ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 301 เชิญท่านกินแตง
ตอนที่ 301 เชิญท่านกินแตง
………………..
ผู้ใหญ่บ้านฟังจากน้ำเสียงก็รู้ว่าก่อนหน้านี้นางหาเงินได้ก้อนใหญ่จากการขายข้าวสาร รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ทั้งยังยินดีอยู่บ้าง
รู้ว่าที่ดินธรรมดาๆ ฉินเหยาคงไม่สนใจ ผู้ใหญ่บ้านจึงไม่แนะนำที่ดินริมทางเหล่านี้แล้ว
พอเข้าเขตเมืองจินสือ ผู้ใหญ่บ้านก็รีบชี้ไปยังพื้นที่ผืนใหญ่ตรงเชิงเขาด้านทิศตะวันออกทันที “เหยาเหนียง เจ้าดูตรงนั้น อยู่ติดกับพื้นที่ของจวนตระกูลติง มีอยู่กว่าร้อยกว่าหมู่ ยังมีกระท่อมเล็กๆ สองหลัง วันธรรมดาสามารถเก็บเครื่องมือการเกษตรอะไรพวกนั้นได้ ทั้งยังให้คนอยู่เฝ้าได้ด้วย”
ฉินเหยาเงยหน้ามองคร่าวๆ แวบหนึ่ง ที่เห็นคือดินสีเทาดำ มองปราดเดียวก็รู้ว่าอุดมสมบูรณ์จึงรีบให้อาวั่งขับรถม้าเข้าไปดูใกล้ๆ
การเดินทางที่นี่ก็สะดวกมาก มีทางเล็กๆ ที่รถม้าหนึ่งคันผ่านได้ทอดตรงไปยังหน้ากระท่อม
กระท่อมสองหลังนี้ไม่ใหญ่ แต่ใช้เก็บเครื่องมือการเกษตรในชีวิตประจำวัน หรือจะให้คนอยู่สักคนสองคนก็เพียงพอแล้ว
ด้านหลังกระท่อม คือที่ดินร้อยหมู่ที่ผู้ใหญ่บ้านพูดถึง
ที่ดินลาดชันต่ำยี่สิบหมู่ ที่นาเจ็ดสิบหมู่ ในไร่ปลูกข้าวฟ่างเต็มไปหมด ในนาล้วนเป็นข้าวเปลือก ที่ดินอุดมสมบูรณ์สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ข้างทางเล็กๆ ยังมีคูส่งน้ำกว้างครึ่งเมตร การชักน้ำก็สะดวกมาก
รู้ว่าผู้ใหญ่บ้านคงไม่บอกนางเรื่องไร่เล็กๆ ผืนนี้โดยไม่มีเหตุผล ฉินเหยาจึงลองถามดู “เจ้าของที่ดินผืนนี้ต้องการจะขายหรือเจ้าคะ”
ผู้ใหญ่บ้านยิ้มสื่อนัยว่า ‘เจ้าทายถูกแล้ว’ อธิบายว่า “ที่ดินผืนนี้เป็นของซิ่วไฉท่านหนึ่งของตระกูลติง ได้ยินว่าปีนี้สอบไม่ติดระดับย่วนซื่อหลังจากทบทวนบทเรียนอันเจ็บปวดก็เตรียมย้ายทั้งครอบครัวไปเมืองหลวงของมณฑลเพื่อศึกษาต่อ”
คนที่รู้ข่าวนี้มีไม่มาก แต่เพราะอย่างไรก็เป็นคนในตระกูลติง ทางเลือกที่ดีที่สุดคือขายให้คนในตระกูลโดยตรง บางทีอาจจะขายไปแล้วก็ได้
ผู้ใหญ่บ้านมองออกว่าฉินเหยาสนใจจึงให้นางไปสืบข่าวเอาเอง
ฉินเหยากลับกังวลเล็กน้อยว่าเงินในกระเป๋าของตนจะพอซื้อไร่เล็กๆ ผืนนี้หรือไม่ ลองถามราคาดูก็ได้ยินผู้ใหญ่บ้านบอกว่า “อาจจะต้องสักหกเจ็ดร้อยตำลึง”
เงินก้อนนี้ หากหลิวเหล่าฮั่นได้ยินเข้า คงร้องลั่นว่าสวรรค์ช่วย! ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปกล้าคิดถึงเลย
ฉินเหยาเองก็สูดลมหายใจเข้าลึก นางมีเงินอยู่ในมือสามร้อยเจ็ดสิบตำลึง ยังขาดไปอีกครึ่งหนึ่ง
แต่ถ้ารอห้างการค้าฟู่หลงจ่ายเงินส่วนที่เหลือ เงินในมือก็จะพอดี
แต่นี่ยังไม่ถึงเดือนเจ็ดเลย อย่างเร็วที่สุดก็ต้องเดือนเก้าถึงจะได้เงินส่วนที่เหลือ ไม่มีหวังเสียแล้ว
ฉินเหยาทำได้เพียงมองไร่เล็กๆ ที่ทำให้นางใจเต้นผืนนี้อีกหลายครั้งอย่างอาลัยอาวรณ์แล้วหันหลังกลับ “ไปเถอะเจ้าค่ะผู้ใหญ่บ้าน วาสนายังมาไม่ถึง”
ผู้ใหญ่บ้านหัวเราะฮ่าๆ “แม่หนูอย่างเจ้าพูดจาแปลกน่าสนใจนัก ยังมีเรื่องวาสนาไม่วาสนาอะไรอีก…แต่ข้ามองออกว่าแม่หนูอย่างเจ้าใจใหญ่ ของธรรมดาตอนนี้ไม่เข้าตา เอาอย่างนี้แล้วกัน ข้าจะคอยมองหาให้เจ้า ถึงเวลาจะลองถามหลี่เจิ้งดู ถ้ามีไร่นาดีๆ จะรีบบอกเจ้าทันที”
รอยยิ้มบนใบหน้าฉินเหยาเบ่งบานทันที “เช่นนั้นก็รบกวนท่านแล้ว!”
“อย่าเอาแต่พูดปากเปล่าสิ” ผู้ใหญ่บ้านแกล้งชี้ไปทางถนนในเมือง “ถึงเวลาอย่าลืมเลี้ยงสุราดีๆ ข้าสักมื้อก็พอแล้ว!”
“เรื่องนี้ง่ายมาก ไม่ต้องรอแล้ว ดื่มวันนี้เลย!” ฉินเหยารีบให้อาวั่งขับรถม้าไปที่เมืองทำเอาผู้ใหญ่บ้านตกใจรีบดึงอาวั่งไว้ “ล้อเล่น ล้อเล่น หยุดเร็วเข้า ข้าเห็นสารถีของหมู่บ้านเซี่ยเหอแล้ว!”
เขาไม่รอพวกเด็กๆ กับพวกนางที่นี่แล้ว เดี๋ยวระหว่างทางกลับบ้านจะถูกเสียงดังรบกวนจนอายุสั้นไปครึ่งหนึ่ง
ฉินเหยาส่งผู้ใหญ่บ้านขึ้นเกวียนวัวของสารถีอย่างขบขัน กำชับสารถีให้เดินทางอย่างระมัดระวัง มองตามเกวียนวัวที่จากไปไกลแล้วก็ให้อาวั่งเดินทางต่อไปยังตัวเมือง
ผู้ใหญ่บ้านไม่เอา แต่ฉินเหยาก็ยังซื้อสุรามาจนได้ นางรับเด็กๆ ที่เลิกเรียนกลับมา แล้วใช้สำลีอุดหูเดินทางกลับมาถึงหมู่บ้าน เหลือบเห็นหลิวฉีที่เลิกงานกำลังจะกลับบ้านจึงยื่นสุราสองจินให้เขา ให้เอากลับบ้านไป
หลิวฉีทำหน้าไม่เข้าใจ แต่ยังไม่ทันได้ถาม รถม้าที่แว่วเสียงเจี๊ยวจ๊าวก็แล่นเข้าไปในหมู่บ้านแล้ว
พอส่งหลิวจินเป่าลง ปากของเอ้อร์หลางถึงได้หยุด
ปากของเอ้อร์หลางหยุด ปากของซานหลางซื่อเหนียงก็หยุดด้วย ในที่สุดหูของฉินเหยาจึงได้สงบเสียที
พริบตาเดียว เดือนเจ็ดก็มาถึง อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นทำสถิติใหม่
บนถนนทางเข้าหมู่บ้าน พวกผู้อพยพที่สร้างถนน ผู้ชายต่างถอดเสื้อท่อนบนออก เปลือยอกทำงาน แผ่นหลังถูกแดดเผาจนดำคล้ำ
ส่วนพวกผู้หญิงกางเพิงข้างทาง ก่อเตาขึ้นตรงนั้น จัดเตรียมวัตถุดิบที่ซื้อมาจากในหมู่บ้านให้สะอาดแล้วเตรียมอาหารให้คนที่ทำงาน
ถนนซ่อมจากปากทางหมู่บ้านมุ่งหน้าไปยังทิศทางหมู่บ้านเซี่ยเหอ เพิงก็ย้ายตามไปทางหมู่บ้านเซี่ยเหอด้วย เพียงเพื่อประหยัดเวลาที่ใช้กินข้าว จะได้ทำงานได้มากขึ้น
หลิวต้าฝูก็นับถือคนกลุ่มนี้ที่มาจากเมืองหวงเชวี่ยจริงๆ พวกเขาทำงานแข็งขันกันมาก ไม่มีใครอู้งานหรือเล่นเล่ห์เหลี่ยมเลย ทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำทุกวัน เขามองดูแล้วยังเหนื่อย แต่คนเหล่านี้เลิกงานกลับมายังยิ้มแย้มร่าเริง
พวกเขาขยันขันแข็งเช่นนี้ ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวกลับรู้สึกเกรงใจขึ้นมา หลังจากได้รับความเห็นชอบจากชาวบ้าน หลิวต้าฝูก็มาหาฉินเหยาเพื่อปรึกษา เตรียมจะให้ค่าจ้างแก่คนเหล่านี้ที่มาจากเมืองหวงเชวี่ยบ้างเล็กน้อย
ฉินเหยากำลังสวมหมวกสานนั่งยองๆ อยู่ในแปลงแตงของบ้านตัวเอง จ้องมองแตงเหล่านั้นของนางนิ่งๆ หลิวต้าฝูยืนอยู่ข้างหลังนางพูดอยู่ครึ่งค่อนวันก็ไม่เห็นนางมีปฏิกิริยาใดๆ จึงอดไม่ได้ที่จะเน้นเสียงถามอีกครั้ง
“ข้าพูดเรื่องค่าจ้าง เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไร”
ฉินเหยาจึงเพิ่งจะมีปฏิกิริยา นางเอียงศีรษะมองเขา ปีกหมวกสานกว้างบดบังใบหน้าไปกว่าครึ่ง เห็นเพียงคางที่แดงก่ำเพราะแดดเผา
“ท่านจะให้ข้าออกเงินหรือ”
นางถามตรงเช่นนี้ ทำเอาหลิวต้าฝูพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เขาหยุดไปสามวินาทีแล้วจึงกล่าว “เป็นเจ้าที่พูดไว้ก่อนหน้านี้ว่าหากเงินไม่พอในภายหลัง โรงงานเครื่องเขียนจะเป็นผู้ออกทั้งหมด”
ฉินเหยาถาม “ให้ข้าออกคนเดียวหรือ”
หลิวต้าฝูพูดไม่ออกอีกครั้ง
อากาศราวกับหยุดนิ่งไปครึ่งนาที
หลิวต้าฝูกัดฟันพูด “หมู่บ้านก็ออก ทุกคนช่วยกันออก แต่การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงยังไม่เริ่ม ในมือยังไม่มีเงิน”
ฉินเหยาเอ่ย “ข้าช่วยสำรองออกเงินไปให้ก่อนก็ได้ เพียงหลังเก็บเกี่ยวแล้วใช้ข้าวสารคืนข้าก็พอ”
หลิวต้าฝูกัดฟัน “ได้!” หันหลังทำท่าจะเดินไป
ปากใต้หมวกสานฉีกยิ้มกว้าง “อย่าเพิ่งรีบไปสิ”
หลิวต้าฝูหันกลับมามองนางอย่างสงสัย “ทำไมรึ?”
ฉินเหยากวักมือเรียกเขาแล้วตบแตงลูกขนาดเท่าลูกฟุตบอลสีเขียวมรกตตรงหน้าเบาๆ “เชิญท่านกินแตง”
ในใจหลิวต้าฝูสั่นสะท้าน แน่ใจนะว่าไม่ได้ให้เขาทดสอบยาพิษน่ะ
“นี่เป็นแตงที่กินได้จริงๆ หรือ” เขาถามอย่างสงสัย
เห็นท่าทางทะนุถนอมราวกับของล้ำค่าของฉินเหยาก็เกิดความสงสัยขึ้นมาบ้าง
เพียงแต่แตงแบบนี้ไม่เคยเห็นมาก่อน รูปร่างก็ไม่เหมือนแตงอื่นๆ ที่ดูน่ากิน สีนั้นจะเขียวก็ไม่เขียว จะขาวก็ไม่ขาว ยังมีลายคดเคี้ยวเหมือนปลาหนีชิว มองดูคล้ายกับลายบนตัวงูพิษอย่างนั้น
ในตอนนั้นเอง ฉินเหยาก็ตัดสินใจหักเถาแตงอย่างเด็ดขาด ยกแตงลูกเท่าลูกฟุตบอลนี้มาไว้ในมือ ใช้สองมือออกแรงบิ เสียงดัง “เป๊าะ” เนื้อแตงสีแดงสดก็เผยออกมา
หลิวต้าฝูตกใจจนหน้าซีดเผือด ถอยหลังกรูดไปจนถึงคันนา ยังเหยียบแตงของฉินเหยาไปสองลูก ทำเอานางเสียดายจนสูดลมหายใจเข้าลึกสองครั้ง
โชคดีที่แตงแข็งพอจึงไม่ได้ถูกเหยียบแตก แต่หลิวต้าฝูกลับลื่นล้มเสียหลัก ก้นจ้ำเบ้าลงบนคันนา ดูทุลักทุเลอย่างยิ่ง
ฉินเหยาอดไม่ได้จริงๆ จึงหัวเราะออกมาเสียงดัง
“แตงนี่ทำไมถึงแดงเช่นนี้” หลิวต้าฝูบังคับตัวเองให้สงบลง ชี้ไปที่แตงโมในมือฉินเหยาแล้วถามเสียงเข้ม