจ้าไม่ต้องกลับมา รอถึงกลางเดือนเจ็ดค่อยกลับมาเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงด้วยกัน”
พอได้ยินประโยคครึ่งแรก ในใจของหลิวจี้ยังรู้สึกประหลาดใจระคนยินดี
แต่พอได้ยินประโยคครึ่งหลัง นึกถึงความทรมานจากการตากแดดจนตัวแดงคันไปทั้งตัวตอนเก็บเกี่ยวเมื่อปีที่แล้ว เหงื่อเม็ดโตก็ไหลลงมาจากหน้าผากของหลิวจี้
ไม่เปิดโอกาสให้เขาปฏิเสธก็ถึงประตูเมืองแล้ว ฉินเหยาโบกมือให้เขาไม่ต้องมาส่ง ยิ้มพลางออกจากเมืองไปพร้อมกับผู้ใหญ่บ้าน
หลิวจี้มองตามอย่างอาลัยอาวรณ์ผ่านช่องประตูเมือง
บนรถม้า อาวั่งถามเสียงเบา “ฮูหยิน ไม่พานายท่านกลับบ้านไปด้วยหรือขอรับ”
ฉินเหยาพยักหน้าและกำชับว่า “วันหยุดคราวหน้าไม่ต้องมารับเขา ข้าให้เขาอยู่ที่สำนักศึกษาทบทวนตำราให้ดี รอถึงตอนเก็บเกี่ยวค่อยกลับมา”
อาวั่งพยักหน้ารับแสดงออกว่าเข้าใจแล้ว
ผู้ใหญ่บ้านนั่งอยู่ในตัวรถม้า เปิดม่านรถรับลมเย็นๆ ที่พัดมาจากข้างทาง นึกถึงท่าทีของหลิวจี้ที่จวนที่ว่าการอำเภอเมื่อครู่ ในใจผู้เฒ่าก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
“เหยาเหนียงเอ๋ย เพราะมีเจ้าจริงๆ ดูหลิวจี้บ้านเจ้าสิ ตอนนี้นอกจากจะทำงานพึ่งพาตนเองได้แล้ว ยังขยันอ่านหนังสืออีกด้วย วันหยุดก็ไม่กลับบ้าน ยังทบทวนบทเรียนอยู่ที่สำนักศึกษา ข้าว่าซิ่วไฉของหมู่บ้านเรา อีกไม่นานคงได้เพิ่มมาอีกคนแล้ว”
ฉินเหยายิ้มๆ “เช่นนั้นก็ขอให้เป็นไปตามคำอวยพรของท่านเถอะ” นางก็หวังว่าปีหน้าหลิวจี้จะผ่านการสอบได้อย่างราบรื่น
“จริงสิ” เมื่อเห็นไร่ผืนใหญ่ข้างทาง ฉินเหยาก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้จึงถามอย่างสงสัย “ผู้ใหญ่บ้าน ท่านรู้หรือไม่ว่าที่ดินแถวนี้ตรงไหนดีที่สุด”
ผู้ใหญ่บ้านตกใจ “เหตุใดจู่ๆ ถึงถามเรื่องนี้ หรือว่าเจ้าคิดจะซื้อที่ดินอีกแล้ว”
ฉินเหยาพยักหน้า “เจ้าค่ะ พอดีช่วงนี้พอมีเงินเหลืออยู่บ้าง อยากจะซื้อที่ดินเพิ่มอีกสักหลายสิบหมู่ ถึงแม้จะปลูกเองไม่หมด ให้คนอื่นเช่าปลูก ส่วนข้าเก็บค่าเช่าไปเรื่อยๆ ก็ดีเหมือนกัน”
………………..